อาทิตย์นี้ "ฟอร์บส์" จัดอันดับให้ผมจากนักเปิดซองวันอาทิตย์อันดับ ๑ ของโลก (นี้และโลกหน้า) ลงมาเหลือแค่อันดับ "บุรุษไปรษณีย์" ขี่จักรยานกิ๊งก๊อง..กิ๊งก๊อง..เพราะต้องส่งจดหมายให้บุคคลสำคัญของประเทศไทย ๑ นาย กับอีก ๑ โคตร ท่านก็ทำตาสั้น-ตายาวชำเลืองอ่านเอาละกัน และอ่านแล้ว-อ่านเลยไม่มีคำเฉลยต่อท้าย เพราะไม่ใช่จดหมายถึงพ้ม..ซักกะหน่อย (อิ๊อิ๊!!!)
************************
เรียน ท่านนายกรัฐมนตรี ที่นับถือ
ขออภัยที่ละลาบละล้วงเขียนจดหมายมาถึงโดยตรง
เรื่องงานวันที่ ๑๒ และ ๑๔ นั้น ผมลองตรองดูว่าถ้าเราจะนำธรรมเข้ามาเป็นเครื่องจรรโลง เพื่อชะลอหรือลดความร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้น เข้าทำนองนำธรรมะเข้ามาปรามอธรรม จุดชุมนุมแต่ละจุด จุดเข้าเมืองแต่ละจุดนั้น ถ้าเราสร้างปะรำและนิมนต์พระมาสวด จะสวดอะไรก็ตามทีผมไม่คล่องเรื่องนี้ เพื่อแผ่เมตตา เพื่อให้ศีลให้พรกับพวกจิ้งจกตุ๊กแกสีแดง น่าจะทำได้นะครับ เราไม่ได้นำพระมาเป็นเครื่องกำบัง หากแต่ว่าเรานิมนต์พระมาสวดแผ่เมตตาอวยชัยให้พร ให้แม้กระทั่งกับพวกที่คิดประทุษร้าย ลองดูทีหรือว่าธรรมะจะต้านอธรรมได้หรือไม่ แต่ละจุดน่าจะมีพระ ๙๙ รูป นิมนต์พระจากวัดใกล้เคียงเช่นวัดชนะสงคราม สำหรับแนวราชดำเนิน วัดกัลยาฯ หรือวัดระฆังฯ สำหรับเขตวงเวียนใหญ่ ผมไม่คิดว่าท่านเจ้าคุณฯ เจ้าอาวาสของแต่ละวัดจะรังเกียจ และผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีประชาชนชาวเรามองเห็นว่าเราวิ่งเข้าพึ่งพระ ส่วนจุดเข้าเมืองแถบดอนเมือง น่าจะนิมนต์พระวัดพระศรีฯ เป็นต้น ผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกฯ ห้อยพระหรือไม่ แต่น่าจะใช่ วันนี้รีบเขียนภาษาไม่สู้จะสละสลวย การถ่ายทอดถ้อยคำอาจจะไม่กะทัดรัดกระชับ ขออภัยด้วย
ด้วยความนิยมและนับถือ
ชาลี อมาตยกุล
*********************
เขียนที่นอกคุก
โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง หลานรัก
ก่อนอื่นลุงต้องกล่าวขอโทษหลานๆ ด้วย สาเหตุที่ลุงต้องเขียนจดหมายมาถึงหลานทั้งที่เราอาจจะไม่รู้จักกัน แต่พ่อของหลานรู้จักลุงดีและเราพูดกันตรงๆ มาตลอด ไม่มี "ขี้จุ๊" กัน ลุงเป็นฝ่ายให้กำลังใจในยามที่คุณพ่อของหลานท้อแท้ เพราะตั้งใจทุ่มเทแต่ผลไม่ได้ดั่งใจ ในช่วงที่คุณพ่อได้มาอาศัยพรรคพลังธรรมเป็นบันไดทางลัด จนสามารถไต่เต้าเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
