เรื่องใหญ่แน่ครับ...เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามในร่างกฎหมายที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านด้วยเสียงล้นหลามเพื่อปกป้องการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยบนเกาะฮ่องกง
จีนโต้ทันทีว่านี่เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของเขา
สหรัฐฯ อ้างว่านี่เป็นการออกกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในฮ่องกง
และส่งเสริม "สิทธิมนุษยธรรมและประชาธิปไตย" ตามหลักการและค่านิยมของอเมริกา
จึงเรียกกฎหมายฉบับนี้ว่า Hong Kong Human Rights and Democracy Act of 2019
เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับเดิมในชื่อเดียวกันที่ออกมาเมื่อปี 1992 ซึ่งมีชื่อขณะนั้นว่า Hong Kong Policy Act 1992
แปลว่าอเมริกาออกกฎหมายว่าด้วยฮ่องกง 5 ปีก่อนที่อังกฤษจะส่งเกาะนี้คืนให้จีน
เป็นการออกกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้การลงทุนของสหรัฐฯ ในฮ่องกงถูกจำกัดทางใดทางหนึ่ง หากจีนมีอำนาจบริหารฮ่องกงหลังปี 1997 ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง
อังกฤษกับจีนลงนามกันในเอกสารที่เรียกว่า Basic Law หรือกฎหมายพื้นฐานซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญสำหรับฮ่องกงนั่นเอง
อังกฤษมองว่าข้อตกลงนี้น่าจะรับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนฮ่องกงได้อย่างน้อย 50 ปีหลังจากจีนเข้ามาบริหารเกาะแห่งนี้
จีนคงจะยอมลงนามขณะนั้น (หลังจากเติ้ง เสี่ยวผิงปฏิเสธข้อเสนอของนายกฯ อังกฤษ มาร์กาเร็ต แทชเชอร์ขณะนั้นที่จะขอต่ออายุสัญญา 99 ปี) เพราะเห็นว่าอย่างไรเสียเมื่อเกาะนี้กลับมาสู่อ้อมกอดของจีนแล้ว อังกฤษก็หมดสิทธิ์ที่จะต่อรองอะไรได้
แต่อังกฤษวันนี้ยังยืนยันว่า เงื่อนไขในข้อตกลงนั้นให้สิทธิคนฮ่องกงที่จะมีสิทธิ์มีเสียงในกระบวนการทางการเมืองของตัวเอง
นั่นคือความเข้าใจของกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยที่เริ่มเคลื่อนไหวมาเมื่อ 6 เดือนก่อนจนถึงวันนี้ แต่ปักกิ่งตีความไปอีกทางหนึ่ง ยืนยันว่าได้ให้สิทธิขั้นพื้นฐานแก่คนฮ่องกงพอสมควรภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศสองระบบ" หรือ One Country, Two Systems ซึ่งเคารพในความแตกต่างของฮ่องกงที่ไม่เหมือนกับจีนแผ่นดินใหญ่ในทุกๆ เรื่อง
กฎหมายใหม่ของอเมริกาที่ทรัมป์เพิ่งลงนามอนุมัติให้บังคับใช้นี้ระบุคำว่า autonomy สำหรับคนฮ่องกง
แปลตรงตัวว่าเป็นสิทธิการปกครองตนเอง
ฮ่องกงมีชื่อทางการว่า Hong Kong SAR ซึ่งย่อมาจาก Special Administration Region ซึ่งแปลว่าเป็นเขตบริหารพิเศษ
อำนาจแห่งการ "บริหารพิเศษ" หรือ "ความเป็นอิสระในการบริหาร" นั้นอยู่ที่ใครจะตีความกว้างแคบอย่างไร
นั่นคือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างจีนกับอเมริกาและอังกฤษ
ผู้ประท้วงที่ฮ่องกงเรียกร้องสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า universal suffrage ซึ่งแปลว่าสิทธิในการเลือกตัวแทนของตนเองอย่างสากลและกว้างขวาง
ในทางปฏิบัติคำนี้หมายถึงการที่ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ณ วัยที่บรรลุนิติภาวะแล้วมีสิทธิ์หย่อนบัตรเลือกตั้งตัวแทนของตนเข้าไปในสภาและฝ่ายบริหารเพื่อทำหน้าที่แทนตน
แต่จีนมองไปคนละแบบ ไม่ยอมรับว่ามีการตกปากรับคำที่จะให้คนฮ่องกงมีสิทธิ์เลือกตั้งคนละหนึ่งเสียงเท่ากันที่ฝรั่งเรียก One Man One Vote
ปักกิ่งใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อมให้ฮ่องกง แต่คนฮ่องกงต้องการเลือกตั้งโดยตรง
ระบบของฮ่องกงตั้งแต่กลับมาเป็นของจีนเมื่อปี 1997 หรือ 22 ปีก่อนคือ การเลือก ส.ส.และผู้บริหารสูงสุดผ่านระบบทางอ้อม
สำหรับการเลือกผู้บริหารสูงสุดนั้น ตัวแทนของฮ่องกงจะถูกปักกิ่งกลั่นกรองเหลือ 1,200 คนที่มีสิทธิ์ในการหย่อนบัตรเลือกผู้บริหารสูงสุด
พูดง่ายๆ ก็คือใครจะมาบริหารฮ่องกงจะต้องได้รับความเห็นชอบจากปักกิ่งเท่านั้น
คำว่า "สิทธิในการปกครองตนเอง" อย่างที่สหรัฐฯ หรืออังกฤษอ้าง หรืออย่างที่ผู้ประท้วงที่ฮ่องกงเรียกร้องนั้นตีความกันไปคนละทางกับรัฐบาลกลางของจีนอย่างชัดเจน
นั่นคือสาเหตุแห่งความขัดแย้งที่ระเบิดตูมตามขึ้นมาเมื่อทรัมป์จรดปากกาลงนามผ่านกฎหมายฮ่องกงฉบับล่าสุด
จีนเดือด...ประกาศว่าสหรัฐฯ ไม่มีอธิปไตยเหนือจีน ไม่มีสิทธิ์ออกกฎหมายมายุ่มย่ามกับอำนาจบริหารของจีน
สหรัฐฯ ก็อ้างว่ากฎหมายนี้เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและคนอเมริกันในฮ่องกง
อีกทั้งเพราะอเมริกาเป็นผู้ให้สิทธิทางการค้าพิเศษแก่ฮ่องกง ดังนั้นตนย่อมมีสิทธิ์ที่จะตั้งเงื่อนไขเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของตน
มังกรปะทะอินทรีแล้วครับ...สงครามเย็นรอบใหม่ร้อนแรงกว่าสงครามเย็นรอบแรกแน่นอน
โปรดติดตามตอนต่อไปอย่างกระชั้นชิด!
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |