ประชาธิปัตย์ขยับ! เรียกแกนนำพรรคถกทุก 15 วัน เฟ้นหาผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศแล้ว "เทือก" ปัดส่งสัญญาณเลือกตั้งเร็วๆ นี้ บอกเตรียมการแต่เนิ่นๆ ล่วงหน้า 2 ปี "มาร์ค" เคาะบุรีรัมย์จังหวัดแรกพบชาวบ้าน ย้ำไปทุกภาคแต่ห่วงภาพลักษณ์ประเทศ หากเกิดปะทะกับกลุ่มต่อต้าน ลั่นเทงบให้เสมอภาค ไม่เลือกพื้นที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ค้าน ขณะที่ "เพื่อแม้ว" คาดยุบสภาตุลาคม พล่านวางตัวผู้สมัครทั้งที่หัวยังกุดอยู่ ด้าน "ลูกเหนาะ" ตาใสหาการเมืองทำร้ายพ่อ ปูดข่าวคุมเพื่อไทย
กลางเดือนกรกฎาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปพบปะประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเลือกบุรีรัมย์เป็นจังหวัดแรก นายกฯ บอกเหตุผลที่เลือกจังหวัดดังกล่าวว่า เลือกตามโครงการและความพร้อมของโครงการไทยเข้มแข็ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำและถนน โดยเรื่องถนนนั้นนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมรับผิดชอบ และจะเลือกโครงการที่คิดว่ามีความพร้อมที่สุด ส่วนจะไปจังหวัดอื่นๆ อีกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเวลา แต่จะไม่ไปเพียงภาคเดียวต้องไปทุกภาค
"ไม่เกี่ยว ไม่มีใครเป็นเจ้าของจังหวัดไหน คนไทยคือเจ้าของประเทศไทย" นายอภิสิทธิ์ตอบคำถามนักข่าว ที่ถามว่าบุรีรัมย์เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย หากลงพื้นที่นี้ก็เท่ากับนายกฯ ยอมลงให้พรรคดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะลงพื้นที่จังหวัดสีแดงที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ยืนยันว่ายินดีจะไป แต่กรุณาไปถามคนขัดขวาง ตนไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง หากสังคมบอกว่าควรจะไปแล้วเกิดการปะทะกันบ้าง ถามว่าคุ้มกันหรือเปล่า แล้วขอถามอีกว่าคนที่มาขัดขวางนั้นเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หากเป็นประชาธิปไตยต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนทำงาน และหากทำอย่างนั้นมันเกิดความเสียหายกับภาพลักษณ์ของประเทศ แต่กลับพยายามอ้างว่าเป็นปัญหาของรัฐบาล หากคิดแบบนั้นก็ไม่ใช่
"ถ้ารัฐบาลเห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงประโยชน์ของประเทศก็เดินทางไป แต่หากเกิดปัญหาปะทะ ภาพออกไปทั่วโลกนั้นมันเพื่ออะไร"
นายกฯ กล่าวว่า ที่จริงแล้วตนลงพื้นที่มากกว่าอดีตนายกฯ ที่ผ่านมาเสียอีก พยายามรับฟังคณะทำงานว่าพื้นที่ใดไปแล้ว ไปเคลียร์มวลชนที่จะมาแสดงออกได้แค่ไหน หากแสดงออกตามปกติไม่มีปัญหาอะไร หากต้องการให้เป็นข่าวและเกิดความเสียหายกับประเทศ คณะทำงาน ก็ไม่อยากให้ไป
"เด็กอีสานได้เรียนฟรี ผู้สูงอายุได้เบี้ยยังชีพ โครงการไทยเข้มแข็งก็ได้รับเหมือนภาคอื่นๆ และไม่น้อยกว่าที่อื่น มติคณะรัฐมนตรี 3 เดือนนี้แก้ปัญหาภาคอีสานและเหนือได้รับประโยชน์ที่สุด ส่วนการทำความเข้าใจกับประชาชนนั้นต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ และเมื่องานปรากฏจะเป็นคำตอบ ตอนนี้งานกำลังอยู่ในแผนการ ยืนยันว่าไม่สายเกินไป" นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามกรณีพรรคเพื่อไทยระบุ รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณลงพื้นที่ของพรรคร่วมรัฐบาล นายกฯ ปฏิเสธว่าไม่มี งบประมาณนั้นเป็นเรื่องปกติเพราะ ส.ส.ทุกจังหวัดต้องการ ตนบอกว่าต้องขจัดเงื่อนไขที่ว่า หากเป็นพื้นที่ของ ส.ส.ฝ่ายค้านจะได้งบช้าและน้อย ยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ เพราะทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ของ ส.ส.ฝ่ายค้านหรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลนั้น ต้องได้รับงบประมาณที่เสมอภาค ไม่ล่าช้าหรือเร็วกว่ากัน
