หมายเรียก นศ.แพทย์ วางยาหมา

  • Monday, September 11, 2017 - 00:00


    ตำรวจสอบปากคำสัตวแพทย์หญิงผู้ผ่าซากหมาพบยาเม็ดในกระเพาะมัด นศ.แพทย์วางยาเอาเงินประกัน ก่อนเรียกผู้ถูกกล่าวหาและคนขับรถส่งสัตว์มาพบในสัปดาห์นี้ นศ.รุ่นพี่ชี้น้องมีอาการทางจิต ด้านเจ้าของบริษัทขนส่งเผยผู้ถูกกล่าวหาเคยติดต่อบริษัทน้องชายส่งกระต่าย 10 ตัว ขอค่าประกันตัวละ 5 พันเลยไม่รับ ตำรวจสุทธิสารออกหมายเรียกจันทร์นี้ ระบุหลักฐานชัดฉ้อโกง

    พ.ต.ต.มงคล คุปตศิริรัตน์ พนักงานสอบสวน สภ.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 กันยายนนี้ ว่า ได้สอบปากคำสัตวแพทย์หญิงอนงค์นาถ สุตธรรม ผู้ผ่าซากสุนัข “น้องซีซ่า” ในฐานะพยาน รวมถึงเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์โคราชเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะเรียกตัวคนขับรถขนส่งสัตว์ และหนุ่มนักศึกษาแพทย์ศิริราช ในฐานะคู่กรณี มาสอบปากคำภายในสัปดาห์นี้ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดี ส่วนยาเม็ด 12 เม็ดที่พบในกระเพาะสุนัข และ 1 เม็ดพบในตะกร้าสุนัข จะส่งตรวจพิสูจน์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 9 นครราชสีมา ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดว่าจะรู้ผลใน 7 วัน

    คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากนักศึกษาแพทย์ศิริราชนำยาลดความดันและยาไม่ทราบชนิดป้อน “น้องซีซ่า” สุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียน เพศผู้ อายุ 7 เดือน จนเป็นเหตุให้สุนัขตายระหว่างว่าจ้างบริษัทขนส่งพาสุนัขเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปส่งปลายทางที่ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา จากนั้นได้เรียกรับเงินประกัน 50,000 บาทจากบริษัทขนส่ง แต่อีกฝ่ายปฏิเสธและให้สัตวแพทย์ผ่าพิสูจน์ซากสุนัข กระทั่งพบยา 12 เม็ดตกค้างในกระเพาะอาหาร นำไปสู่การพิสูจน์หาข้อเท็จจริงว่าเป็นการวางยาให้สุนัขตายเพื่อหวังเรียกเงินประกันหรือไม่ ขณะที่ปศุสัตว์ จ.นครราชสีมาแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.โพธิ์กลาง เอาผิดกับผู้ที่มีส่วนทำให้สุนัขตาย ตาม พ.ร.บ.ทารุณกรรมสัตว์ พ.ศ.2557

    ด้านสัตวแพทย์หญิงอนงค์นาถ สุตธรรม เจ้าของโรงพยาบาลสัตว์เซ็นเตอร์เพ็ท จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดและหลักฐานกับพนักงานสอบสวนไปหมดแล้ว เหลือเพียงซาก "น้องซีซ่า" ที่ยังเก็บรักษาไว้ที่โรงพยาบาล หลังจากนี้จะส่งซากสุนัขให้ปศุสัตว์จังหวัดนำไปผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการตายซ้ำในสัปดาห์นี้ 

    สัตวแพทย์หญิงอนงค์นาถยืนยันว่า ยา 12 เม็ดที่พบในกระเพาะอาหารสุนัขไม่ใช่วิตามิน หรือยาที่ใช้กับสุนัข โดยยา 3-4 เม็ดเป็นยาลดความดันที่ใช้ในคน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านของหนุ่มนักศึกษาที่ถูกกล่าวหา ในเขตเทศบาลตำบลโชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ไม่พบนักศึกษาผู้นี้อาศัยอยู่ โดยผู้เป็นแม่บอกว่าลูกชายพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ระหว่างเรียนหนังสือ และไม่ทราบเรื่องที่มีการพาดพิงถึงลูก

    ด้านนักศึกษารุ่นพี่คนหนึ่งระบุว่า นักศึกษาแพทย์ผู้นี้มีอาการป่วยทางจิต ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จนทางคณะให้พักการเรียนเพื่อรักษาตัว ไม่ทราบว่าปัจจุบันยังรักษาตัวอยู่หรือไม่