คือวันที่ 26 ก.พ.53 ที่คุณพ่อแต่งชุดดำไว้ทุกข์ให้กับการกระทำของตนเองต่อประเทศไทยที่มีบุญคุณอย่างยิ่งต่อเราคนไทย และตอนท้ายกล่าวว่า "ขอโทษอีกครั้งครับลูกๆ คุณหญิง ผมเสียใจ ผมดันทุรังเข้าการเมือง" ประโยคนี้สำคัญมาก ที่ลุงจำต้องเขียนจดหมายมาถึงหลาน เพื่อให้ความจริงสร้างสติปัญญาให้หลาน ให้เคารพความจริง "มากกว่า" ความเท็จที่หลอกลวง และให้รักและตอบคุณประเทศชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวม "มากกว่า" เรื่องนิยายส่วนตัว และช่วยให้หลานและคุณแม่ช่วยให้สติเตือน "คุณพ่อ" ไม่ให้ใช้อารมณ์โลภะ โทสะ โมหะ หลอกล่อเอา "ความไม่รู้" จับประชาชนมาเป็นตัวประกันเพื่อสนองตัณหาของคุณพ่อ
หลานๆ อย่าเพิ่งโกรธลุง เพราะถ้าใช้อารมณ์แบบคุณพ่ออาจจะไม่เข้าใจความปรารถนาดีของลุง อาจจะไม่พอใจด่าต่อว่า "ลุง" ว่ามาซ้ำเติมความทุกข์ความไม่เป็นธรรมที่คุณพ่อได้รับจากศาล แต่หากหลานมีสติใช้ปัญญาพิจารณา หลานจะรู้ความจริงแล้วจะสามารถช่วย "คุณพ่อ" คนที่เคยดีกลับมาเป็นคนดีได้ใหม่ ความจริงหลานๆ จะสามารถเข้าใจความจริงทั้งหมดได้ จากคนใกล้ชิดที่สุดของหลานคือ "คุณแม่" ซึ่งรู้ทุกอย่างเกือบหมด ทุกการกระทำและพฤติกรรมของคุณพ่อ และอีกคนคือ "คุณพ่อ" ที่รู้ทุกอย่างหมด ทุกการกระทำและพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งเรื่องที่ทุกคนที่เป็นภรรยาไม่ชอบที่สุด เรื่องที่ลุงจะให้สติหลานๆ เป็นเรื่องที่ลุง "เป็น Primary" มิใช่ Secondary คือรับรู้โดยตรง พื้นฐานของคุณพ่อเป็นคนดี อยากทำดี ตั้งใจจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง หลังจากประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ
"ผมพอแล้วครับ ประเทศให้ผมมากแล้ว (ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ) ต่อไปนี้ผมจะขอตอบแทนคุณแผ่นดิน หากผมทำให้ประเทศเจริญขึ้น ผมก็ได้ทางอ้อมอยู่แล้ว (จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น) ขอให้มาช่วยกันนะครับ"
คำกล่าวที่เหมือนกับการเปิดเทปพูด ในการไปพูดชักชวนคนมาร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย แต่มาฟังต่อ "หากไม่มีบิ๊กจ๊อด (พล.อ.สุนทร) ผมก็คงไม่มีวันนี้ (ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ)"
หลานคงรู้ว่าเป็นเรื่องการให้สัมปทาน ซึ่งคุณพ่อต้องให้อะไรจึงได้มา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งนักธุรกิจที่ดีและกล่าวอวดตัวว่าดี "ไม่ควรทำ"
ข้อดีของคุณพ่อคือ ความตรงไปตรงมา เปิดเผย (เก็บความลับไม่อยู่) ไม่ว่าเรื่องถูกหรือเรื่องผิด แต่ข้ออ่อนหรืออาจจะเป็นข้อดี คือคนใกล้ชิดจะรู้ว่าคุณพ่อคิดและทำอะไร ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดี (คุณสมบัติข้อนี้คนพลังธรรมจะรู้ดี เพราะประสบพบเห็นด้วยตัวเองบ่อยๆ) คุณพ่อเป็นนักธุรกิจจริงๆ เต็มตัว คิดและทำทุกเรื่องในเชิงธุรกิจ ไม่มีเรื่องของบุญคุณ ความดี หลานคงรู้จักผู้ใหญ่ที่คุณพ่อเรียกว่า "คุณอา" ซึ่งพ่อชอบจะพูดให้ทุกคนทราบว่าพ่อเป็นคนที่มีความกตัญญูรู้คุณคน "ถ้าไม่มีคุณอา ผมก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จทางการเมือง" คุณพ่อในช่วงเป็นนายตำรวจได้ทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามเดินหิ้วกระเป๋าให้ แต่ต่อมา "คุณอาเป็นคนไม่รู้จักพอ ผมตอบแทนจนเกินพอแล้วยังเอาผมไปอ้าง ไปพูดว่ามีบุญคุณต่อผมไม่รู้จักจบจักสิ้น เป็นคนใช้ไม่ได้" (นักการเมืองรุ่นเก๋า เพื่อนสนิทของพี่ไขแสง สุกใส-คุณพ่อของนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง-เป็นคนเล่าให้ฟัง)
ในเรื่องเฉพาะของผู้ชายที่มีกิเลสหนา คนใกล้ชิดของหลานๆ และคุณพ่อคงกลุ้มใจมาก ถึงนำเรื่องไปขอคำแนะนำจากนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ (นะจ๊ะ) ซึ่งจากคำตอบทำให้ "คนนั้น" เข้ามาจัดการในเชิงกฎหมาย
คุณพ่อที่ชอบกล่าวคำ "ขอโทษ" บ่อยๆ ต่อลูกและคุณหญิงเคยเล่าเรื่องต่างๆ เหล่านี้ให้หลานๆ ฟังหรือเปล่า คนพลังธรรมในช่วงที่ต้องเสียสละตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ และหัวหน้าพรรคให้คุณพ่อ (คนดี:คนเด่น:คนดัง:ในทัศนะของผู้สถาปนาพรรค) ได้ฟังคำขอโทษบ่อยๆ ในครั้งแรกก็ "ขลังและศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือ" แต่ตอนท้ายๆ ได้สรุปว่าเป็นคำที่นักเลือกตั้งชอบใช้กล่าวอ้าง แต่ไม่ได้มีจิตสำนึกอย่างแท้จริง
ยังไม่จบ มีอีกแยะ หลานๆ อย่าใช้อารมณ์กับลุงน่ะ ฟังต่อไป
หากหลานเป็นเจ้าของบริษัท มีพนักงานเก่าแก่เป็นคนดีและซื่อสัตย์ และทำงานให้บริษัทอย่างดี และมีเพื่อนสนิทของหลานตั้งบริษัททำงานอย่างเดียวกันมาเป็นคู่แข่ง และทำทุกรูปแบบเพื่อให้ชนะการประมูล หลานจะเข้าข้างใคร? ลุงรู้ว่า "หลานซึ่งเป็นคนดี" คงจะเลือกพนักงานของหลาน! แต่หลานรู้ไหมว่ามีคนที่หลานรู้จักดีและมีบุญคุณสูงสุดต่อหลาน กลับไปเข้าข้างเพื่อนสนิท ทำให้คนเก่าแก่คนนั้นไม่พอใจและลาออกจากบริษัทไป หลานลองถามคุณพ่อดูซิว่ารู้จัก "คนนั้น" ไหม?
เขาเป็นหัวหน้าพรรค เหตุเกิดในการเลือกตั้งใหญ่ จังหวัดที่เกิดเหตุอัปยศนั้นคือกำแพงเพชร ก่อนนั้นเขามอบให้ "คุณจรัส" (เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ลาว) เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบการเลือกตั้งของพรรคภาคเหนือ พร้อมคำสำทับที่หนักแน่นว่า "พี่จรัส ผมทุ่มไม่อั้น พี่จัดการเลยเพื่อศักดิ์ศรีของคนเหนือ"
ผู้สมัครคนนั้นเป็นคนพอมี ประกอบกับชื่อเสียงของพรรคพลังธรรม ทำให้ได้รับการตอบรับอย่างดี จนคะแนนนำอดีตเจ้าของพื้นที่ที่เป็นเพื่อนสนิทของเขา แต่แล้วเกิดเรื่องบัดซบเลวทรามอย่างที่ไม่มีหัวหน้าพรรคการเมืองใดกล้าทำ เขาสั่งตัดการสนับสนุนผู้สมัครของพรรค ซึ่งโกรธมาก ทำการประท้วงเผาป้าย และผู้สมัครคนอื่นๆ ก็ถูกตัดงบ ทำให้คุณจรัสเศร้าและเสียหายมาก ในฐานะผู้รับผิดชอบและเป็นผู้รับหน้า
ลุงได้จังหวะคุยกับ "เขา" คนนั้น "ทำไมหัวหน้าทำอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ" หัวหน้ามีสีหน้าไม่พอใจ แต่พอตั้งสติได้ก็พูดออกมาว่า "พี่ชัยวัฒน์ ผมเคารพพี่ ซึ่งเป็นคนมีอุดมการณ์ แต่พี่ยังเป็นละอ่อนทางการเมือง งานการเมืองนั้นบางครั้งเรื่องนอกพรรคสำคัญกว่าเรื่องในพรรค ต่อไปพี่ชัยวัฒน์จะเรียนรู้เอง" หลานรู้จักนิสัยที่แท้จริงหรือสันดานของหัวหน้าพรรคพลังธรรมที่ชื่อ "ทักษิณ" ไหม ลุงคงไม่เล่าต่ออีกเพราะ "หลานเป็นคนดี แต่หลานยังเป็นละอ่อนทางการเมือง" จะเสียความรู้สึกรับไม่ได้ แต่ต่อไป "หลาน" จะเรียนรู้เอง แต่ลุงขอจบด้วยเรื่องสุดท้ายถึงความฉลาดยิ่งของพ่อ ที่เซียนการเมืองเรียกว่า "พี่"
ทำไมพ่อจึงลาออกจากหัวหน้าพรรคพลังธรรม ลุงยกย่องพ่อที่มีจิตวิญญาณของนักธุรกิจ การตลาด ยุคอัศวินโลกที่สามที่รู้จริง "ก่อนจะทำอะไร จะหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่สุดๆ ทั้งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูล ทีมวิจัยทำโพลล์ หรือแม้แต่ต้องจ่าย..."
หัวหน้าทักษิณคุยกับพรรคพลังธรรมบางคนว่า "พรรคพลังธรรมเป็นพรรคที่ดีที่สุด เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ แต่การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง การไม่จาบจ้วงกล่าวเท็จ มันไม่สอดคล้องกับสังคมไทย ชาวบ้านยังไม่ฉลาดพอ ผมขอให้เว้นวรรควิธีการของพลังธรรมชั่วคราว ผมจะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมดสำหรับการเลือกตั้ง และหลังจากได้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจจัดการได้แล้ว ค่อยมาใช้วิธีการแบบพลังธรรม"
แต่พลตรีจำลองและเสียงส่วนมากไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า "เป็นการกระทำไม่ถูกต้อง และวิธีการที่ไม่ถูกต้องไม่สามารถนำมาซึ่งหลักการที่ถูกต้องได้" ลุงเห็นด้วยกับความคิดของหัวหน้าทักษิณในการวิเคราะห์สังคมและการเลือกตั้ง แต่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหา วิธีคิดของหัวหน้าทักษิณเป็นวิธีคิดแบบนักธุรกิจเก็งกำไร เป็นนักเลือกตั้ง มิใช่นักปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมและรัฐบุรุษ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ความจริงในเรื่องนี้ รู้แต่เพียงว่าหัวหน้าพรรคพลังธรรมคนนี้ สร้างความอัปยศอดสูแก่ชาวพลังธรรม นักการเมืองและประชาชนไทย ที่คนซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค เป็นคนที่คนทั้งพรรคฝากความหวังให้ กลับทิ้งพรรคในขณะที่มีการเลือกตั้ง เสมือน "แม่ทัพที่ทิ้งทหารยามศึก"
แต่คนไทยลืมง่าย ถูกหลอกง่าย คุณพ่อเข้าใจความจริงที่น่าอับอายนี้ของคนไทยดี และก็ได้นำมาใช้อย่างได้ผล แม้กระทั่งเมียและลูก งานวิจัยหัวเรื่องที่มีคุณค่าที่สุดของหลานๆ คือ:-
"คนที่ไม่มีธรรมาภิบาลจะเป็นนักธุรกิจที่ดีได้ไหม คนที่ไม่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จะมาเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ไหม เขาเป็นเพียงหัวหน้าครอบครัว เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดีได้ แต่เขาไม่สามารถเป็นนักการเมืองที่ดี เป็นนักธุรกิจที่ดี และสำคัญที่สุดไม่สามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่เป็นความหวังของประชาชนได้"
หลานๆ จะเป็นผู้เดียว ที่จะทำหน้าที่เป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่และลูกที่ดีของแผ่นดิน "โดยขอให้พ่อยอมรับความเป็นจริง" มีสำนึกในความผิดต่อชาติ ต่อแผ่นดิน ต่อประชาชน ยอมมารับโทษชดใช้กรรมที่ทำไว้ นี่คือจิตใจที่กล้าหาญ เสียสละ คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว! ที่หลานควรมี
ลุงเชื่อมั่นในตัวหลาน หลานทำได้เพราะหลานเป็นคนเก่ง คนฉลาด อายุยังน้อย ยังสามารถหาเงินได้คนละหลายหมื่นล้าน และพ่อเป็นคนรักครอบครัว โดยเฉพาะอุ๊งอิ๊งที่หน้าตาเหมือนพ่อราวกับถอดมา และขอให้แม่ร่วมมือด้วย หากหลานทำได้จะเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นลูกกตัญญู อย่าให้พ่อต้องหลงผิด ทำความเลวทำร้ายประชาชน และทำลายประเทศชาติไปมากกว่านี้ ดึงพ่ออกมาจากโลภะ โทสะ โมหะ อวิชชา และมิจฉาทิฐิ เอาพ่อออกห่างพวกบริวารห้อมล้อมที่มีแต่ยกย่องเชิดชูแต่ขาดความจริงใจ เอาแต่ผลประโยชน์ ทำให้พ่อขาดข้อมูลที่เป็นจริงและหลงทำผิดไป
พ่อเอาจากสังคม โกงแผ่นดินมามากมายมหาศาลตลอดชีวิต ทั้งการทำธุรกิจสัมปทาน และทำการเมืองสามานย์ มูลค่าที่นักธุรกิจใหญ่และนักวิชาการประเมินว่าคงมากกว่า 2 แสนล้าน ซึ่งก็น่าจะจริงเพราะมีเงินไปลงทุนต่างประเทศและขาดทุน ๑ เงินไปให้พรรคและเสื้อแดงมากมาย ๑ เงินเหลืออยู่ที่ตัว+เมีย+ลูกอีกมาก ๑ เงินที่ถูกยึดไป 4.6 หมื่นล้าน แค่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของเงินที่โกงชาติไป
คิดดูแล้วมิใช่ ศาล+คตส.+ป.ป.ช.+ไม่ให้ความเป็นธรรม (ตามที่พ่อกล่าว) แต่กลับกลายเป็นว่า "พ่อไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ความยุติธรรมมากกว่า" เงินที่เหลือยังจะทำให้หลาน พ่อ แม่ ใช้ชีวิตอย่างเศรษฐีได้อีกหลายชาติ แต่ถ้ารักเมืองไทยจริงอย่างที่พ่อของหลานมักจะพูดติดปาก ก็กลับมาเป็นเศรษฐีใหญ่ในคุกประเทศไทยได้ เพียงไม่ถึง 20 ปี หมั่นทำตัวดีๆ เป็นนักโทษชั้นดี ก็จะได้ลดโทษอีก
สุดท้ายลุงหวังในตัวหลานที่จะเป็นลูกกตัญญูช่วยชี้ทางธรรมให้แก่คุณพ่อ "ผู้หลงผิด" ให้กลับเนื้อกลับตัวมาเป็นพ่อที่ดี เป็นสามีที่ดี เป็นประชาชนที่ดีอีกครั้งหนึ่ง
ด้วยรักและปรารถนาดีอย่างแท้จริง
กัลยาณมิตร ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
มีนาคม 2553







