Game of Thrones ภาคฟิลิปปินส์ (ตอนจบ)

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้ปูทางและเล่าที่มาที่ไปของความขัดแย้งระหว่าง “บ้านใหญ่” 2 ตระกูลในแวดวงการเมืองฟิลิปปินส์ ตระกูลหนึ่งเป็น “บ้านใหญ่” เก่าแก่ที่มีรากฐานฝังลึกในสังคมฟิลิปปินส์ ส่วนตระกูล “บ้านใหญ่” ที่ 2 เป็นตระกูลใหม่ มีกระแส มีอำนาจ มีคนนิยม แต่ยังไม่มีรากฐานฝังลึกเท่าตระกูลเก่าแก่ที่ว่า

2 บ้านใหญ่นี้กำลังขัดแย้งและฟัดกัน ถึงขั้นขู่ฆ่ากัน คือตระกูล Marcos กับ Duterte ที่บังเอิญ Marcos เป็นประธานาธิบดี และ Duterte เป็นรองประธานาธิบดี ที่หาเสียงคู่กัน หาเสียงเป็นทีม และชนะขาดลอยเป็นทีม ด้วยความเข้าใจว่า Marcos เป็นประธานาธิบดีในสมัยนี้ เพื่ออุ่นเก้าอี้ให้กับ Duterte สมัยหน้า

ในช่วงจับมือกันใหม่ๆ Marcos ต้องการพลังของ Duterte เนื่องจากตระกูล Marcos หลุดออกจากสารบัญการเมืองระดับชาติเป็นเวลายาวนาน Marcos ต้องพึ่งพาบารมี Duterte เพื่อผลักดันให้ตัวเขาเป็นประธานาธิบดีให้ได้ แต่พอได้เป็นปุ๊บ Marcos ไม่มีอะไรที่จะต้องพึ่งพา Duterte อีกต่อไป กลายเป็นว่า Duterte ต่างหากที่ต้องพึ่งพาบารมี Marcos เพื่อจะมีอนาคตทางการเมืองต่อ

ถึงแม้ Duterte มีกระแสและมีคะแนนนิยมก็ตาม แต่ตระกูลนี้ยังเป็นตระกูลใหม่ในแวดวงการเมือง เทียบความกึ๋นกับ Marcos ไม่ได้ ระบบอุปถัมภ์เดิมที่หมุนรอบตระกูล Marcos กลับคืนมาเต็มรูปแบบ และแทนที่จะรักษาเก้าอี้ให้ Duterte แล้ว Marcos ดูเหมือนจะรักษาเก้าอี้ให้ลูกหลานตัวเอง หรือลูกพี่ลูกน้อง (ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ) เสียมากกว่า อันนี้แหละครับ ปูทางทั้งหมด และรื้อฟื้นความทรงจำจากสัปดาห์ที่แล้ว เราไปต่อกับเรื่องของเราดีกว่า

เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว สภาฟิลิปปินส์มีมติเสียงข้างมากให้ถอดถอนรองประธานาธิบดี Sara Duterte ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหาฉ้อโกงในโครงการหลายโครงการที่เขารับผิดชอบ แต่ที่หนักกว่าคือ การประกาศขู่ฆ่าประธานาธิบดีสตรีหมายเลขหนึ่ง และประธานสภาฯ (ลูกพี่ลูกน้องประธานาธิบดี)

ในวันที่ Duterte ประกาศขู่ฆ่า Marcos เขาไม่ได้พูดที่โต๊ะอาหาร และมีคนแอบอัดคลิป เขาไม่ได้เผลอพูด เขาตั้งใจแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนทุกแขนง ประกาศผ่านไมค์อย่างเป็นทางการ ในฐานะรองประธานาธิบดี ให้คนได้รับรู้ทั่วบ้านทั่วเมือง ไม่อ้อมค้อม ไม่เล่นคำ พูดตรงไปตรงมาว่า ถ้าฝ่าย Marcos ไม่หยุดเล่นงาน และยังจะไม่ให้เกียรติเขาต่อไป เขาจะตัดหัว Marcos สตรีหมายเลขหนึ่งและประธานสภาฯ ทันที

แค่นั้นไม่พอครับ Duterte ประกาศอีกว่า ถ้า Marcos อยากลองของ เขาจะขุดหลุมศพ Marcos (อดีตประธานาธิบดี และพ่อของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน) โยนทิ้งลงทะเล “West Philippines Sea” (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า West Philippines Sea คือจีนทะเลใต้ที่เรารู้จัก) (South China Sea)?

อย่างไรก็ตาม เป็นการแถลงที่ดุเดือดและเผ็ดมันส์มาก คิดดูว่าขนาดบ้านเรายังสาดโคลนทางการเมืองดุเดือดและเผ็ดมันส์ขนาดไหน เคยถึงขั้นคู่ตัดหัว หรือขู่ขุดหลุมศพพ่อโยนทะเล? อาจมีเวลาคุยส่วนตัว แต่ Duterte ขู่ผ่านการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เพื่อเห็นภาพชัดๆ สมมุติว่าเป็นบ้านเรา รองนายกฯ ใครสักคนเรียกแถลงข่าวที่ทำเนียบฯ ในห้องแถลงข่าว มีข้าราชการ มีหมายเรียนเชิญสื่อทุกแขนงอย่างเป็นทางการ ผ่านทีมโฆษกในนามรองนายกรัฐมนตรี และแถลงแบบนี้

นั่นแหละครับ เป็นสิ่งที่ Duterte ทำเมื่อปลายตุลาคมที่ผ่านมา ถึงเป็นเรื่องใหญ่และทำให้บรรยากาศการเมืองในฟิลิปปินส์ดุเดือดและเผ็ดมันส์มากกว่าเดิม บรรดาคอการเมือง บรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลาย สื่อทุกแขนง เล่นแต่เรื่องนี้อย่างเดียว จากความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ที่ต่างฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการนั้น มีเหตุอะไรทำให้ Duterte ต้องตัดความสัมพันธ์เฉียบขาดขนาดนี้? ทั้งๆ ที่อีกไม่ปีกี่ปีข้างหน้า ตัวเองจะได้เป็นประธานาธิบดีอยู่แล้ว ทำไมต้องหักดิบขนาดนี้ ณ เวลานี้ด้วย?

ทุกอย่างกลับไปที่เรื่องก่อนเลือกตั้ง Marcos ต้องการบุญบารมีของ Duterte เพื่อแลกเปลี่ยนกับเก้าอี้ประธานาธิบดี แต่เมื่อได้แล้ว อำนาจล้นฟ้าของ Duterte วูบหายไปโดยสิ้นเชิง หลังชนะการเลือกตั้งปุ๊บ Marcos เริ่มวางแผนดับอนาคต Duterte ทันที เริ่มแรกจากแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี แต่เดิมเป็นข้อตกลง (หรือเป็นอันเข้าใจ) ว่าเก้าอี้ครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรีรัฐบาล Marcos จะเป็นพวกพ้องของ Duterte และ Sara จะเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเพื่อคุมกองทัพ…แต่ Marcos เบี้ยว

Marcos แบ่งเก้าอี้ให้แค่ 1-2 เก้าอี้เอง ส่วนตำแหน่งอื่นที่ให้อยู่ในระดับรอง และเป็นรองในกระทรวงเกรด B (และ C) ที่รัฐมนตรีของตนรวบอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือแและแบ่งกรมให้รอง (ในโควตาของ Duterte) มีอำนาจหน้าที่ นั่งตบยุงและตัดริบบิ้นตามงานเป็นหลัก

แม้แต่ช่วงหาเสียง มีการแบ่งทีมและฝ่ายชัดเจน ใครที่อยู่ฝ่าย Duterte จะเหยียบดินแดน Marcos ไม่ได้ (ส่วนทีม Marcos ไปทุกที่ได้) แต่ตอนนั้นไม่มีปัญหาอะไร ต่างฝ่ายต่างอยู่คนละมุม เพราะรู้ว่าทีมนี้ต้องชนะแน่ เลยยอมและอดทน เพราะทีม Duterte นับถอยหลัง รอวันที่ Duterte จะเป็นประธานาธิบดีเองใน 6 ปีข้างหน้า

แต่ Marcos และพวกพ้องไม่ธรรมดาครับ เรื่องอะไรจะต้องรักษาเก้าอี้ให้ Duterte?

พอเริ่มเป็นประธานาธิบดีปุ๊บ เริ่มขัดกันเรื่องนโยบายและทิศทางการเป็นพันธมิตรกับจีนอย่างไรต่อ อย่าลืมว่าตลอดประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ เขาประกาศว่าเขาอยู่ข้างและเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะยุคไหน หรือผู้นำเป็นใครก็ตาม เพิ่งจะมียุค Duterte (ผู้เป็นพ่อ) ที่มีนโยบายหันหลังให้สหรัฐ เพื่ออ้าแขนต้อนรับจีนเต็มที่

เมื่อ Marcos เป็นประธานาธิบดี เขายกเลิกนโยบายอ้าแขนต้อนรับจีน แล้วหันหน้าเข้าหาสหรัฐเหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้สร้างความไม่พอใจให้ Duterte อย่างแรง ไม่ใช่เฉพาะระหว่างสองตระกูลเท่านั้น แต่ระหว่างสองตำแหน่งอำนาจบริหารบ้านเมืองสูงสุด คือตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี เมื่อ 2 ตำแหน่งขัดแย้งกันในนโยบายหลักของประเทศ มันเดินหน้ายากครับ และจุดตรงนี้เป็นจุดที่ต่างฝ่ายต่างถอยไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เลยทำให้เกิดความขัดแย้งและปะทะกัน ตั้งแต่ก้าวแรก ต่างฝ่ายต่างทำงานร่วมกันไม่ได้ ประธานาธิบดีพูดอย่าง รองประธานาธิบดีพูดอย่าง กระทรวงที่รองประธานาธิบดีกำกับดูแล (กระทรวงศึกษาฯ) จะออกนโยบายหรือแนวทำงานร่วมกับจีนต่ออย่างไร ประธานาธิบดีกับพวกพ้องคว่ำนโยบายทันที

Duterte กับพวกพ้องจะเสนอกฎหมายสอดคล้องกับนโยบายทำงานร่วมกับจีนต่อ เจอทางตันในสภา เพราะประธานสภาฯ เป็นลูกพี่ลูกน้อง Marcos เลยเสนอกฎหมายอะไรไม่ได้ แต่ Duterte กัดฟันอดทนต่อไป เพราะเห็นเก้าอี้ประธานาธิบดีอยู่ข้างหน้า

แต่ที่ Duterte หมดความอดทนคือ การผลักดันให้เกิดการสืบสวนสอบสวนมาตรการจัดการยาเสพติด ที่ออกแนววิสามัญฆาตกรรมในยุค Duterte (ผู้เป็นพ่อ) เป็นประธานาธิบดี ทำให้คนกว่า 30,000 คนต้องเสียชีวิต

สภาฟิลิปปินส์ผ่านความเห็นชอบ ผ่านความผลักดันของประธานสภาฯ ให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน 2 เรื่องนี้ คือ นโยบายอ้าแขนต้อนรับจีน ทำให้ประเทศเสียหายมากขนาดไหน กับเรื่องการจัดการปัญหายาเสพติดของรัฐบาลชุดก่อน อันนั้นไม่เพียงพอครับ เมื่อสืบสวนสอบสวนเสร็จสรรพเรียบร้อย จะส่งเรื่องถึงศาลอาญาระหว่างประเทศให้ได้ (International Criminal Court หรือ ICC)

Sara ถึงไม่ยอม และประกาศตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับประธานาธิบดี ด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯ และประกาศขู่ฆ่าประธานาธิบดีกับพวกพ้อง

ซึ่งการประกาศขู่ฆ่า บวกกับข้อกล่าวหาใช้งบกลาง งบลับ ในทางทุจริตนั้น เป็นเหตุให้มีมติถอดถอน Duterte ออกจากตำแหน่ง ซึ่งสภาล่างมีมติเสียงข้างมากให้ถอดถอน Duterte ออกจากตำแหน่ง ตอนนี้อยู่ที่สภาสูง หรือวุฒิสมาชิก แต่เรื่องไม่ได้จบตรงนี้นะครับ ตอนนี้สภาล่างหมดวาระ ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูการเลือกตั้งใหม่ สภาล่างจะเลือกทั้งสภา ส่วนวุฒิสภาเลือกบางส่วน

ตอนนี้เรื่องถอดถอน Duterte จ่อที่วุฒิสภา ตระกูลบ้านใหญ่ 2 ตระกูลนี้ซัดกันเต็มที่ในสนามเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครับ

ถ้าคนของ Duterte ชนะการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกกันเยอะๆ เขาคว่ำมติถอดถอน Duterte ได้ แต่ถ้าคนของ Marcos ชนะมากกว่า เท่ากับเป็นการดับอนาคต Duterte ทางการเมืองฟิลิปปินส์ตลอดไปครับ เพราะถ้า Duterte ถูกสั่งถอดถอนออกจากตำแหน่ง เขาหมดสิทธิ์เล่นการเมืองตลอดชีพ

เลยต้องดูกันต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งในฟิลิปปินส์รอบนี้จะชี้ชะตาอนาคต Sara Duterte อย่างไร และเป็นการต่อสู้ระหว่างบ้านใหญ่ตระกูลเก่ากับบ้านใหญ่ตระกูลใหม่

ทำให้การเมืองไทยเราดูจืด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คนขับ Tesla คงสับสนกันมาก

ตอนเรียนหนังสือ สิ่งที่ถูกสอนตลอดเวลาคือ การบริหารประเทศควรต้องแยกศาสนากับการบริหาร เพราะเมื่อปนกันเมื่อไหร่ ผู้มีอำนาจจะกลายเป็นเผด็จการไปในตัว

5ปีที่แล้วโลกหยุดหมุนชั่วคราว

วันนี้ขอย้อนกลับไปยุคที่ไม่ห่างปัจจุบันมากนัก แต่ต่างจากปัจจุบันโดยสิ้นเชิง ผมจะไม่ย้อนกลับไป 20-30 ปี จะย้อนแค่ 5 ปีเท่านั้น ช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่โลกหยุดหมุนชั่วคราวอย่างจริงจัง เป็นยุคที่ Corona Virus กำลังระบาด ทำให้โลกของเราอยู่ในความมืดมน อยู่ในความสับสน อยู่ในความงง บวกกับความกลัว และความไม่แน่นอน

2568 อันธพาลครอง.....ทำเนียบขาว!!!

วันนี้ผมมาช้า แต่ช้าดีกว่าไม่มา วันนี้ผมอยากพูดถึงเรื่องการ “ปะทะ” ระหว่าง ประธานาธิบดี Donald Trump กับประธานาธิบดี Volodomyr Zelensky เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ Zelensky เยือนทำเนียบขาว อย่างเป็นทางการ ผมจะไม่เสียเวลาใคร วิเคราะห์ว่า พฤติกรรม Trump ไม่เหมาะสมอย่างโน้นอย่างนี้ เพราะสำหรับใครที่คิดว่าการกระทำของ Trump ถูกต้องอยู่ พูดไปก็เท่านั้นแหละครับ

THANK YOU, NICO!!!!!!

ผมขอแสดงความนับถือ และขออวยพรให้พี่น้องชาวมุสลิมทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง และมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ตลอดช่วงรอมฎอนปีนี้ครับ

Game of Thrones ภาคฟิลิปปินส์ (ตอนที่ 1)

ถ้าชอบเรื่องการเมือง ถ้าชอบดรามา ถ้าชอบดรามาการเมืองนั้น ผมว่าแฟนคอลัมน์สามารถติดตามการเมืองภายในประเทศทุกประเทศ ทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น

ถูกใจ....ถูกต้อง?

ผมรู้สึกโล่งใจที่สภาพอากาศกลับมาสู่สภาพปกติ (มากกว่าเดิม) ถึงแม้จะไม่ใสสะอาดเท่าที่ควรก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าช่วงที่มีฝุ่นหนาทั่วบ้านทั่วเมือง