วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2553
Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ ใช้วิกฤตเป็นโอกาส “สร้างจิตสำนึกใหม่”


วันนี้ ...สังคมไทยมีพร้อมทั้งเหตุและปัจจัยที่จะต้องเปลี่ยนแปลง  เพื่อก้าวข้ามหายนะ  ปิดประตูลั่นกลอน  มิให้ความทุกข์ระทมมีโอกาสเข้ามาเกาะกินหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ  เหมือนเหตุการณ์  19 พฤษภามหาวินาศครองเมืองอีกต่อไป  

                อีกหน้าประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวดคงต้องจารึก

                แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤตที่ได้รับการบันทึกเรียบร้อย  ก็สามารถพลิกเป็นโอกาสของวันพรุ่งนี้หรืออนาคตได้  ถ้าเรารู้จักนำบทเรียนของเลือดและน้ำตานี้มาตั้งเป้าหมาย  สร้างวัตถุประสงค์ร่วมกัน ว่า 

                เราคนไทยจะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อให้สำเร็จประโยชน์บนเส้นทางของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่ความสมานฉันท์  ปรองดอง  และพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้สมกับการเป็นสยามเมืองยิ้ม หรือ สอดคล้องกับเพลงชาติที่ว่า ไทยนี้รักสงบ

                ฉะนั้น ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีที่ระบุและเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนทุกกลุ่มมาช่วยกันออกแบบ  ช่วยกันสร้าง ลงแรง ลงใจ ทำให้บ้านเมืองกลับมาเป็นบ้านที่น่าอยู่เหมือนเดิมว่า การฟื้นฟูประเทศ ฟื้นฟูจิตใจของประชาชนในระยะยาว ในแผนปรองดอง ประกอบด้วย 5 ข้อ แผนดังกล่าวก็ยังเป็นเจตนารมณ์สำคัญที่รัฐบาลยังยึดถืออยู่ แต่ที่จะต้องเพิ่มเติมเข้าไป ก็จะเป็นในส่วนของการฟื้นฟู ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการเมือง เน้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ที่จะช่วยกันทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข และทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยนั้นกลับมาเป็นหนึ่งเดียว มีความสมัครสมานสามัคคี จึงเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้แล้ว

                แผนความปรองดองแห่งชาติ  5 ข้อ ของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกอบด้วย

                ข้อ 1 เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

                ข้อ 2 ปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ เรื่องการถูกรังแกจากผู้มีอำนาจ ความไม่เป็นธรรมในสังคม และปัญหาเรื่องสวัสดิการสังคม รวมถึงปัญหาอื่นๆ

                ข้อ 3 ระบบสื่อสารมวลชน ขอให้สื่อทำหน้าที่ที่ไม่สร้างความรุนแรงและไม่สร้างความเกลียดชัง

                ข้อ 4 ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆ จากความสูญเสียในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการชุมนุมวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา

                และ ข้อ 5 ปฏิรูปการเมือง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

          สาระหลักของการปรองดอง 5 ข้อ ครอบคลุมแทบทุกปัญหาที่กล่าวกันว่าเป็นต้นเหตุของความแตกแยกล่มสลายที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในห้วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา แต่ที่น่าสนใจและเหมาะสมกับเหตุการณ์เห็นจะเป็นสาระสำคัญที่นายกฯอภิสิทธิ์หยิบยกเป็นนโยบายเร่งด่วนคือ 

                การฟื้นฟูจิตใจ  สังคม  เศรษฐกิจ และการเมือง!!!!

                ผมส่งเสริมสนับสนุนพันเปอร์เซ็นต์ครับว่า  จิตใจของคนในสังคมไทยต้องได้รับการฟื้นฟู  พัฒนา   ปรับเปลี่ยน  ปฏิรูป จนถึงปฏิวัติ  ทั้งนี้ความหนักเบา  ยากง่ายขึ้นอยู่กับระดับจิตใจและการเปิดกว้างยอมรับของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่า..  ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้เปรียบเทียบมนุษย์กับบัว 4 เหล่าฉันใดฉันนั้น

                แนวนโยบายการฟื้นฟูจิตใจของคนไทย ไม่ต้องสาธยายเชื่อว่า ทุกฝ่ายตระหนักรู้อยู่แก่ใจว่า ภาพคนไทยเข่นฆ่ากันเอง  ทำลายสิ่งของสาธารณะ อาคาร สถานที่เพื่อระบายอารมณ์  ความคลั่งแค้นที่ไม่ได้ดั่งใจนั้น  เป็นต้นเหตุสำคัญที่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า  สำนึกรักบ้านเกิด สังคมแห่งความรักสงบ  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  จนเกิดคำติดปากว่า ไม่เป็นไรๆๆ ของคนไทยนั้นมลายหายไปเที่ยวที่ไหนกัน

                ผมเชื่อว่า มีการทำการบ้านในเรื่องนี้กันอย่างหนักแล้ว แต่ผมก็อยากจะเสนอแนะเพื่อร่วมทำประเทศไทยให้น่าอยู่ สลัดให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ ว่า  การสร้างจิตสำนึกใหม่  เป็นหัวข้อแรกในการทำงานของเครือข่ายสถาบันทางปัญญา  เพื่อการปฏิรูประเทศไทย ซึ่งมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพหรือสสส.เป็น แม่งาน อยู่เบื้องหลังนั้น เป็นแม่บทที่จะทำให้โรดแม็ปของการฟื้นฟูจิตใจของคนไทย  ซึ่งนายกฯอภิสิทธิ์ตั้งโจทย์ให้ทุกฝ่ายมาร่วมแรงร่วมใจนั้น  ไปได้ง่ายและเร็วขึ้นครับ

                เพราะเขาศึกษากันมานาน  เขาถกกันมาแล้ว..  จากการที่เขามองเห็นปัญหาว่า ถึงเวลาประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง  ตั้งแต่เกิดการแบ่งสีแบ่งฝ่ายในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเมื่อปี 2549 นั่นแหละ

                อย่างน้อยความเห็นของ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็น่าจะชี้ทางได้ เพราะเขาสรุปว่า

               การปฏิรูปประเทศไทยได้มีการพูดคุยกันมาสักระยะหนึ่งแล้วจากหลายภาคส่วน ทั้งกลุ่มสถาบันเครือข่ายทางปัญญา ซึ่งต่อไปจำเป็นต้องมีคนออกมาปฏิรูปอย่างจริงจัง และเกิดการเชื่อมโยงกัน พัฒนาให้ขยายเป็นภาพใหญ่  โดยขั้นเริ่มต้นต้องศึกษาจากกลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนก่อน เพื่อให้รับรู้ประเด็นที่ต้องการให้แก้ไขเร่งด่วนนั้นคืออะไร จากนั้นจึงมาร่วมจัดการปัญหาบ้านเมืองให้สำเร็จ

          ฉะนั้น .. รัฐบาลจะเรียกว่าแผนปรองดองแห่งชาติ  นายกฯจะบอกว่าต้องฟื้นฟูจิตใจ ผมว่า มันก็ไม่ได้ห่างจากแนวทางการปฏิรูปประเทศไทย และการสร้างจิตสำนึกใหม่ที่กลุ่มคนผู้รักและห่วงประเทศไทยอย่างมากมาย จนอยู่นิ่งเฉยไม่ได้เขาได้ระดมสมองทำงานกันมากว่า 1 ปีแล้ว

                ฉะนั้นประเด็นมันอยู่ที่จะทำกันจริงจัง  ต่อเนื่อง  หรือแค่ 2-3 เดือนตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน เพื่อซื้อเวลาหาความชอบธรรมทางการเมืองเท่านั้น..จริงไหมครับ

                การสร้างจิตสำนึกใหม่  ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก  ถ้าหากผู้นำรู้จักทำเป็นต้นแบบ  เหนืออื่นใดรู้จักคำว่า  เสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

                หากผู้มีอำนาจรัฐ หรือมีอิทธิพลทางความผิดในชุมชนต่างๆ สามารถเป็นผู้นำด้านจิตสำนึกของส่วนรวม  เราคงไม่ต้องปวดหัวทะเลาะเบาะแว้งว่า ประชาธิปไตยคืออะไร

                หากผู้นำมีจริยธรรม   สังคมไทยก็ไม่ต้องเหนื่อยหน่ายต่อภาพและเสียง   จับผิด หรือโยนความผิดใส่กันและกันเกี่ยวกับ ใครรักสถาบันอะไรมากกว่ากัน

                ขอบอกว่า ฟื้นฟูจิตใจ  สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองนั้นต้องเริ่มที่การสร้างจิตสำนึกใหม่ โดยผู้นำในสังคม ผู้นำทางความคิด ผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กร และผู้มีอำนาจรัฐจะต้องกระทำการนำร่องเป็นแบบอย่าง  คือคำตอบสุดท้ายของการสร้างโอกาสจากวิกฤตครับ.

                

                                                                                                               นายใฝ่ฝัน   ปฏิรูป

flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Firefox 3  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์