'มาร์ค' ยัน 'ห้อย' เข้าใจ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยว่า ไม่มีนัยทางการเมือง เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน เพราะมีหลายประเด็นที่มีการวิจารณ์พาดพิงกัน ก็ไปปรับความเข้าใจกัน ยืนยันไม่มีการเคลียร์ใจ แต่เป็นการอธิบายให้ทราบว่า แต่ละเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการนั้นมีแนวทางอย่างไร การแก้ปัญหาของประเทศต้องทำอย่างไร
นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ปัญหาของรัฐบาลใน 2- 3 เดือนที่ผ่านมา เกิดจากประชาชนมองว่าขาดความเป็นเอกภาพ และบางโครงการไม่มั่นใจในความโปร่งใส จึงต้องหยุดสภาวะนี้ไม่อย่างนั้นจะทำงานได้ยาก หารือแล้วก็คิดว่าน่าจะทำให้หลายอย่างทำงานได้ลงตัวมากขึ้น โครงการที่มีความเห็นไม่ตรงกันก็ต้องมาพูดคุยกันให้รอบคอบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.แล้วก็จะโดนวิจารณ์อีก
ถามว่าหลังการหารือ จากนี้ไปเอกภาพในการทำงานของรัฐบาลน่าจะดีขึ้น นายกฯ กล่าวว่า ตนต้องการอย่างนั้น หากรัฐบาลไม่สามารถทำงานเป็นเอกภาพ และไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ให้ลุล่วงอย่างรวดเร็วและตอบสนองนั้น พรรคร่วมรัฐบาลจะเดือดร้อนทุกคน
"เข้าใจ" นายอภิสิทธิ์อ้างถึงท่าทีนายเนวิน ในการหารือประเด็นความคิดเห็นที่แตกต่างของรัฐมนตรี
ส่วนเรื่องการปรับ ครม.นั้น นายกฯ บอกว่าเราต้องประเมินตัวเอง ฉะนั้น หากงานต่างๆ ไม่สามารถตอบสนองได้ก็จำเป็นต้องปรับ แต่ตอนนี้ยืนยันว่า ครม.ทุกคนเข้าใจว่าความเร่งด่วนของปัญหา โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจะต้องเร่งดำเนินการ เมื่อสภาฯ อนุมัติงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็งแล้ว ก็ต้องทำให้เห็นว่าโครงการนี้เดินหน้าได้จริง ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงกันยายนเป็นต้นไป
ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครของพรรค โดยมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานการประชุม โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายอลงกรณ์ พลบุตร, นายธีระ สลักเพชร, นายไพฑูรย์ แก้วทอง, นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์, นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์, นายสุทัศน์ เงินหมื่น, นายวิฑูรย์ นามบุตร และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน โดยใช้เวลาในการหารือกว่า 1 ชั่วโมง
นายสุเทพ เปิดเผยว่า เป็นการประชุมเพื่อคัดเลือกผู้สมัครของพรรค โดยได้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์ กระแสนิยมของผู้สมัครแต่ละเขตแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ ว่ามีผู้สมัครที่มีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการคัดเลือกผู้สมัคร โดยหลังจากนี้จะมีการประชุมทุก 15 วันเป็นระยะๆ โดยเป้าหมายเพื่อให้ผู้สมัครลงพื้นที่ตั้งแต่เนิ่นๆ และได้มีเวลาทำงานเพื่อทำความรู้จักกับประชาชน รวมทั้งสร้างคะแนนนิยมล่วงหน้า
"เพราะผู้สมัครของพรรคเป็นหน้าใหม่จึงต้องใช้เวลาในการหาเสียง โดยการประชุมคัดเลือกผู้สมัครเป็นการเตรียมการล่วงหน้า 2 ปี เพื่อให้ผู้สมัครของพรรคแต่ละเขต แต่ละพื้นที่ เตรียมการเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ได้" นายสุเทพกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่อีสานได้ จึงต้องใช้พรรคภูมิใจไทยในการกรุยทางเพื่อแข่งกับพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายสุเทพตอบว่า เป็นเรื่องที่คนอื่นช่วยพูดแทนทั้งนั้น แต่เราจะพยายามหาผู้สมัครให้ครบทุกเขต โดยเน้นในจังหวัดที่ยังไม่มี ส.ส. โดยหาคนที่มีหน่วยก้านดี ซึ่งจะหาได้เท่าที่ทำได้ ต้องลองทำไปดูก่อน
'เทือก' ปัดเลือกตั้งใหม่เร็วๆ นี้
เมื่อถามว่าการเตรียมการล่วงหน้า 2 ปี แสดงว่าจะยังไม่มีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ นายสุเทพกล่าวว่า "ใช่ครับ เพราะทำงานการเมืองจะต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า"
นายบัญญัติ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการประชุมเพื่อเตรียมการเลือกตั้งด้วยเหตุว่าจะมีการเลือกตั้งในเร็ววันนี้ ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลได้นัดรับประทานอาหาร และประเมินร่วมกันว่ายังไม่มีการเลือกตั้งในปีนี้ ตนคิดว่าตรงนั้นเป็นสัญญาณที่แน่นอนชัดเจน แต่ภารกิจของพรรคการเมืองก็ต้องมีการหารือกัน เพราะรัฐธรรมนูญได้แบ่งโซนการเลือกตั้งออกเป็น 8 โซน และพรรคมอบหมายภารกิจให้แต่ละโซนไปดูแลรับผิดชอบเขตเลือกตั้งที่อยู่ในโซนของตัวเอง
ถามว่า ได้ประเมินหรือไม่ว่าภาคอีสานจะได้กี่คน นายบัญญัติกล่าวว่า ภาคอีสานวันนี้ยังไม่มีการรายงานเข้ามาเลย อีก 15 วันข้างหน้าคงมีรายงานเพิ่มเติมบ้าง ในส่วนพื้นที่ที่พร้อมก็คือภาคกลาง ที่ส่วนมากเป็นคนเดิมที่เกือบได้ซึ่งก็ไม่มีเยอะ แต่พรรคได้ให้ข้อสังเกตไปว่าอาจต้องจัดทีมใหม่บ้าง สำหรับคนเดิมที่คะแนนดีอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่ดี แต่คนเดิมที่สอบตกมาหลายครั้งก็อาจต้องเปลี่ยนหน้าชนบ้าง
มีรายงานแจ้งว่า ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าว นายสุเทพได้หยิบยกกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมชี้ขาดกรณี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 28 คนถือครองหุ้นในกิจการสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาหรือสัมปทานกับรัฐนั้น ที่ประชุมได้นำแนวคำตัดสินของ 16 ส.ว.มาพิจารณาเทียบเคียง ว่ามีใครบ้างที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง พร้อมทั้งนำข้อมูลของ ส.ส. 28 คนมาพิจารณาว่าใครเข้าข่ายที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง โดยมีเพียง 5-7 คนเท่านั้นที่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
รายงานแจ้งว่า ที่ประชุมได้พิจารณาว่า ส.ส.ที่เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ และอาจจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5-7 คน ประกอบด้วย 1.นายเจือ ราชสีห์ ส.ส.สงขลา ถือหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2.นายสราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร ถือหุ้นบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) 3.นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ส.ส.ตาก ถือหุ้นบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 4.น.ส.เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่มที่ 8 ถือหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน)
5.กรณีของนายสุเทพ แต่ยังมีข้อต่อสู้คือ นายสุเทพได้ขายหุ้นออกจนหมดแล้วก่อนมาเป็นรองนายกฯ 6.นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก ถือหุ้นบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมวิเคราะห์ว่าทั้งหมดนี้อาจจะมีช่องทางหลุดในชั้นของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะแม้จะเป็นการสัมปทานของรัฐ แต่ไม่ใช่ลักษณะผูกขาดตัดตอน เพราะธุรกิจเหล่านี้มีการแข่งขันกันสูง
แหล่งข่าวบอกว่า นายสุเทพกล่าวกับที่ประชุมว่าเมื่อยังไม่มีข้อยุติ พรรคจึงต้องเตรียมความพร้อมรับมือเพื่อเตรียมตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมด้วย โดยหากเป็น ส.ส.สัดส่วนก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะสามารถเลื่อนขึ้นมาได้ แต่ ส.ส.เขตจะต้องมีการหาคนที่เหมาะสมมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้น เราจำเป็นต้องรักษาพื้นที่เดิมเอาไว้และต้องเตรียมการแต่เนิ่นๆ
