ชักจะต้องร้อนๆ ขึ้นมาบ้างแล้วว์ว์....สำหรับใครก็ตามที่มีฐานะเป็น คนแก่ หลังจากที่ท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
พลตำรวจโท สัณฐาน ชยนนท์ ท่านหลุดปากถ้อยคำสั้นๆ ออกมาโดยจงใจ หรือไม่จงใจก็ตาม ดังที่หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์
นำมารายงานเอาไว้เมื่อวันวานว่า...คนที่โรคจิต ประทุษร้ายประเทศชาติ...แย่มาก...ไม่ยอมกลับตัวกลับใจ...แก่แล้วยังคิด แย่มาก...
--------------------------------------------------
เผอิญว่าโดยสถานะของ ท่านขุนน้อยในทุกวันนี้...ก็จัดอยู่ในประเภท คนแก่ อยู่พอประมาณ ถึงแม้นจะไม่ถึงขั้น แก่แรด แต่ก็ออกไปทาง แก่กระซู่ อยู่บ้าง คือเนื้อหนังเริ่มหย่อนๆ ยานๆ พอๆ กับกระดาษทิชชู่เปียกน้ำ ขนร่วง หัวล้าน ตั้งแต่หน้าผากไปยันถึงท้ายทอย แถมยังลงพุงอีกด้วยต่างหาก เรียกว่า...ออกมาทางคล้ายๆ น้องๆ แรดเต็มที เมื่อได้รับฟังคำพูด คำจา คำกล่าวหา คนแก่ ที่คาดว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับการวางระเบิดป่วนบ้าน ป่วนเมืองในช่วงนี้ของท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล...ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมาบ้างเป็นธรรมดา
----------------------------------------------------
แต่ก็ยังพอเบาใจได้บ้าง...ที่ตัวเองนั้นยังไม่น่าจะถึงขึ้นเป็น โรคจิต ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลท่านสรุปสเปกของ คนแก่
รายนี้เอาไว้โดยคร่าวๆ คือถึงแม้นจะเลอะๆ หลงๆ ไปบ้างในบางครั้ง บางคราว แต่ก็ไม่ได้หลง ไม่ได้เลอะ ถึงขั้นเดี๋ยวก็โดดไปเอากะคนโน้นที คนนี้ที ประเภทที่เดี๋ยวประกาศจะเล่นงานคนล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า เดี๋ยวก็หันไปจูบปากกับพวกที่คิดจะโค่นล้มอำมาตย์ สถาปนารัฐไทยใหม่ ฯลฯ อะไรทำนองนั้น คือเลอะๆ หลงๆ ไปตามแบบฉบับ คนแก่ ปกติ ไม่ได้มีพิษ มีภัย อย่างมากก็แค่สร้างความปวดเศียร เวียนเกล้า ให้กับลูกๆ หลานๆ ไม่ถึงขั้นคิดจะไปเบียดเบียน ทำลายใครต่อใคร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ให้ต้องบาดเจ็บ ล้มตาย สร้างความปั่นป่วน วุ่นวาย ให้กับสังคมทั้งสังคม...เพราะถ้าหากตัวเองเลอะเทอะไปถึงขั้นนั้น รับรองว่าป่านนี้...คงโดดแม่น้ำโขงตายไปแล้ว!!! ไม่ต้องมาสร้างปัญหา สร้างภาระให้กับชาติบ้านเมืองอย่างเช่นทุกวันนี้...
---------------------------------------------------------
เหตุที่ตัวเองยังสามารถดำรงตนให้เป็น คนแก่ ตามปกติ ไม่ถึงขั้นต้องกลายเป็น คนแก่โรคจิต ตามข้อกล่าวหา หรือข้อครหา ของท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาลนั้น อันที่จริง...ก็ไม่ถึงกับต้องมีกลเม็ด เคล็ดลับอะไรมากมายหรอกท่าน แค่พยายามยึดมั่น ปฏิบัติ ไปตาม ทฤษฎีคนแก่ ซึ่งได้มีผู้เรียบเรียงเอาไว้ให้เป็นหลักคิด แถมยังรจนาออกมาเป็นภาษากวี ทำเป็น โคลงสี่สุภาพ ให้พอจดจำกันได้ง่ายๆ โดยสรุปเอาไว้ดังนี้...
แก่หนึ่งกลัวหมดสิ้น วาสนา
กลัวไม่มีคนมา กราบไหว้
กลัวคนไม่เข้าหา เหมือนก่อน
บ่งบอกใบหน้าไร้ สุขสิ้น กลัดหนอง
แก่สองได้ปลดเปลื้อง การงาน
เกษียณเสร็จใบหน้าบาน เบิ่งฟ้า
ไม่ต้องนั่งรอรำคาญ คอยครับ กระผมแฮ
ชีพช่วงปลายเจิดจ้า แจ่มแจ้ง งดงาม
แก่สามกลัวพ่ายแพ้ สังขาร
ผมหงอกเนื้อหนังยาน หย่อนล้า
กลัวเหล่าลูกเหลนหลาน หลบเลี่ยง
ใครเรียกลุงเรียกป้า อย่ากลุ้ม ใจเลย
ยามแก่มีมาดให้ ต้องตา
ยามแก่มีวาจา เสนาะก้อง
ยามแก่มีจิตกรุณา ไป่โกรธ
ยามแก่ใครใกล้ต้อง ซาบซึ้ง เสน่หา...
------------------------------------------------
นี่...เพียงแค่นี้เท่านั้น จะจำเอาไว้ท่องก่อนนอน หลังสวดมนต์ไหว้พระ หรือจะตำละลายน้ำ รับประทานหลังอาหารวันละ
3 เวลา ก็แล้วแต่จะสะดวก รับรองว่า...ได้ผลชะงัดยิ่งกว่าน้ำมหาบำบัดยี่ห้อ ป้าเช็ง ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ไม่เพียงแต่จะทำ
ให้ ความแก่ ของตัวเอง ไม่ก่อให้เกิดพิษภัยสำหรับใครต่อใคร แม้แต่คนรอบข้างๆ ลูกๆ หลานๆ แถมยังช่วยให้ ความแก่
ของตัวเองเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ต่อสังคม ชาติบ้านเมืองไปตามลำดับ โดยไม่จำเป็นจะต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่กับการ
วางแผนสมคบคิด ลากโน่นมาโยงนี่ ลากเอาคอมมิวนิสต์หลงยุคมาผสมกับทุนนิยมสามานย์ ลากเอาเครดิตของจีนมาผสม
กับอาวุธเขมร ให้ต้องปวดหัว ทั้งๆ ที่แก่ๆ เอาเลยแม้แต่น้อย...
---------------------------------------------------
ยิ่งถ้าหากถูกจับได้ไล่ติด ต้องไป ติดคุก เอาตอนแก่ หรือต้องไปใช้ชีวิตตอนแก่ๆ อยู่ในต่างบ้าน ต่างเมือง อันนี้ไม่ใช่แค่
เสียหายกับตัวเองเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งความเดือดร้อน วุ่นวาย ให้กับลูกๆ หลานๆ ญาติ มิตร หรือแม้แต่ผู้ใช้ชีวิตร่วมเรียง
เคียงหมอนกันมานานแสนนาน ที่อาจพลอยต้องตกระกำลำบากตามไปด้วย แล้วจะไปไล่ด่า ไล่ตบ กันในตอนแก่ๆ มันก็
ออกจะโหดร้าย ทารุณ จนเกินไป เอาเป็นว่า...ถึงแม้นจะจับไม่ได้ ไล่ไม่ติด ยังไม่สามารถจับให้มั่น คั้นให้ตาย แบบคาหนัง
คาเขาก็เถอะ...แค่ทำให้คนรุ่นลูกๆ หลานๆ เค้ารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็น ไอ้แก่อันตราย หรือ ไอ้แก่โรคจิต เท่านั้น...ก็
เหนื่อยแล้ว!!! อาจถึงขั้นนอนไม่หลับ รับประทานไม่ได้ ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออกเป็นคืนๆ เอาเลยก็ไม่แน่...
------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก คอนฟูซิอุซ นักปราชญ์ชาวโรมัน... เมื่ออายุ 15 ปี ข้าพเจ้ามุ่งมั่นที่จะศึกษาหาความรู้ เมื่ออายุ
30 ข้าพเจ้ายืนหยัดอย่างสง่า พออายุ 40 ข้าพเจ้าปราศจากความเคลือบแคลงและสงสัย เมื่ออายุ ได้ 50 ข้าพเจ้าเริ่มรับทราบ
ประกาศิตจากสวรรค์ พออายุ 60 โสตประสาทของข้าพเจ้ามุ่งสดับรับฟังแต่สัจจะ จนอายุ 70 ข้าพเจ้าประพฤติ ปฏิบัติตน
ตามใจปรารถนา โดยมิได้ละเมิดความถูกต้อง...









