"อภิสิทธิ์" เรียกประชุม กอ.รมน. สั่งยึดบรรทัดฐานศาลปกครอง ม็อบทำผิดกฎหมายสลายได้ทันทีตามหลักสากล คุมเข้ม รพ.ศิริราช เพราะแดงมาทางน้ำ ตั้ง "กอร์ปศักดิ์" เป็นประธานเจรจาเสื้อแดง ระทึก! ขบวนรถนายกฯ ถูกตู้โฟล์คทะเบียนปลอมประกบ ใช้ราบ 11 เป็นวอร์รูม "เทือก" ประชุม "ศอ.รส." อย่าตกใจงัดมาตรการขนหน่วยสวาทปราบแดงฮาร์ดคอร์ ถึงใน 15 นาที ขอสงวนสิทธิ์ยิงทันทีหากแดงบุก สน.-ค่ายทหารหวังปล้นอาวุธ 11 มี.ค.เป็นต้นไปทุกสีห้ามปลุกระดมผ่านทีวี-วิทยุ "บุญจง" สั่งผู้ว่าฯ จับตาระเบิดเหนือ-อีสาน
เมื่อวันพุธ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) เรียกประชุมกรรมการ กอ.รมน. ที่รัฐสภา เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 14 มีนาคมนี้ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม อนุมัติให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล
การประชุมครั้งนี้ มีกรรมการ กอ.รมน.เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง, นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย, ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที, ผบ.เหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ยกเว้น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. ที่ส่ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ 10) เข้าร่วมประชุมแทน
หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์แถลงว่า หลักสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำวันนี้คือ ภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้การชุมนุมนั้นมีผลกระทบให้สถานการณ์ลุกลาม กระทบต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน ตรงนี้คือภารกิจซึ่งมีการซักซ้อมทำความเข้าใจ ส่วนแนวปฏิบัตินั้นจะยึดถือตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวคิดว่าจะเป็นกติกาที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายยึดถือ
"การชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายได้ ศาลชี้ไว้ชัดเจนว่าจะต้องปฏิบัติตามหลักสากล และต้องดำเนินการสมควรแก่เหตุ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งผู้ชุมนุมให้ทราบตลอดว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะปฏิบัตินั้นคืออะไร ปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลและมีการซักซ้อมเช่นกัน"
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานประสานงานกับผู้ชุมนุมหรือแกนนำขึ้นมา โดยมอบให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และหากเกิดเหตุหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุหรือมีความไม่เข้าใจ คณะทำงานชุดนี้จะเข้าไปประสานกับผู้ชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
ซักว่า มีการตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบศูนย์นี้ตามกฎหมาย และศูนย์นี้จะมี คตม.และคณะกรรมการที่ปรึกษานอกเหนือจากรัฐมนตรีที่เป็นกรรมการในที่ประชุมวันนี้อยู่แล้วด้วย
ส่วนกรณีอาจเกิดการบิดเบือนเหตุการณ์ว่ารัฐบาลก่อเหตุแล้วป้ายสีให้ผู้ชุมนุมนั้น นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ในเชิงปฏิบัตินั้นเข้าใจว่าจะมีการแถลงข่าวเป็นระยะจากผู้ที่รับผิดชอบ และจะเห็นว่าการประชุมทุกครั้ง รวมทั้งในวันนี้ เราเน้นเสมอว่าภารกิจของเราคืออะไร ไม่เคยมีภารกิจใดเลยของรัฐบาลนี้ที่พูดถึงการเข้าไปปราบปรามหรือสร้างปัญหาให้กับผู้ชุมนุม
กองทัพยังอยู่กับรัฐบาล
"กองทัพมีความชัดเจนว่าทำงานโดยการสนองนโยบายรัฐบาล ผมพูดชัดหลายครั้งว่าไม่มีวาระหรือวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมือง และไม่มีคนกลุ่มใดเลยในสังคมตอนนี้ที่มองว่าการมีความรุนแรง การปฏิวัติแล้วจะเกิดประโยชน์กับกลุ่มตัวเอง แต่มีคนกลุ่มเดียวที่จะได้ประโยชน์ คือคนที่ต้องการล้มกระดาน ฉะนั้นคิดง่ายๆ ว่าถ้าจะไปสร้างสถานการณ์ แต่ไม่รู้ว่าใครจะคิดจะไปทำแบบนั้น เพราะไม่ได้ผลอะไรกับตัวเองเลย และไปสร้างประโยชน์ให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ที่คิดแบบนี้จริงๆ ที่คิดล้มกระดาน"
นายอภิสิทธิ์ยอมรับว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร มีการข่าวที่พูดถึงลักษณะการก่อเหตุวินาศกรรมจริง รัฐบาลได้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ และอยู่ในข่ายต้องสงสัยตามปกติ ที่ผ่านมาสิ่งที่อยากจะย้ำคือ ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่อย่าประมาท และขอความร่วมมือจากประชาชนว่า หากมีเรื่องการวินาศกรรมนั้น คนที่จะช่วยรัฐบาลได้ดีที่สุดคือประชาชน
ถามว่า รัฐบาลจะผ่านสถานการณ์ช่วงนี้โดยที่อำนาจไม่เปลี่ยนมือหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ เพราะปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าอำนาจเปลี่ยนมือหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าจะรักษากติกาหลักของบ้านเมือง และรักษาความสงบไว้ให้ได้ นั่นคือภารกิจสำคัญ
ส่วนการรักษาความปลอดภัยที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น นายกฯ บอกว่า เพราะมีกระแสข่าวว่าคนเสื้อแดงบางส่วนจะโดยสารทางเรือ และใช้ท่าน้ำท่าพระจันทร์ในการเคลื่อนพลนั้น ตนก็จะดูแล เพราะเขตพระราชฐาน เป็นพื้นที่ที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการดูแลรักษาความปลอดภัยนายอภิสิทธิ์และบริเวณบ้านพักเลขที่ 32/1-4 ซอยสุขุมวิท 31 ซึ่งได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารที่เข้าเวรประจำจุดได้ยืนเรียงแถวและขอความร่วมมือจากบรรดาประชาชนงดใช้ทางเท้าเดินเท้าเพื่อสัญจรบริเวณฝั่งบ้านพักนายอภิสิทธิ์ โดยขอให้ไปใช้ฝั่งโรงแรมยูโรแกรนด์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านพักนายอภิสิทธิ์แทน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ซีร็อกซ์รูปผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 23 ปี ติดไว้ที่แผงเหล็ก และเขียนข้อความแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เข้าเวรทราบโดยระบุว่าเป็นบุคคลพึงระวังด้วย อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ทุกคนต่างปฏิเสธที่จะตอบข้อซักถามว่าผู้หญิงคนดังกล่าวเคยกระทำความผิดอะไร
อย่างไรก็ตาม เกิดเหตุกับขบวนรถนายกฯ ซ้ำอีกครั้ง เวลาประมาณ 18.00 น.เศษ ระหว่างขบวนรถนายกฯ เดินทางกลับบ้านพักย่านสุขุมวิท ช่วงก่อนขึ้นทางด่วนยมราช มีรถตู้โฟล์คสวาเกน สีน้ำเงิน ป้ายทะเบียน ฮจ 1056 เปิดไฟกะพริบพยายามแทรกเข้าขบวน แต่รถผู้สื่อข่าวบล็อกเอาไว้จนตกไปท้ายขบวน อย่างไรก็ตาม รถคันดังกล่าวยังคงขับตามไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านนายกฯ ก่อนชิ่งหนีไป โดยพฤติกรรมคนขับนั้น มือขวาถือพวงมาลัย มือซ้ายคุยวิทยุสื่อสารตลอดเวลา
จากการตรวจสอบกับทีม รปภ. ยืนยันว่ารถคันดังกล่าวไม่ได้เป็นของทีม รปภ.นายกฯ และการตรวจสอบทะเบียนยังพบว่าเป็นป้ายทะเบียนปลอมอีกด้วย
ช่วงค่ำ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แถลงภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ว่า ได้หารือในรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการและข้อกำหนดในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบ ตามแผนงานและข้อกำหนดการปฏิบัติของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในที่ประชุมในช่วงเช้า
ซึ่งข้อกำหนดมีอยู่ 5 ข้อ โดยเมื่อมีการตั้ง ศอ.รส. ก็ได้มอบหมายให้พลเรือน ตำรวจ ทหาร ร่วมกันปฏิบัติในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย วันนี้ทหารและ อปพร.มีอำนาจหน้าที่เต็ม 100% เหมือนทหารทุกประการ โดยกำลังเจ้าหน้าที่ใช้มีทั้งหมด 5 หมื่นนาย แบ่งเป็น ทหารประมาณ 3 หมื่นนาย, ตำรวจประมาณ 1 หมื่นนาย และพลเรือนประมาณกว่า 1 หมื่นนาย และถ้าจำเป็นต้องมีการเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
