นิติวิธี นิติรัฐ นิติธรรม = คำพิพากษา
ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษาสั่งยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 หมื่นบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น
คำพิพากษาในคดีนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของทักษิณที่ผ่านมาว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่ต้องการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งตนเท่านั้น
ตลอดจนมีเจตนามุ่งร้ายทำลายระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเท่าเทียม และปิดกั้นการตรวจสอบของทุกภาคส่วนเพื่อประโยชน์ของตนเองและบริวาร
ประการสำคัญคือ คำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์คดีดังกล่าวนี้ เป็นการยืนยันถึงความสง่างามในความมั่นคงของอำนาจตุลาการที่ได้ใช้หลักในการพิจารณาคดีตามหลักนิติวิธีอย่างครบถ้วนบริบูรณ์
ซึ่งแม้แต่ฝ่ายที่ไม่ยอมรับ ก็ไม่อาจคัดค้านในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ จึงเกิดปรากฏการณ์โต้แย้งอย่างข้างๆ คูๆ มีเจตนามุ่งร้ายต่อคณะผู้พิพากษาผู้เคร่งครัดต่อหลักนิติวิธีอย่างโกรธแค้นคลุ้มคลั่ง
ประการต่อมา คำพิพากษาดังกล่าวได้สร้างบรรทัดฐานทางหลักนิติรัฐ นิติธรรม อันหมายความว่าได้ใช้บรรดากฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด และคำนึงถึงความเป็นธรรม รวมทั้งให้การเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม เสมอภาค เพื่อให้สังคมได้เห็นว่า หากทุกคนเคารพปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าปัญหาหนักประการใด หรือขัดแย้งรุนแรงแค่ไหน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ผู้ซึ่งมีเหตุผลและมโนธรรมสำนึกรักความเป็นธรรมโดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์แล้วย่อมรับได้ด้วยความสนิทใจ
ประการสำคัญถัดมา คำพิพากษาดังกล่าวได้วางรากฐานสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจฝ่ายบริหาร อันประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการการเมืองและข้าราชการทุกระดับชั้น
ประการสุดท้าย คำพิพากษายังได้บอกวิธีในการทำหน้าที่และสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมือง และข้าราชการที่ประพฤติตนมิชอบเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง
แต่ปัญหาที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน คืออำนาจอีก 2 ส่วน คือ ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ยังมีพฤติกรรมที่ยึดเอาประโยชน์ของตนเองและพวกพวกพ้องเป็นที่ตั้ง ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล
เพราะต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ล้วนแต่มาจากผู้ที่อยู่และใช้อำนาจใน 2 ส่วนนี้ทั้งสิ้น โดยมีปัจจัยเกื้อหนุนจากข้าราชการบางคน สถาบันความมั่นคงและประชาชนบางส่วน
ที่ไม่ทำหน้าที่หรือมีส่วนรู้เห็นหรือเป็นใจ จนก่อให้เกิดวิกฤติในสังคมการเมืองไทยที่ดำรงอยู่ขณะนี้
ซึ่งแม้นว่าจะมีกลุ่มประชาชนที่รู้เท่าทันและได้ลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง แต่ก็ยังถูกปิดกั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยการปกปิดข้อมูลข่าวสารและเพิกเฉยต่อการปกป้องประโยชน์ชาติ
ผลจากคำพิพากษาดังกล่าว จึงต้องดำเนินการทำให้เกิดความโปร่งใสในการทำหน้าที่ของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการจะต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่ใช่ปกปิดเหมือนที่ผ่านมา
ประโยชน์ที่สำคัญอันมาจากคำพิพากษาก็คือ ได้ทำให้สังคมเห็นว่า การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการบางคนได้ทำให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการดูแลทุกข์สุขของแผ่นดิน
อันส่งผลกระทบทำให้รัฐปัจจุบันต้องแบกรับภาระขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และดูแลสวัสดิการชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้กระบวนการทุจริตคอรัปชั่นมีความเข้มแข็งถึงขนาดต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างทั้งหมด เพื่อโค่นล้มและปราบปรามระบบคอรัปชั่นทั้งระบบอย่างเข้มข้นลึกซึ้งและละเอียดรอบคอบ
ดังนั้น คำพิพากษาในคดีดังกล่าวนี้ คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันสำคัญที่แสดงถึงความล้มเหลวของทุกๆ ฝ่ายของทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดขึ้น และต้องแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน
หน้าที่สำคัญของประชาชนผู้รักชาติก็คือ จะต้องตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มคนต่างๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจแสวงหาประโยชน์ด้วยการฮั้วกับนักการเมืองชั่ว เพื่อดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
รวมไปถึงจะต้องรณรงค์ชี้แจงกับพี่น้องประชาชนที่เลือกตัวแทนและมอบอำนาจให้นักการเมืองเข้ามาบริหารประเทศด้วยความยินยอม หรือเพราะถูกมอมเมาด้วยอามิส หรือนโยบายประชานิยมก็ดี
ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบของนักการเมืองและข้าราชการชั่ว ประชาชนจะต้องเปิดใจกว้างยอมรับฟังข้อมูลข่าวสาร อันจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถป้องกันไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก จัดการกับนักการเมืองและข้าราชการชั่วที่เจตนาขายชาติหรือพยายามขายชาติได้
ประชาชนจะต้องสร้างพฤติกรรมในการปกป้องประโยชน์ของแผ่นดินใหม่ ด้วยการทบทวนการทำหน้าที่ของชนชาวไทย ตามระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องทำให้วิถีและเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนสอดคล้องกับประโยชน์ของส่วนรวมในการพัฒนาประเทศ และต้องหยุดให้การสนับสนุนนักการเมืองเลว
นับแต่นี้เป็นต้นไปการต่อสู้ทางการเมืองจะรุนแรงหรือไม่ก็ตาม แต่ต้องชี้ให้เห็นว่าการต่อสู้ที่เป็นอยู่นั้นไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสี แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างระบบบริหารบ้านเมืองแบบคุณธรรมกับการคอรัปชั่น
ดังนั้น หน้าที่ของผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล ณ ขณะนี้คือต้องเร่งดำเนินการจัดการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นให้สิ้นซาก เพราะการปราบปรามระบบคอรัปชั่นก็ย่อมสามารถหยุดระบบทักษิณหรือระบบอื่นที่กำลังอาศัยโมเดลแบบทักษิณสร้างอาณาจักรทางการเมือง โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบนั่นเอง
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะได้ร่วมด้วยช่วยกันเปลี่ยนผ่านวัฏจักรวงจรการเมืองไทยอันเลวร้าย โค่นล้มระบบทุจริตคอรัปชั่น สร้างระบบคุณธรรมนำสังคมการเมืองที่สุจริตโปร่งใสและเป็นธรรมสืบไป.
ำซฃก







