ความสำคัญของลัคนา(2)


เกียรติภูมิของโหรไทยที่เลื่องลือมาถึงทุกวันนี้ที่รู้พื้นดวงชะตาเดิมแล้วอ่านเรื่องตายออกล่วงหน้า คงไม่มีใครโด่งดังเท่าพระยาโหราธิบดี หรือเจ้ากรมโหรสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่ท่านเป็นบิดาของศรีปราชย์

ตำนานคือพอได้เวลาตกฟากหรือเวลาเกิดของลูกชาย-ศรีปราชญ์-ท่านได้ผูกดวงชะตาเดิมอ่านแผนที่ชีวิตแล้วรู้ว่าลูกจะโด่งคับกรุงศรีฯ แต่มีแววว่าตายไม่ดี

ด้วยเหตุนั้นพระยาโหราธิบดีเลยกราบบังคมทูลขอสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไว้ว่า ถ้าศรีปราชญ์ทำผิดอะไรขออย่าทรงประหาร ขอให้เนรเทศก็พอ ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับปากไว้

ครั้นต่อมาศรีปราชญ์ไปมีเรื่องกับสนมเอก สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงทำตามที่ทรงรับปากที่พระยาโหราธิบดีขอไว้ คือเนรเทศศรีปราชญ์ไปเมืองนครศรีธรรมราชแทนการประหาร

แต่แล้วในที่สุดศรีปราชญ์ก็หนีวิบากกรรมที่บิดาเคยอ่านระหัสชีวิตไว้ไม่พ้นไม่ถูกประหารที่กรุงศรีอยุธยา แต่ถูกเจ้าพระยานครศรีธรรมราชสั่งตัดคอ

อ้างอิงจากเพจ เฟซบุ๊ก โบราณนานมา ถึงยังมีเกียรติภูมิของข้าราชการกรมโหรในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ห้าสองท่านที่ได้ทำนายพื้นดวงพระชาตาเจ้าชายอเลกซิส มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียออกมาแนวร้ายสอดคล้องกัน

คือหลวงโลกทีป ทำนายตามวันเวลาประสูติที่กรุงเทพฯประเทศไทย ลัคนาสถิตธนูและหลวงไตรเพท ทำนายวันเวลาประสูติที่เมืองเซ้นต์ปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซียลัคนาสถิตตุลย์แล้วสรุปแนวร้ายออกมาคล้ายๆกันคือจะทรงทำให้พระราชบิดา-มารดาและวงญาติเดือดร้อนพลัดพรากจากกัน จนล้นเกล้ารัชกาลที่ห้าทรงให้เก็บคำทำนายไว้

แล้วในที่สุดคำทำนายก็เป็นจริงเพราะโรคภัยเจ็บของพระองค์คือโลหิตไหลไม่หยุดเป็นเหตุให้ราชวงศ์ล่มสลาย

สรุปคือลัคนาที่ต้องมีเวลาเกิดที่แน่นอนสำคัญมาก เพราะบอกบุญ-กรรม-ลีลาชีวิต-ระดับวาสนาของแต่ละคน ไม่ได้ใครได้มากกว่าพื้นดวงเดิม ไม่มีใครได้น้อยกว่าพื้นดวงเดิม

ผู้เขียนเคยได้รับอนุเคราะห์ให้รู้เวลาเกิดคุณอภิสิทธิ์ เวชชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เกิดที่ เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษจากท่านเอง พอผูกดวงชะตาแล้วแม้จะมีโหรท่านอื่นทำนายว่าดวงชะตาจะไม่ถึงนายกรัฐมนตรี แต่ผู้เขียนบอกว่าจะได้เป็น(ดาวอาทิตย์๑-กาลกิณี -มาตรฐานมหาจักรกุมลัคนาที่ราศีกรกฎ-ได้คุณด้านยศศักดิ์เอกอุ) แล้วท่านก็ได้เป็นจนได้แม้จะได้แบบกาลกิณีคือถูกทุบรถข้างรัฐสภาตั้งแต่วันแรก

แต่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ผ่านมาที่ในบรรดาผู้สมัครทั้งหมด ผู้เขียนมีเวลาเกิดเพียงคนเดียว ผลของการทำนายคือผิดแบบป่นปี้หงายเงิบ เพราะคนอื่นๆไปทำนายชาวราศีหรือเดือนเกิดแทนคือ โชคดีที่ไม่ได้ทำนายสู่สาธารณะ