    รายละเอียดของเรื่องนี้มาจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Jakkarin Ringngoen ได้โพสต์ลงในสังคมออนไลน์ ระบุว่า เจ้าของสุนัขคนหนึ่งได้ว่าจ้างบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยง ให้นำสุนัขพันธุ์ปอมเมอเรเนียนส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมา แต่สุนัขตัวดังกล่าวตายระหว่างทาง เจ้าของสุนัขจึงเรียกร้องค่าประกันภัยจากบริษัทขนส่งสัตว์เลี้ยง ต่อมาทางโรงพยาบาลสัตว์ได้ผ่าพิสูจน์ซากสุนัข พบมียาอยู่ภายในกระเพาะจำนวนมาก สงสัยว่าสุนัขจะถูกวางยาโดยเจ้าของสุนัขเพื่อเรียกค่าประกัน จึงนำเรื่องราวมาเผยแพร่ในสังคมออนไลน์ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นวงกว้าง

    ต่อมา นายสัตวแพทย์จักรินทร์ เรียงเงิน สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์ เซ็นเตอร์เพ็ท เปิดเผยว่า เป็นผู้นำเรื่องราวของนักศึกษาแพทย์คนดังกล่าวมาโพสต์จนได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บุคคลเดียวกันนี้เคยส่งสุนัขไปรักษาที่ รพ.สัตว์แห่งอื่นจนเกิดเหตุลักษณะเดียวกัน

    เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มวอชด็อก ไทยแลนด์ พร้อมตัวแทนบริษัทขนส่ง เอชเอสเค เอ็กซเพรส อินเตอร์เนชั่นแนล แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ที่รับส่งสุนัขที่ตายระหว่างทาง เข้าแจ้งความตำรวจ สน.สุทธิสาร เพื่อให้ดำเนินคดีกับนักศึกษาแพทย์ผู้นี้ ในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ และฉ้อโกง

    นางณัฐนันท์ จีระวิวิธพร อายุ 39 ปี เจ้าของบริษัทขนส่ง เอชเอสเค เอ็กซเพรสฯ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา นักศึกษาแพทย์คนนี้ได้ติดต่อมายังบริษัท ฟีนิกซ์ เอ็กซเพรส จำกัด ย่านจรัญสนิทวงศ์ ซึ่งเป็นของน้องชาย เพื่อให้ส่งกระต่ายจำนวน 10 ตัว พร้อมทั้งขอทำประกันหากตายระหว่างขนส่ง ตัวละ 5,000 บาท แต่น้องชายปฏิเสธ กระทั่งมาเกิดเรื่องกับตน

    ในส่วนของตำรวจนครบาล พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวว่า ตามที่กลุ่มวอชด็อกเข้าแจ้งความที่ สน.สุทธิสาร ให้ดำเนินคดีกับนักศึกษาแพทย์ในข้อหาทารุณกรรมสัตว์ จากการวางยาสุนัขหวังเงินประกันภัย เรื่องนี้สามารถดำเนินการได้ใน 2 ส่วน คือ ข้อหาฉ้อโกง และข้อหาทารุณกรรมสัตว์ ซึ่งได้สั่งการให้ ผกก.สน.สุทธิสารออกหมายเรียกนักศึกษาแพทย์เข้าให้ปากคำในสัปดาห์นี้ ถึงเหตุการณ์และมูลเหตุจูงใจ จากการสอบปากคำพยาน พบว่านักศึกษาแพทย์ได้ซื้อสุนัขมาในราคา 6,500 บาทจากเจ้าของสุนัข แต่ให้ออกใบเสร็จซื้อมาในราคา 45,000 บาท และพบว่ามีการนำเอกสารดังกล่าวไปวางเงินค้ำประกันกับบริษัทขนส่งเพื่อเอาเงินประกันภัย 40,000 บาท ต่อมาสุนัขตายที่คลินิกในจังหวัดนครราชสีมา จึงมีการเรียกร้องเงินเอาประกันจากบริษัทขนส่ง แม้ว่ายังไม่มีการจ่ายเงินประกันตามที่นักศึกษาแพทย์ร้อง ก็ถือว่ามีความผิดในข้อหาฉ้อโกง

    พ.ต.ท.สืบพงศ์ กรุณา รอง ผกก. (สอบสวน) สน.สุทธิสาร กล่าวว่า จากการตรวจสอบหลักฐานที่เป็นเอกสารการปลอมแปลงราคาซื้อสุนัข และหลักฐานการพูดคุยผ่านช่องทางแอปพลิเคชันไลน์ พบว่าเข้าข่ายการกระทำผิดในข้อหาพยายามฉ้อโกงอย่างชัดเจน ซึ่งทางพนักงานสอบสวนสามารถออกหมายจับได้ทันที ส่วนจะเข้าข่ายทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ ยังไม่สามารถตรวจสอบได้แน่ชัด เนื่องจากยังขาดหลักฐานสำคัญคือตัวยาที่ใช้ฆ่าสุนัขตัวแรก นอกจากนี้ จากข้อมูลของคนขับรถบริษัทขนส่งสัตว์อีกแห่งที่ปรากฏเรื่องราวในโลกโซเชียล ทราบเพียงว่าเห็นเจ้าของป้อนเม็ดยาให้กับสุนัข และพบเม็ดยาติดอยู่ที่ปลอกคอของสุนัข ทั้งนี้ต้องรอให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาให้ปากคำกับทางพนักงานสอบสวน ถึงจะทราบว่าเป็นการจงใจทารุณกรรมสัตว์หรือไม่ โดยในวันที่ 11 ก.ย.นี้ พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสารจะออกหมายเรียกให้นักศึกษาแพทย์คนนี้เข้าพบเพื่อสอบปากคำเพิ่มเติม ซึ่งหากออกหมายเรียกถึง 2 ครั้งยังไม่มา ก็จะดำเนินการออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

    วันเดียวกัน เจ้าของฟาร์มสุนัขย่านสุขุมวิทที่ขายสุนัข 2 ตัวให้นักศึกษาแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ในฐานะพยาน โดยยืนยันว่านักศึกษาแพทย์คนนี้มาซื้อสุนัขไป 2 ตัว ตัวแรกซื้อไปในเดือนกรกฎาคม และทราบว่าสุนัขตัวนั้นตายไปแล้ว ส่วนสุนัขตัวที่เพิ่งตายและเป็นข่าวอยู่นี้ ซื้อไปเมื่อต้นเดือนกันยายน ยืนยันว่าสุนัขของฟาร์มมีการรับรองสุขภาพ และสุนัขที่ขายไปทุกตัวมีสุขภาพดี ส่วนยาที่พบไม่ทราบว่าเป็นยาประเภทใด แต่ไม่ใช่วิตามินสำหรับสุนัข มองว่าจากหลักฐานต่างๆ เป็นการเจตนาฆ่า และหากพบว่ากรณีนี้มีเจตนาฆ่าสุนัข ตนจะร่วมแจ้งความเอาผิดด้วย.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    "คดีครูจอมทรัพย์"..........! หลังคำพิพากษาศาลฎีกา "ยกคำร้อง" เมื่อ ๑๗ พ.ย.๖๐ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตามมา คือ "ดรามาหน้าจอ" หายเงียบ ไม่เพียงหน้าจอ ตามเพจ ตามออนไลน์ ก็หายไปจาก fb ด้วยเหมือนกัน สะท้อนความน่าห่วงที่หลบซ่อนอยู่อย่างหนึ่ง คือ โลกมาถึงวันนี้แล้ว
  • บทบรรณาธิการ

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ขณะไปตรวจรถชนกันคนขับวัย71อ้างตาไม่ดีดาบตำรวจนำกำลังไปตรวจสอบคดีรถชนกันในตัวเมืองชัยภูมิ เฒ่าวัย 71 ซิ่งกระบะฝ่าสัญญาณไฟพุ่งชนเต็มแรงแล้วลากร่างไปไกลสุดที่จะยื้อชีวิต
    ตูนซึ้งใจกราบคุณตาขาขาดวัย 90 ปีที่เจียดเบี้ยยังชีพคนพิการสมทบก้าวคนละก้าว ด้านเชษฐ์สไมล์บัฟฟาโลออกวิ่งในเมืองชลหาทุนให้อีกกว่า 5 แสนบาท
    เครื่องเล่นโมบายปลาหมึกยักษ์ในงานนมัส การพระสมุทรเจดีย์โค่นลงมาทั้งยวง ทำเอาผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นไปนั่งบาดเจ็บไปตามๆ รมต.ออมสินรีบไปตรวจสอบ พบไม่ได้ขออนุญาต
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว