วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2553
Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid

คนกรุงโคตรเซ็งชุมนุมแนะรำลึกพฤษภาทมิฬ


โพลล์เผยคนกรุงเซ็งม็อบ 60.6% หวั่นรัฐคุมไม่อยู่ มองมีสิทธิ์ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ยังอยากได้ "มาร์ค" นั่งนายกฯ อีก "วุฒิสภา" แนะให้ตระหนักถึงพระราชดำรัสช่วงพฤษภาทมิฬ "รมช.ต่างประเทศสหรัฐ" ย้ำรัฐใช้ความอดทน

เมื่อวันศุกร์ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ เปิดเผยผลสำรวจประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,226 คน เรื่องการเมืองไทยในช่วงชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. พบว่า ประชาชนถึง 41.7% เบื่อหน่ายการชุมนุม ในขณะที่ 24.2% เฉยๆ มีเพียง 19.4% ที่ตื่นเต้น และ 12% เครียด กังวลใจ

โดยประชาชนมองการชุมนุมว่าจะสงบบางส่วนและบางส่วนใช้ความรุนแรงถึง 47% ในขณะที่เชื่อว่าจะชุมนุมอย่างสงบทั้งหมดมีเพียง 15.2% ใกล้เคียงกับการใช้ความรุนแรงทั้งหมดที่มีเพียง 12.6% แต่เมื่อถามถึงผู้ที่เป็นต้นเหตุให้การเมืองไทยร้อนแรงนั้น พบว่า 40.8% มองไปที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่ม นปช. 20.4% มองว่ามือที่สาม และ 18.3% บอกว่าสื่อ

"เมื่อสอบถามเรื่องความสามารถในการรับมือม็อบนั้น พบว่า 60.6% ไม่แน่ใจ โดยมีเพียง 39.4% เท่านั้นที่มั่นใจ แต่เมื่อถามถึงเรื่องรัฐประหารและความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดนั้น 46.6% ก็ไม่เห็นด้วย ไม่แสดงความคิดเห็น 33.5% ส่วนผู้เห็นด้วยมีเพียง 19.9%"

สำหรับบทสรุปของการชุมนุมนั้น 39.2% มองว่ายุบสภาและเลือกตั้งใหม่ 23.8% รัฐบาลบริหารประเทศต่อ 8.7% มีการเปลี่ยนขั้ว 4.1% มีการรัฐประหาร และ 1.5% มองว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ โดยหากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่นั้น ประชาชนถึง 33.2% ก็ยังเห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ 23% มองไม่เห็นใครเหมาะสม ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณมีเพียง 22.1% เท่านั้น

ในช่วงเช้า ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเคิร์ต แคมป์เบล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ในโอกาสเดินทางเยือนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่นายบารัก โอบามา ประธานธิบดีสหรัฐจะเดินทางมาภูมิภาคนี้ในสัปดาห์หน้า

นายเคิร์ตกล่าวว่า ทราบว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในความยากลำบากตามที่สถานทูตได้ออกแถลงการณ์ไปแล้ว จึงขอให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย ไร้ความรุนแรง และขอให้ทุกฝ่ายมีความอดกลั้นอดทน พร้อมทั้งยินดีให้ความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาด้วย

ในเวลาต่อมา ตัวแทนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เพื่อมอบหนังสือพร้อมด้วยปลอกแขนสีเขียวที่มีสัญลักษณ์ของสมาคมนักข่าวฯ ที่สื่อมวลชนจะต้องติดที่แขนในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุม

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวในเรื่องนี้ว่า หน้าที่รัฐบาลคือบริหารจัดการให้ทุกอย่างเรียบร้อย ก็ต้องขอขอบคุณที่ฝ่ายต่างๆ มีมาตรการออกมา เพื่อช่วยให้การทำงาน การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายราบรื่น สื่อมวลชนจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรายงานข้อมูลข่าวสารต่างๆ และถ้าทำงานได้อย่างคล่องตัวโดยไม่มีอุปสรรคก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเราต้องการให้สื่อมวลชนติดตามข่าวสารต่างๆ และมีการนำเสนอข่าวสารตามความเป็นจริง อย่างรวดเร็ว และจะช่วยทำความเข้าใจถูกต้องได้

ขณะเดียวกัน สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อในการทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้ง โดยระบุให้สื่อมวลชนทุกแขนงตระหนักว่ากำลังทำหน้าที่ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จึงควรเสนอข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างเคร่งครัด และไม่ควรเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร

ด้านนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันแถลงข่าวแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ขอให้ทุกฝ่ายใช้ปัญญา มีสติ และร่วมกันแสวงหาทางออกด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิต โดยเฉพาะขอให้ทุกฝ่ายตระหนักและยึดในกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2535