บุก สน.-ค่ายทหารยิงทันที
โดยทั้งหมดไม่พกพาอาวุธร้ายแรงทั้งสิ้น ไม่มีปืนสั้นและไม่มีปืนยาว เพราะไม่มีเจตนาปราบปรามใคร พร้อมให้สื่อมวลชนตรวจสอบได้ เจ้าหน้าที่มีเพียงอุปกรณ์ป้องกันตัวเองและระงับเหตุที่ได้กำหนดไว้ตามหลักสากล ในการควบคุมฝูงชนตามที่นานาอารยประเทศทำกัน เช่น โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา กระบอง เป็นต้น สำหรับแก๊สน้ำตา จะใช้มือขว้าง ไม่ได้มาจากเครื่องยิง อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ยิงขาขาด ก็ได้เก็บไปหมดแล้ว
รองนายกฯ บอกว่า กำลังทั้งหมดจะออกปฏิบัติงานทั่ว กทม.ในคืนวันนี้ ขออย่าให้พี่น้องตื่นตระหนก โดยกำลังเจ้าหน้าที่มาตามคำสั่งของ ศอ.รส. อย่าได้ตระหนกตกใจถ้ามีใครบอกว่าเจ้าหน้าที่ส่งออกมาเพื่อทำการปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ใช่ สำหรับการสนธิกำลังพลเรือนตำรวจทหาร ทาง พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้รับมอบให้กำกับควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการใช้กำลังรักษาความสงบทั้งหมด โดยมี ผบช.น.และปลัด กทม.ร่วมมือในการสนธิกำลัง ซึ่งการทำงานจะเป็นการสนธิกำลังจากทุกส่วน
นอกจากนั้นจะมีสายตรวจ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ จักรยาน ออกสอดส่องดูแลทั่วกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมตามการข่าวที่ระบุมา ทั้งนี้ในส่วนที่เป็นกำลังสารวัตรทหารที่ลาดตระเวน ตำรวจท้องที่นั้น จะมีอาวุธปืนประจำกายในการป้องกันตัว เพราะหากต้องเจอผู้ที่ก่อเหตุจะได้มีการป้องกันตัวได้ ส่วนกำลังพลทั้ง 5 หมื่นนายนั้น ไม่มีการติดอาวุธแน่นอน ยืนยันและเดิมพันด้วยตำแหน่งเลย ทุกชุดสามารถโชว์ให้สื่อเห็น อย่างไรก็ตามถือว่าครั้งนี้เราใช้กำลังมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เต็มกำลังของเราที่มี
"เราจะไม่ใช้อาวุธร้ายกับประชาชนโดยเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าในการชุมนุมครั้งนี้เกิดมีคนร้าย คนไม่ดีแฝงมา และมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ จะมีตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษที่เรียกว่าหน่วย SWAT ฝึกฝนมาอย่างดี มีอาวุธพร้อม และเจ้าหน้าที่ชุดนี้จะเข้าไปปราบปราม จับกุมคนร้ายที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ แต่งเครื่องแบบชัดเจน ซึ่งชุดนี้มีอาวุธ เข้าไปดูแลรักษาความปลอดภัยของพี่น้องในชุมชนต่างๆ หากเกิดเหตุในชุมนั้นๆ เช่น ชุมชนนางเลิ้ง ดินแดง รถไฟ ที่เคยเหตุมากก่อน ซึ่งไม่ว่าชุมชนไหนหากเกิดเหตุชุดนี้จะเคลื่อนที่เร็วเข้าไปในพื้นที่ภายใน 15 นาที"
นายสุเทพกล่าวว่า ต้องกำหนดเป็นพิเศษคือว่าผู้ร่วมชุมนุมนั้นจะบุกรุกเข้าไปในค่ายทหาร ที่ตั้งทางทหาร สถานีตำรวจ หรือกองบัญชาการตำรวจใดๆ ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะเจ้าหน้าที่ของเราออกมาปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เอาอาวุธออกมา อาวุธดังกล่าวอยู่ในที่ตั้ง และกองบัญชาการ หากมีใครบุกรุกเข้าไปเราปล่อยให้เข้าไปไม่ได้ เพราะจะเอาอาวุธของทางราชการไปทำร้ายประชาชนเป็นสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น ถ้าผู้ใดบุกรุกเข้าไปในสถานที่เหล่านี้ จำเป็นต้องขออนุญาตพี่น้องประชาชนไว้ว่า เจ้าหน้าที่ของเราจะใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาดทันที เพราะฉะนั้นต้องสงวนสิทธิ์ในการใช้อาวุธในการเข้าไปปล้นอาวุธของทางราชการ
รองนายกฯ บอกว่า ข้อห้ามอีกประการคือ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคมเป็นต้นไป ห้ามไม่ให้ใช้วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องขยายเสียง รถกระจายเสียงปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นกระทำการใดๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมืองโดยเด็ดขาด ซึ่งไม่ได้บอกว่าโทรทัศน์สีไหนทั้งสิ้น ซึ่งเป็นไปตามการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้
คุมเข้มศิริราช
"ศอ.รส.ตระหนักดีว่าพี่น้องประชาชนคนไทยจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทั้งสองพระองค์ประทับรักษาพระองค์ที่ รพ.ศิริราช ศอ.รส.จึงกำหนดให้เส้นทางไป รพ.ศิริราช เป็นเส้นทางต้องห้ามของผู้ชุมนุมทั้งหมด ไม่ว่าทางบกหรือทางน้ำ ผู้ที่มาร่วมชุมนุมสามารถเรียกร้องประชาธิปไตยตามสิทธิ์ได้ แต่ต้องกระทบหรือระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท เพราะคนไทยเคารพทั้งสองพระองค์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ ศอ.รส.ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนประชาชนทั้งประเทศด้วยความเข้มแข็ง"
เขาบอกว่า ศอ.รส.จะใช้พื้นที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นที่ประชุมและแถลงข่าว
สำหรับการประชุมในวันนี้ ยังมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ., พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1, พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. และผู้บังคับหน่วยปฏิบัติในทุกพื้นที่เข้าร่วมประชุม ตั้งแต่เวลา 14.30 น. จนถึง 19.00 น.
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรียกเจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีมากำชับซักซ้อมมอบนโยบายทำความเข้าใจก่อนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ผช.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย
ต่อมาภายหลังการประชุมประมาณชั่วโมงครึ่ง พล.ต.ท.ไถงเปิดเผยว่า การประชุมเตรียมการวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางมารายงานเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยการเดินเรือทางน้ำที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางมา หลักใหญ่ๆ คือให้ประชาชนที่สัญจรทางน้ำไม่เดือดร้อน เกิดความสูญเสีย
"เราพยายามจะให้มีการเดินทางทางเรือให้น้อยที่สุด ไม่ถึงกับการตั้งด่านสกัด ส่วนการใช้ พ.ร.บ.การจราจรทางน้ำควบคุมนั้น กรมเจ้าท่าจะประกาศใช้เร็วๆ นี้ คงไม่มีการทำผิดอะไร เพราะการเดินเรือคงไม่ทำผิดอะไร เพียงแต่จะไปเตือนว่าไม่ให้จอดขวางการจราจรทางน้ำ หรือไปจอดในท่าที่ห้ามจอด เช่น การไปจอดแช่กลางน้ำ ก็ต้องจัดระเบียบกันบ้าง" พล.ต.ท.ไถงกล่าว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) กล่าวว่า ศปก.ตร.ยังไม่สามารถยืนยันพิกัดการวางระเบิดกรุงที่ชัดเจนได้ เป็นเรื่องที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจสันติบาลต้องทำงานต่อไป ทั้งนี้เชื่อว่าผู้ที่ตั้งใจก่อเหตุนั้นมีจริง เพียงแต่ยังไม่แสดงตัว ขณะนี้การข่าวก็ได้รับรายงานถึงกลุ่มบุคคลต้องสงสัย เพียงแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า เหตุระเบิด 30-40 จุดใน กทม. เป็นข้อมูลที่ทราบ และได้มีการเตรียมการป้องกัน ตนยังได้รับข้อมูลจากกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นมีวัตถุต้องสงสัย แต่เมื่อตรวจสอบไม่ใช่วัตถุระเบิด เป็นเพียงสายลวดทองแดงรวมห่อไว้ ข้าราชการเห็นก็ตกใจ เพราะอยู่ในช่วงเวลาที่ชุมนุม แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่ใช่ แต่เป็นสายลวดทองแดง
ถามว่า เหตุระเบิดที่จะมีขึ้นรวมพื้นที่ในต่างจังหวัดด้วยหรือไม่ มท.2 ตอบว่า มีหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งผู้ว่าฯ ก็ทราบหน้าที่ของตัวเองว่าจะต้องทำอะไร
วันเดียวกันนี้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 3/2553 เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้บริหารระดับสูง ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
"การปลุกระดมเพื่อแสวงหาแนวร่วมอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผมขอฝากเรื่องนี้ให้ท่านผู้ว่าฯ ท่านนายอำเภอ ได้ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ของท่านต่อไปในอนาคตด้วย อย่าได้ดำเนินการเฉพาะเพียงในช่วงที่มีการชุมนุมเท่านั้น" นายชวรัตน์กล่าวกับข้าราชการ
รมว.มหาดไทยยังให้สัมภาษณ์ว่า การทำความเข้าใจกับประชาชนนั้น เป็นหน้าที่ผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ซึ่งเราได้บอกไปแล้วว่าให้พูดกับประชาชนอย่างไรบ้าง ซึ่งเราไม่ใช้คำว่าสกัดกั้น แต่เป็นการชี้แจง และยังมีการตั้งด่านตรวจสอบอาวุธ ส่วนที่ว่าจะมีการคาดโทษผู้ว่าฯ จังหวัดที่มีประชาชนมาร่วมชุมนุมมากหรือไม่นั้น เปลี่ยนเป็นว่าผู้ว่าฯ จังหวัดไหนที่ทำงานได้ดี มีคนเข้ามาชุมนุมน้อย ก็จะให้รางวัล ใช้วิธีให้รางวัลมากกว่าการคาดโทษ
ตั้งวอร์รูมจังหวัด
ด้านนายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้การรายงานข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.เป็นต้นไป มีการสู้กันอยู่ 3 ฝ่ายคือ สื่อมวลชน ทำเนียบรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งข้อเท็จจริงยังไม่ตรงกัน และบางครั้งการรายงานข้อเท็จจริงของผู้ว่าฯ มายังกระทรวงผ่านทางหนังสือนั้นจะทำให้ล่าช้า ดังนั้นจึงขอให้ผู้ว่าฯ รายงานความเคลื่อนไหวผ่านระบบเอสเอ็มเอสรายงานมายังตนโดยตรง
นายมานิตยังบอกว่า ในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมอาจมีการฟ้องร้องภายหลัง ผู้ว่าฯ จึงต้องตั้งกองกำลังร่วมทุกหน่วยงาน เพื่อตัดสินใจร่วมกัน และมีแผนเผชิญเหตุต่างๆ เพราะหากมีการฟ้องร้องก็จะมีการถามว่าผู้ว่าฯ ได้ตั้งกองกำลังร่วมแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ ขอให้ทุกจังหวัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์เพื่อประสานงานระหว่างรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และทางจังหวัด ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญสื่อมวลชนต่างประเทศเข้ามารับฟังการแถลงข่าวชี้แจงเรื่อง พื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และเรื่องการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
การแถลงครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสื่อแถบเอเชีย เช่น สื่อจาก NHK, AAP, ABC, BBC, Dow Jones.Fuji TV, Financial Time, Yomiuri, Knodo News เป็นต้น
นายปณิธานแจ้งว่า ในการชุมนุมครั้งนี้ ได้ระดมยานพาหนะเป็นจำนวนมาก และนัดชุมนุมให้เข้าร่วมในการเรียกร้องความต้องการตามแนวทางและผลประโยชน์ของกลุ่ม มุ่งหวังเพื่อสร้างกระแสความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล และมีวัตถุประสงค์สุดท้ายในการกดดันให้นายกรัฐมนตรียุบสภาหรือลาออก ประกอบกับการชุมนุมดังกล่าวมีเจตนาดำเนินการในลักษณะยืดเยื้อ และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ซึ่งอาจจะมีการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ชุมนุมด้วยกัน และขยายลุกลามจนเกิดสถานการณ์ความรุนแรงมากยิ่งขึ้น สร้างความเสียหายให้กับประเทศโดยรวม
ส่วนความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ออกมาเตือนทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่าที่ได้ร่วมคิดสร้างสถานการณ์เมษาเลือด คนเสื้อแดงจะไม่ยินยอมให้สถานการณ์กลับมาซ้ำรอย เพราะช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่คนเสื้อแดงแข็งแกร่งที่สุด และพร้อมที่จะแหวกด่านมาร่วมชุมนุมภายใต้รัฐธรรมนูญ
นายจตุพรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ตนได้เดินทางไปพบเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยที่สถานทูตอังกฤษ เพื่อยืนยันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้จะเป็นไปด้วยสันติ สงบ ปราศจากอาวุธ และไม่มีการยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ สถานที่ราชการหรืออาคารสำนักงานเอกชน เพราะคนเสื้อแดงชิงชังในสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กระทำไว้.