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ตรวจราชการในภาคอีสานว่า เป็นการลงพื้นที่เพื่อใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และจะให้ความเป็นธรรมกับทุกจังหวัด แต่แตกต่างจากการทัวร์นกขมิ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเอางบกลางไปหาเสียง และการลงพื้นที่ของประชาธิปัตย์ครั้งนี้จะไม่เลือกปฏิบัติกับจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประกาศว่าถ้าจังหวัดใดเลือกพรรคเขาก็จะเทงบให้จังหวัดนั้นก่อน
เชื่อ 'มาร์ค' ลุยอีสานกระแสจะดีขึ้น
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงนายกฯ และพรรคประชาธิปัตย์ที่เตรียมลงพื้นที่ภาคอีสานว่า เป็นไปได้ที่จะลงไปพร้อมกัน แต่ไม่ทราบว่าจะไปในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยก็มีแผนลงพื้นที่เหมือนกัน ส่วนกรณีที่นายกฯ จะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์นั้น นายกฯ มีอำนาจและมีสิทธิ์ที่จะสามารถลงได้ทุกพื้นที่อยู่แล้ว เชื่อว่าหากนายกฯ ลงพื้นที่ภาคอีสาน กระแสของพรรคร่วมรัฐบาลจะดีขึ้น อย่างไรก็ตามต้องพิสูจน์ดูว่า กระแสจะรับใครกันแน่ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับนายอภิสิทธิ์
นักข่าวถามว่า การที่นายเนวินร่วมรับประทานอาหารกับนายกรัฐมนตรีที่บ้านพิษณุโลก มีนัยทางการเมืองหรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยตอบว่า คงกินข้าวในฐานะที่เป็นคนคุ้นเคยกัน ไม่น่าจะมีอะไร หากมีการพูดคุยเรื่องโครงการพรรคภูมิใจไทยคงเข้าไปด้วยแล้ว
"ขอยืนยันว่าไม่ได้งอนคุณเนวินตามที่เป็นข่าว ซึ่งคุณเนวินก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง และก็ไม่ได้ถามเพราะว่าไม่ใช่หน้าที่ และต่อไปก็เชื่อว่าคงไม่มีเรื่องขัดแย้งระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์อีก" หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าว
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะน้องชายนายเนวิน เปิดเผยว่า ได้คุยโทรศัพท์กับพี่ชายหลังไปร่วมโต๊ะอาหารกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่บ้านพิษณุโลกเมื่อวันพุธ โดยนายเนวินบอกมาว่า ประเด็นที่หารือกันคือ การขอให้พรรคร่วมรัฐบาลกอดคอกันทำงานต่อไป อย่าแตกคอกัน เพราะวันนี้แม้พรรคร่วมรัฐบาล ทั้งภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาจะแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษและสกลนคร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแพ้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการเลือกตั้งใหญ่ ยังเหลือเวลาอีกมากที่รัฐบาลจะทำงานพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนยอมรับได้
นายศักดิ์สยาม กล่าววว่า ส่วนตัวประเมินรัฐบาลน่าจะอยู่ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าปีครึ่ง ยกเว้นมีเหตุอื่นๆ เข้ามา ซึ่งทุกพรรคก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และการตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องมีเสียงมาก ขอแค่ให้ได้เกินกึ่งหนึ่งแค่หนึ่งเสียงก็พอแล้ว วันนี้จึงมั่นใจว่าทั้งภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์จะกอดคอกันดีอีกต่อไป
"วันนี้เพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง แต่กลับทำให้พรรคเพื่อไทยรอวันแตก เพราะแกนนำแต่ละคนต้องการแย่งชิงกันขึ้นมาเป็นผู้นำพรรค แต่การแพ้ของพรรคร่วมกลับยิ่งทำให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องรักกันมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก วันนี้พรรคร่วมแพ้ในถิ่นเดิมของเพื่อไทย จึงไม่ทำให้พรรคร่วมเสียขวัญมากนัก วันนี้พรรคร่วมรัฐบาลต้องทนเป็นรัฐบาลกันต่อไปเพื่อบริหารเงิน 8 แสนล้านบาท และรองบประมาณปี 2553 อีก ที่รออยู่ก็ต้องทนกันไป" น้องชายนายเนวินกล่าว
'เพื่อไทย' เฟ้นผู้สมัคร ส.ส.
ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีรายงานว่า ประธานภาคพรรคเพื่อไทยทุกภาคได้ร่วมกันประชุมเพื่อวางตัวผู้สมัคร ส.ส.ทั่วประเทศแล้วเช่นกัน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ประธานภาคแต่ละภาคได้คัดสรรบุคคลเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ และเตรียมพร้อมต่อกรณีที่ กกต.จะชี้มูลความผิด ส.ส.ที่ถือหุ้นในบริษัทซึ่งรับสัมปทานจากรัฐ โดยพิจารณาจากคนเดิมและคนใหม่ก่อนส่งเข้าที่ประชุมใหญ่ และวางเป้าว่าภายในเดือนสิงหาคมต้องเสร็จสิ้นทั้งประเทศ เนื่องจากคาดการณ์ว่าอาจจะมีการยุบสภาฯ ภายในเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคม
นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์จะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า ขัดแย้งกับสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ประกาศมาต่อเนื่อง ที่บอกว่าประชาชนต้องมาก่อน แต่เลือกลงพื้นที่ที่เชียร์ ไม่กล้าลงพื้นที่ในภาคอีสานและภาคเหนือ การลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์คงหวังพึ่งบารมีนายเนวินให้คุ้มครอง แค่เริ่มคิดก็ผิดแล้ว เพราะทุกวันนี้ยังเอาตัวเองไม่รอด
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการทาบทามนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มาร่วมทำงานกับพรรคเพื่อไทยว่า เกรงว่าประชาชนจะสับสน จึงขอยืนยันขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคในระยะสั้นนี้ เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ เมื่อเปิดสภาฯ มาก็เป็นสมัยนิติบัญญัติเพื่อพิจารณากฎหมาย ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีผู้นำฝ่ายค้าน และปัจจุบันพรรคก็ไม่มีปัญหาการตัดสินของพรรค ทำในรูปคณะกรรมการบริหารพรรค แม้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ไม่เป็นปัญหาในการทำงาน เพราะทุกคนในพรรคร่วมตัดสินใจ
นายปลอดประสพ กล่าวต่อไปว่า ในอนาคตหากมีแนวโน้มว่าจะมีการยุบสภาฯ พรรคก็จะมีกระบวนการคัดสรรผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรคซึ่งสามารถเป็นนายกฯ ได้ โดยคนนั้นต้องเป็นคนที่ประชาชนยอมรับและคนในพรรคยอมรับเช่นเดียวกัน การคัดเลือกหัวหน้าพรรคจะผ่าน ส.ส.และคณะกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น และพรรคก็ยินดีต้อนรับทุกท่านที่จะมาร่วมกับเรา โดยเฉพาะผู้ที่เคยร่วมอุดมการณ์ต่อสู้กับเรามา เรายิ่งรู้สึกอบอุ่น ดังนั้นกรณีที่เป็นข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจึงไม่เป็นจริง
ทางด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช ลูกชายนายเสนาะ กล่าวอ้างว่า เมื่อวันพุธได้พบนายเสนาะที่งานศพนายเอื้อ เทียนทอง พี่ชายนายเสนาะ ที่วัดนครธรรม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว โดยนายเสนาะยืนยันว่าจะไม่ขอเข้าไปร่วมทำงานหรือเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เนื่องจากข้อกฎหมายห้ามไว้ เว้นแต่พวกตนและ ส.ส.ในพรรคประชาราชจะขับไล่นายเสนาะออกจากพรรค หรือพรรคประชาราชถูกยุบพรรค จึงจะเป็นอิสระและเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้
"เรื่องการทาบทามคุณพ่อไปเป็นหัวหน้าพรรคมันเป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเพียงประเด็นทางการเมืองเท่านั้น อยากเรียกร้องว่าอย่าทำร้ายคุณพ่ออีกเลย"
นายสรวงศ์ กล่าวต่อไปว่า วัตุประสงค์ของบิดาต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข เพราะหากไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยจริงบ้านเมืองก็ไม่สงบ หากกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ กลุ่มเสื้อเหลืองก็ออกมาต่อต้าน หากเป็นรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ เสื้อแดงก็ต้านอีก ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของนายเสนาะคือ ทำให้เกิดรัฐบาลเพื่อชาติ ให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความสงบสุข
เขาบอกว่า ก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทยได้เข้าพบนายเสนาะจริง แต่ไม่ได้เป็นการทาบทามไปร่วมงานพรรค แต่ขอให้ไปเป็นที่ปรึกษาสถานการณ์ทางการเมืองเพราะเป็นผู้มีประการณ์สูง เพราะในสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ไม่มีหัว และอยู่ในอาการเคว้งคว้าง และบางคนที่เคยเปรียบเหมือนลูกหลานต้องการคำปรึกษา เพราะไม่พอใจการบริหารงานในพรรคหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการวอล์กเอาต์ขณะพิจารณา พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่ส่งผลให้รัฐบาลผ่านการพิจารณาไป 3 วาระรวด โดยที่สภาฯ ไม่ได้ตรวจสอบ.