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คณะทำงานเพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมือง (วอร์รูม) ได้วิเคราะห์สถานการณ์การชุมนุมคนเสื้อแดง เชื่อว่าคนเสื้อแดงจะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง จึงขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงความรุนแรงโดยดำเนินการใน 5 ข้อ คือ 1.สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลที่มุ่งป้องกันเหตุร้าย 2.ขอให้ทุกฝ่ายใช้วิจารณญาณในการรับรู้ข่าวสาร เพราะอาจมีการบิดเบือนข้อมูลและใช้ความเท็จจนนำไปสู่การเผชิญหน้า 3.ขอให้ร่วมกันป้องกันการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่ความขัดแย้ง และอยากเรียกร้องผู้ชุมนุมให้หลีกเลี่ยงสร้างความเดือดร้อนใน กทม. 4.ขอให้ประชาชนเฝ้าระวัง หากพบความผิดปกติให้แจ้งเบาะแสมายังคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) และ 5.ให้รัฐบาลป้องกันการสร้างสถานการณ์จากกลุ่มคนภายนอกที่อาจก่อให้เกิดการวินาศกรรมและการก่อจลาจล

"พรรคทราบดีว่ามีในกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนต้องการให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งมีสัญญาณบอกเหตุรุนแรงจากกรณีที่บุคคลในครอบครัวชินวัตรเริ่มเดินทางออกนอกประเทศ ผมยืนยันว่าหากเกิดความรุนแรง จะไม่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐก่อนแน่นอน เพราะหากฝ่ายใดใช้ความรุนแรงย่อมส่งผลเสียให้ฝ่ายนั้น"

ด้านนายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยัง ส.ส.กทม.ฝ่ายค้าน ควรมีสำนึกในการทำหน้าที่ที่ดี และต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน เพราะคนใน กทม.ไม่ต้องการความรุนแรงและต้องการความสงบ ดังนั้น ส.ส.ฝ่ายค้านควรเข้าไปดูแล รวมทั้งช่วยป้องกันเหตุไม่ให้เกิดความวุ่นวายด้วย

ส่วนเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทยฯ กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง และกลุ่มประชาธิปไตยเห็นต่างได้แต่อย่าใช้ความรุนแรง ได้ออกคู่มือคนกรุงเทพฯ - เตรียมพร้อมรับการชุมนุม "ไม่เอาความรุนแรง" จำนวน 5 ข้อ โดยสรุปว่า ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ซึ่งเมื่อผ่านจุดชุมนุมและได้รับความเดือดร้อนก็อย่าโกรธ โดยควรใช้วิธีเจรจา ร่วมป้องกันไม่ใช้ความรุนแรงและปฏิเสธการใช้ความรุนแรง

"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยชุมนุมถึง 193 วัน นปช.ก็เคยชุมนุมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง ทุกครั้งเราก็ผ่านมาได้ โดยไม่มีการลุกลามบานปลาย แสดงให้เห็นถึงพลังของสังคมไทยในการระงับยับยั้งความรุนแรง จึงขอให้ชาวกรุงเทพฯ อดทน ยึดมั่นในหลักการไม่เอาความรุนแรง"

ยังมีแถลงการณ์โรงเรียนสาธิตมัฆวานแห่งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ซึ่งออกข้อเรียกร้องไปยังกลุ่มคนเสื้อแดง รัฐบาลและภาคประชาสังคมเช่นกัน โดยการเรียกร้องกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ระบุห้ามแกนนำที่เคยประกาศใช้ความรุนแรงขึ้นเวที และห้ามนำมวลชน รวมทั้งต้องเลิกชู พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะการชุมนุมเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียวที่กระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรม ไม่อยู่ในขอบเขตของการเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐบาลก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากการชุมนุมเข้าข่ายจลาจลก็ต้องพิจารณาการถอนประกันแกนนำผู้ชุมนุมที่มีคดีเก่าทันที และต้องไม่เป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรงเสียเอง

นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ประชาชนมีความเครียดต่อสถานการณ์บ้านเมืองถือเป็นเรื่องปกติ หากระดับน้อยถือเป็นผลดี มีประโยชน์ทำให้คนเราสนใจข้อมูลข่าวสาร มีการระมัดระวังตัวเอง และห่วงใยสังคมมากขึ้น แต่กลุ่มที่ต้องระวังและน่าเป็นห่วงมากที่สุด คือกลุ่มคนที่มีความเครียดสูง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายและก่อให้เกิดโรคได้

นพ.ชาตรีกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขห่วงใยจิตใจประชาชน จึงได้มอบหมายให้กรมสุขภาพจิตช่วยลดความตระหนก ซึ่งได้เตรียมพร้อมบุคลากรและการให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสายด่วน 1323 จำนวน 31 คู่สาย และการให้บริการคลินิกคลายเครียดในหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิตทุกแห่ง.

ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Firefox 3  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์