ในเมื่อลัคนา(และพื้นดวงชะตาเดิม)สำคัญขนาดนี้ เรา-ท่านควรจะได้รู้ลัคนาของตัวเองว่าสถิตราศีใด เพราะเป็นคำทำนายตามลัคนาจะได้ใช้ประเทศเต็มที่ ไม่ได้ไปดาวชาวราศีให้สับสนวุ่นวาย ซ้ำซ้อน เวิ่นเว้อ

โหรสมัยก่อนกว่าที่พวกท่านจะทำพื้นดวงชะตาเดิมได้สักดวงต้องใช้เวลาเป็นเดือนแต่สมัยนี้อย่างที่เคยบอกว่าลัดนิ้วเดียวก็ถึงแล้ว เพียงแต่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็หาได้คือ

1.เข้าไปที่ www.payakorn.com ขอบพระคุณเจ้าของเว็บไซต์

2.ดูแถบรายการซ้ายมือ กดเลือกผูก ดวงฉบับย่อ จะปรากฎรูปและช่องให้ป้อนข้อมูล

3.ป้อน-วัน-เดือน-ปี-เวลา-จังหวัดที่เกิด เท่านั้นไม่ต้องสนใจอย่างอื่นแล้วกดok

4.ดูภาพในวงกลมด้านใดที่พิมพ์ด้วยเลขไทย หมึกดำ นั่นคือพื้นดวงชะตาเดิมขของพวกท่านที่โหรจะให้เป็นเครื่องมืออ่านลีลาชีวิตของคนตั้งแต่อุแว๊แรก-ไปถึงเรื่องตาย แม้โหรจะไม่ทำนายเรื่องความเป็นความตาย เพราะจรรยาบรรณห้ามไว้ทำนายไปก็ไม่มีประโยชน์

ไม่ต้องไปสนใจเลขอารบิกสีแดง ที่อยู่วงนอกเพราะนั่นคือตำแหน่งดาวที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา หรือดาวจร

5.เมื่อจะดูที่ลัคนาของพวกท่านสถิตราศีใด ให้อ่านจากอักษรใต้รูปดวงฝั่งซ้ายมือพิมพ์ด้วยหมึกดำบันทัดแรกจะบอกว่า ลัคนาสถิตราศีใด

เท่านี้พวกท่านก็ทราบลัคนาแล้วว่าสถิตราศีใดในบรรดาสิบสองราศีเมษ-มีนแล้ว พอ ไปเจอคำทำนายตามลัคนาที่ใดก็อ่านหรือฟังได้เลย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คู่มือสำหรับกลุ่มคนที่กำลังรับเกณฑ์บวกจากพระเสาร์จร(ตอนที่1)

บทความสามตอนที่ผ่านมา ได้เขียนถึงกลุ่มคนที่กำลังได้รับเกณฑ์-รัศมีด้านลบเต็มที่จากพระเสาร์จร(7)หัวหน้าดาวร้าย- เทพเจ้าแห่งความระทม- ตัวโ

ระยะปรับแผนรับมือทุกข์จากพระเสาร์จร(ตอนที่สาม)

ตอนนี้มาว่ากันต่ออีกถึงกลุ่มลัคนาราศีที่มีโอกาสพบเกณฑ์ด้านลบจากพระเสาร์จร(7)หัวหน้าดาวร้าย-เทพเจ้าแห่งความระทม-ตัวโทษทุกข์ระหว่าง 1 มีนา

ระยะปรับแผนรับมือทุกข์จากพระเสาร์จร

อันว่าพระเสาร์(๗)นั้น จัดอยู่ในกลุ่มบาปเคราะห์ ที่มักบันดาลด้านลบให้ทุกดวงชะตา แต่หากจะเป็นด้านบวกก็ต้องผ่านด้านลบก่อน หรือเกิดผลลบจนแทบจะถอดใจแล้วกลายเป็นบวก หรือทุกขลาภ ลาภทุกข์

โหรทัก 'เศรษฐา' เก้าอี้นายกฯคลอนแคลน 10 มิ.ย. เป็นต้นไปยกการ์ดปิดหน้าสูงๆ

ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีตั้งแต่วันเกิดที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 เป็นต้นมาแล้วและจะกินเวลายาวนานหนึ่งปีถึง 15 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่าน