เริ่มต้นยุคสันติภาพ 2ผู้นำ‘เกาหลี’ลงนามปฏิญญา/ปลดนิวเคลียร์พ้นคาบสมุทร


เพิ่มเพื่อน    

 

มิตรภาพอบอวล ผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์เมื่อวันศุกร์ "มุน แจอิน" รอรับถึงเส้นแบ่งเขตแดน ก่อน "คิม จองอึน" ก้าวเหยียบแผ่นดินฝ่ายใต้แล้วทำเซอร์ไพรส์นอกบท ชวนผู้นำเกาหลีใต้ข้ามไปเหยียบดินแดนฝ่ายเหนือบ้าง ซัมมิตหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ปิดท้ายด้วยปฏิญญาปันมุนจอมให้คำมั่นปลดอาวุธนิวเคลียร์พ้นคาบสมุทรเกาหลี และทำสนธิสัญญาสันติภาพ

    การพบปะกันครั้งแรกในรอบ 11 ปีระหว่างผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เมื่อวันศุกร์ที่ 27 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา ได้รับการจับตามองจากทั่วโลก และสร้างความยินดีปรีดาแก่ผู้คนบนคาบสมุทรเกาหลีที่ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ไม่มีกล้าคาดคิดว่าจะเกิดภาพประวัติศาสตร์เช่นนี้ได้ ซัมมิตครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าเมื่อประธานาธิบดีมุน แจอิน เคลื่อนขบวนจากกรุงโซลไปรอต้อนรับคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่หมู่บ้านสงบศึก ปันมุนจอม ซึ่งตั้งอยู่บนเขตปลอดทหารที่กั้นแบ่งคาบสมุทรเกาหลีเป็นฝ่ายเหนือและใต้
    มุนรอรับคิมที่เส้นแบ่งเขตแดนทางทหาร ซึ่งกำหนดโดยแนวคอนกรีตเตี้ยๆ เมื่อคิมมาถึง ทั้งคู่จับมือกันเหนือเส้นแบ่งเขตนี้ "ผมดีใจที่ได้พบท่าน" ประธานาธิบดีเกาหลีใต้กล่าวกับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ จากนั้นมุนได้เชิญคิมก้าวข้ามมายังดินแดนของเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้คิมเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกในรอบ 65 ปีหรือนับแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลี ที่ได้ฝากรอยเท้าบนแผ่นดินของฝ่ายใต้ ส่วนคิมกล่าวว่า เขาตื้นตันด้วยอารมณ์ภายหลังได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งเขตแดนนี้ 
    ภายหลังการจับมือกันให้ถ่ายภาพประวัติศาสตร์แล้ว คิมได้สร้างความประหลาดใจด้วยการเชิญให้มุนก้าวข้ามกลับไปยังดินแดนของเกาหลีเหนือบ้าง ซึ่งตามกำหนดการไม่ได้ตกลงกันไว้ ทั้งคู่ได้จับมือกันก้าวข้ามไปแล้วให้ถ่ายภาพประวัติศาสตร์อีกครั้ง
    พิธีการต่อมาเป็นการต้อนรับอย่างสมเกียรติโดยกองทหารเกียรติยศของเกาหลีใต้ ซึ่งแต่งชุดทหารแบบโบราณ จากนั้นมุนได้พาคิมและคณะไปยังอาคารพีซเฮาส์ของเกาหลีใต้ ที่นั่นคิมได้ลงนามในสมุดเยี่ยมว่า "ประวัติศาสตร์ใหม่เริ่มต้นแล้ว ณ บัดนี้ - ณ จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์และยุคสมัยแห่งสันติภาพ" 
    คณะของคิมประกอบด้วยผู้ติดตามอีก 9 คน หนึ่งในนี้คือคิม โยจอง น้องสาวของคิม ที่เคยนำคณะผู้แทนเกาหลีเหนือมาร่วมโอลิมปิกฤดูหนาวในเกาหลีใต้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 
    ถัดจากพิธีต้อนรับเป็นการประชุมสุดยอด แล้วพักกลางวันโดยคิมและคณะกลับไปรับประทานอาหารกลางวันในฝั่งของตน จากนั้นในภาคบ่าย คิมและมุนได้ร่วมกันปลูกต้นสนโดยใช้ดินและน้ำจากทั้งสองประเทศ แล้วจึงเป็นหารืออีกครั้ง คราวนี้มุนและคิมคุยกันเองสองต่อสองนานครึ่งชั่วโมง แล้วทั้งคู่จึงลงนามปฏิญญาปันมุนจอม และได้เกิดภาพประทับใจอีกครั้งเมื่อผู้นำทั้งสองโอบกอดกัน การเยือนครั้งประวัติศาสตร์ปิดท้ายด้วยงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งภริยาของมุนและคิมเข้าร่วมด้วย
    ผลจากการประชุมสุดยอดระหว่างมุนและคิม ทั้งคู่ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเป้าหมายร่วมกันของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากนิวเคลียร์ได้จริง ผ่านการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ และจะพยายามผลักดันข้อตกลงสันติภาพเพื่อเป็นการยุติสงครามเกาหลีอย่างถาวร แทนที่ข้อตกลงสงบศึกซึ่งในทางหลักการถือว่าทั้งสองประเทศยังเป็นคู่ศึกสงครามกัน แม้สงครามเกาหลีจะยุติลงเมื่อ 65 ปีก่อน 
    อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่มีการให้รายละเอียดที่ชัดเจน และนักวิเคราะห์หลายคนยังมีความคลางแคลงใจ และชี้ว่าเกาหลีเหนือเคยให้คำมั่นสัญญาแบบเดียวกันนี้มาแล้วในอดีต ซึ่งล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว 
    มุนยังรับปากจะเดินทางเยือนกรุงเปียงยางในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ และทั้งคู่ยังให้คำมั่นว่าจะจัดพบปะกันและสนทนาโดยตรงทางโทรศัพท์กันอย่างสม่ำเสมอ 
    ในปฏิญญาปันมุนจอม ผู้นำทั้งสองกล่าวด้วยว่า พวกเขาจะพยายามจัดการประชุม 4 ฝ่ายภายในปีนี้ โดยจะรวมถึงสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นสองชาติที่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2496 ด้วย พร้อมกับเป้าหมายของการประกาศการยุติสงครามและเปลี่ยนข้อตกลงสงบศึกให้เป็นสนธิสัญญาสันติภาพ และสถาปนาระบอบแห่งสันติภาพอันมั่นคงแข็งแรงและยั่งยืน 
    ผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เคยประชุมสุดยอดกันมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2543 และ 2550 โดยเกิดขึ้นที่หมู่บ้านปันมุนจอมทั้ง 2 ครั้ง และยังปิดท้ายด้วยการให้คำมั่นแห่งความหวังคล้ายคลึงกันนี้ ซึ่งสุดท้ายล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว
    ในคำแถลงภายหลังการประชุมสุดยอด คิมกล่าวถึงหมู่บ้านปันมุนจอมแห่งนี้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกที่บีบหัวใจ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ เกาหลีเหนือและใต้ซึ่งมีสายเลือดเดียวกัน ภาษาเดียวกัน มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเดียวกัน จะกลับมาร่วมกันเป็นหนึ่ง เขายังให้คำมั่นด้วยว่า เกาหลีเหนือและใต้จะมีซ้ำรอยประวัติศาสตร์ดันโชคร้ายที่ข้อตกลงระหว่างสองเกาหลีล้มเหลวลงหลังเพิ่งเริ่มต้น 
    ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า คิมอาจจะได้พบปะกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ แม้ว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ทำสงครามน้ำลายกันอย่างเผ็ดร้อน ทรัมป์ได้ทวีตแสดงความยินดีกับซัมมิตระหว่างผู้นำทั้งสอง แต่ก็เตือนว่า "เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์" ต่อมาเขายังทวีตอีกข้อความที่เหมือนจะอ้างเครดิตซัมมิตครั้งนี้ไว้เอง โดยกล่าวว่า "สงครามเกาหลีจะยุติ สหรัฐและประชาชนผู้ยิ่งใหญ่ของสหรัฐทุกคน ควรภาคภูมิใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลี" แต่ทวีตข้อความถัดจากนั้น ทรัมป์ยังไม่ลืมที่จะขอบคุณความช่วยเหลือของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน 
    รัฐบาลจีนซึ่งคอยค้ำชูระบอบคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือมาช้านานและให้การต้อนรับการเยือนของคิมเพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเมื่อเดือนที่แล้ว ได้แถลงแสดงความยินดีกับการพบปะครั้งประวัติศาสตร์นี้ โดยกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า จีนคาดหวังและเฝ้ารอคอยให้เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้คว้าโอกาสครั้งนี้เปิดเส้นทางใหม่ที่จะสร้างเสถียรภาพที่ยืนยาวนานบนคาบสมุทรเกาหลี
    ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่งแสดงความไม่พอใจกับเมนูอาหารหวานที่เกาหลีใต้จัดต้อนรับผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งมีภาพของหมู่เกาะพิพาทกับญี่ปุ่นบนแผนที่คาบสมุทรเกาหลีที่ประดับบนจานมูสมะม่วง นายกฯ ชินโซ อาเบะ กล่าวว่า วันนี้ประธานาธิบดีมุน แจอิน และประธานคิม จองอึน จัดการหารืออย่างจริงจังเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ญี่ปุ่นอยากแสดงความยินดีและคาดหวังอย่างยิ่งว่าเกาหลีเหนือจะดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการประชุมครั้งนี้ และการประชุมระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือต่อไป
สำหรับความเคลื่อนไหวในไทยนั้น ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวก่อนออกเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 32 และการประชุมระดับผู้นำ ครั้งที่ 11 แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT) ระหว่างวันที่ 27-28 เม.ย.2561 ที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ถึงการประชุมของผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ว่า “รู้แล้ว ดูข่าวอยู่”
ด้าน พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 32 จะมีการกำหนดประเด็นในภูมิภาคขึ้นมาหารือในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการเป็นวาระปกติ ซึ่งคงมีการหยิบยกประเด็นคาบสมุทรเกาหลีมาหารือด้วย ซึ่งภาพการจับมือระหว่าง 2 ผู้นำเกาหลี ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ ที่ผู้นำอาเซียน รวมทั้งนายกฯ ไทยอยากเห็นมานานแล้ว เพราะถือเป็นการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธี และที่ผ่านมา อาเซียนได้สนับสนุนมาโดยตลอด 
    “บรรยากาศในคาบสมุทรเกาหลีที่ลดความตึงเครียดลง จะส่งผลถึงเสถียรภาพในภูมิภาค รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียนที่มีความใกล้ชิดด้วย ถือเป็นเหตุการณ์พลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ และยังเป็นการลดอุณหภูมิในภูมิภาคลง ส่งผลต่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจอาเซียนโดยตรง” พล.ท.วีรชนระบุ.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"