วันนี้ ...สังคมไทยมีพร้อมทั้งเหตุและปัจจัยที่จะต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อก้าวข้ามหายนะ ปิดประตูลั่นกลอน มิให้ความทุกข์ระทมมีโอกาสเข้ามาเกาะกินหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ เหมือนเหตุการณ์ 19 พฤษภามหาวินาศครองเมืองอีกต่อไป
อีกหน้าประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวดคงต้องจารึก
แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่ได้รับการบันทึกเรียบร้อย ก็สามารถพลิกเป็นโอกาสของวันพรุ่งนี้หรืออนาคตได้ ถ้าเรารู้จักนำบทเรียนของเลือดและน้ำตานี้มาตั้งเป้าหมาย สร้างวัตถุประสงค์ร่วมกัน ว่า
เราคนไทยจะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อให้สำเร็จประโยชน์บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่ความสมานฉันท์ ปรองดอง และพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้สมกับการเป็นสยามเมืองยิ้ม หรือ สอดคล้องกับเพลงชาติที่ว่า “ไทยนี้รักสงบ”
ฉะนั้น ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีที่ระบุและเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนทุกกลุ่มมาช่วยกันออกแบบ ช่วยกันสร้าง ลงแรง ลงใจ ทำให้บ้านเมืองกลับมาเป็นบ้านที่น่าอยู่เหมือนเดิมว่า “การฟื้นฟูประเทศ ฟื้นฟูจิตใจของประชาชนในระยะยาว ในแผนปรองดอง ประกอบด้วย 5 ข้อ แผนดังกล่าวก็ยังเป็นเจตนารมณ์สำคัญที่รัฐบาลยังยึดถืออยู่ แต่ที่จะต้องเพิ่มเติมเข้าไป ก็จะเป็นในส่วนของการฟื้นฟู ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเมือง เน้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข และทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นกลับมาเป็นหนึ่งเดียว มีความสมัครสมานสามัคคี” จึงเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้แล้ว
แผนความปรองดองแห่งชาติ 5 ข้อ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกอบด้วย
ข้อ 1 เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
ข้อ 2 ปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องการถูกรังแกจากผู้มีอำนาจ ความไม่เป็นธรรมในสังคม และปัญหาเรื่องสวัสดิการสังคม รวมถึงปัญหาอื่นๆ
ข้อ 3 ระบบสื่อสารมวลชน ขอให้สื่อทำหน้าที่ที่ไม่สร้างความรุนแรงและไม่สร้างความเกลียดชัง
ข้อ 4 ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆ จากความสูญเสียในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการชุมนุมวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา
และ ข้อ 5 ปฏิรูปการเมือง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สาระหลักของการปรองดอง 5 ข้อ ครอบคลุมแทบทุกปัญหาที่กล่าวกันว่าเป็นต้นเหตุของความแตกแยกล่มสลายที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในห้วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับเหตุการณ์เห็นจะเป็นสาระสำคัญที่นายกฯอภิสิทธิ์หยิบยกเป็นนโยบายเร่งด่วนคือ
การฟื้นฟูจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง!!!!
ผมส่งเสริมสนับสนุนพันเปอร์เซ็นต์ครับว่า จิตใจของคนในสังคมไทยต้องได้รับการฟื้นฟู พัฒนา ปรับเปลี่ยน ปฏิรูป จนถึงปฏิวัติ ทั้งนี้ความหนักเบา ยากง่ายขึ้นอยู่กับระดับจิตใจและการเปิดกว้างยอมรับของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่า.. ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้เปรียบเทียบมนุษย์กับบัว 4 เหล่าฉันใดฉันนั้น
แนวนโยบายการฟื้นฟูจิตใจของคนไทย ไม่ต้องสาธยายเชื่อว่า ทุกฝ่ายตระหนักรู้อยู่แก่ใจว่า ภาพคนไทยเข่นฆ่ากันเอง ทำลายสิ่งของสาธารณะ อาคาร สถานที่เพื่อระบายอารมณ์ ความคลั่งแค้นที่ไม่ได้ดั่งใจนั้น เป็นต้นเหตุสำคัญที่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า สำนึกรักบ้านเกิด สังคมแห่งความรักสงบ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จนเกิดคำติดปากว่า “ไม่เป็นไรๆๆ” ของคนไทยนั้นมลายหายไปเที่ยวที่ไหนกัน
ผมเชื่อว่า มีการทำการบ้านในเรื่องนี้กันอย่างหนักแล้ว แต่ผมก็อยากจะเสนอแนะเพื่อร่วมทำประเทศไทยให้น่าอยู่ สลัดให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ ว่า “การสร้างจิตสำนึกใหม่” เป็นหัวข้อแรกในการทำงานของเครือข่ายสถาบันทางปัญญา เพื่อการปฏิรูประเทศไทย ซึ่งมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพหรือสสส.เป็น “แม่งาน” อยู่เบื้องหลังนั้น เป็นแม่บทที่จะทำให้โรดแม็ปของการฟื้นฟูจิตใจของคนไทย ซึ่งนายกฯอภิสิทธิ์ตั้งโจทย์ให้ทุกฝ่ายมาร่วมแรงร่วมใจนั้น ไปได้ง่ายและเร็วขึ้นครับ
เพราะเขาศึกษากันมานาน เขาถกกันมาแล้ว.. จากการที่เขามองเห็นปัญหาว่า ถึงเวลาประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่เกิดการแบ่งสีแบ่งฝ่ายในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเมื่อปี 2549 นั่นแหละ
อย่างน้อยความเห็นของ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็น่าจะชี้ทางได้ เพราะเขาสรุปว่า
“การปฏิรูปประเทศไทยได้มีการพูดคุยกันมาสักระยะหนึ่งแล้วจากหลายภาคส่วน ทั้งกลุ่มสถาบันเครือข่ายทางปัญญา ซึ่งต่อไปจำเป็นต้องมีคนออกมาปฏิรูปอย่างจริงจัง และเกิดการเชื่อมโยงกัน พัฒนาให้ขยายเป็นภาพใหญ่ โดยขั้นเริ่มต้นต้องศึกษาจากกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนก่อน เพื่อให้รับรู้ประเด็นที่ต้องการให้แก้ไขเร่งด่วนนั้นคืออะไร จากนั้นจึงมาร่วมจัดการปัญหาบ้านเมืองให้สำเร็จ”
ฉะนั้น .. รัฐบาลจะเรียกว่าแผนปรองดองแห่งชาติ นายกฯจะบอกว่าต้องฟื้นฟูจิตใจ ผมว่า มันก็ไม่ได้ห่างจากแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย และการสร้างจิตสำนึกใหม่ที่กลุ่มคนผู้รักและห่วงประเทศไทยอย่างมากมาย จนอยู่นิ่งเฉยไม่ได้เขาได้ระดมสมองทำงานกันมากว่า 1 ปีแล้ว
ฉะนั้นประเด็นมันอยู่ที่จะทำกันจริงจัง ต่อเนื่อง หรือแค่ 2-3 เดือนตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน เพื่อซื้อเวลาหาความชอบธรรมทางการเมืองเท่านั้น..จริงไหมครับ
การสร้างจิตสำนึกใหม่ ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก ถ้าหากผู้นำรู้จักทำเป็นต้นแบบ เหนืออื่นใดรู้จักคำว่า “เสียสละ” เพื่อประโยชน์ส่วนรวม
หากผู้มีอำนาจรัฐ หรือมีอิทธิพลทางความผิดในชุมชนต่างๆ สามารถเป็นผู้นำด้านจิตสำนึกของส่วนรวม เราคงไม่ต้องปวดหัวทะเลาะเบาะแว้งว่า ประชาธิปไตยคืออะไร
หากผู้นำมีจริยธรรม สังคมไทยก็ไม่ต้องเหนื่อยหน่ายต่อภาพและเสียง “จับผิด” หรือโยนความผิดใส่กันและกันเกี่ยวกับ ใครรักสถาบันอะไรมากกว่ากัน
ขอบอกว่า ฟื้นฟูจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองนั้นต้องเริ่มที่การสร้างจิตสำนึกใหม่ โดยผู้นำในสังคม ผู้นำทางความคิด ผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กร และผู้มีอำนาจรัฐจะต้องกระทำการนำร่องเป็นแบบอย่าง คือคำตอบสุดท้ายของการสร้างโอกาสจากวิกฤตครับ.
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป









