การค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในปี 2553 ถูกจับตามองเป็นพิเศษ หลังจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยประเทศสมาชิกอาเซียนจะมีการลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเหลือ 0%
โดยไทยมีพันธะที่ต้องดำเนินการตามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำหนดให้มีการเปิดเสรีการค้าสินค้าซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงอาฟตาที่ระบุว่า ปี 2553 ประเทศสมาชิกเก่าอาเซียน ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ จะต้องลดภาษี 0% ในรายการสินค้า 100% หรือทั้งหมดที่ระบุในบัญชีลดภาษี (Inclusion List) ขณะที่ประเทศสมาชิกใหม่ ได้แก่ เวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา จะปฏิบัติตามพันธะดังกล่าวในปี 2558
อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศได้กำหนดรายสินค้าอ่อนไหว และสินค้าอ่อนไหวสูงของประเทศสมาชิกอาเซียนไว้แตกต่างกัน เพื่อชะลอการเปิดเสรีให้ผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มนั้นๆ มีระยะเวลาปรับตัวก่อนปฏิบัติตามพันธะตามระยะเวลาที่ได้ระบุไว้ในการขอชะลอการเปิดเสรี
โดยอินโดนีเซีย มีรายการสินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) กำหนด 2 กลุ่มสินค้า 11 รายการ ได้แก่ ข้าว (ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสีแล้ว ปลายข้าว) กำหนดลดภาษีเป็น 25% ในปี 2558 สินค้าน้ำตาล จะลดภาษีจาก 30-40% เป็น 5-10% ในปี 2558
มาเลเซีย สินค้าอ่อนไหวสูง จำนวน 1 กลุ่มสินค้า 8 รายการ ได้แก่ ข้าว (ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสีแล้ว ปลายข้าว) กำหนดลดภาษีจาก 40% เป็น 20% ในปี 2553 และมีสินค้าอ่อนไหว Sensitive List 13 กลุ่มสินค้า 65 รายการ ได้แก่ สุกรมีชีวิต สัตว์ปีกมีชีวิต เนื้อสุกร เนื้อไก่แช่เย็นแช่แข็ง ไม่ได้ตัดเป็นชิ้น นมและครีมมีไขมันเกิน 6% ไข่ไก่ ไข่เป็ด สัปปะรด ฝรั่ง มะม่วง มังคุด แตงโม มะละกอ ผลไม้เมืองร้อน (เงาะ ทุเรียน ลางสาด ขนุน สตาฟรุท ผลไม้อื่นๆ) กาแฟไม่ได้คั่ว เป็นต้น
ฟิลิปปินส์ 1 กลุ่มสินค้า 4 รายการ ได้แก่ ข้าว (ข้าวเปลือก ข้าวกล้อง ข้าวสีแล้ว ปลายข้าว) ยังไม่ได้กำหนดแผนการลดภาษี และขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับไทยในการชดเชยกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามแผนลดภาษี ทั้งนี้ การนำเข้าข้าวของฟิลิปินส์ปัจจุบันเก็บภาษีนำเข้าตามองค์การการค้าโลก (WTO) ในอัตรา Minimum Market Access โดยภาษีนำเข้าอยู่ที่ 40% ปริมาณโควตา 3.5 แสนตันต่อปี โดยไทยได้รับการจัดสรรโควตา 9.8 หมื่นตันต่อปี
ส่วนสินค้าอ่อนไหว ได้แก่ สุกรมีชีวิต สัตว์ปีกเลี้ยงมีชีวิต เนื้อสุกร เนื้อสัตว์ปีกและเครื่องใน มันสำปะหลัง มันเทศ ข้าวโพด ข้าวซอร์กัม (Grain Sorghun) ส่วนสินค้าน้ำตาล อยู่ในบัญชีไม่ลดภาษี (Exclusion List)
บูรไน มีสินค้าอ่อนไหว 2 กลุ่มสินค้า 14 รายการ ได้แก่ กาแฟ ชา กัมพูชามี 6 กลุ่มสินค้า 50 รายการ ได้แก่ สัตว์ปีกมีชีวิต เนื้อสัตว์ปีก เนื้อปลา กล้วยไม้ และไม้ตัดดอกบางชนิด พืชผัก (หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ กระเทียม ผักบร็อคโคลี ผักกาด แครอต แตงกวา ถั่ว) ผลไม้ (สัปปะรด ฝรั่ง มะม่วง มังคุด สัม แตงโม ลำไย ผลไม้อื่นๆ)
ส่วนการเปิดเสรีการค้าบริการ แม้ตามพันธะภายใต้ AEC ระบุให้ปี 2553 กลุ่มสาขาบริการเร่งรัดให้มีการเปิดเสรี 11 กลุ่ม จะต้องเปิดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนเข้ามาลงทุนได้ 70% แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่าการดำเนินการตามแผนเป็นไปด้วยความล่าช้า สาเหตุหลักมาจากการติดข้อกฎหมายภายในแต่ละประเทศที่ยังไม่อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ทำให้ปี 2553 กลุ่มสินค้าบริการยังไม่มีการเปิดเสรีให้ชาติสมาชิกอาเซียนเข้ามาเปิดกิจการได้แต่อย่างใด ยกเว้นสินค้าบริการที่กฎหมายภายในอนุญาตอยู่แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพันธะภายใต้อาเซียน
สำหรับมุมมองของภาคเอกชนในการเปิดเสรีอาฟตานั้น นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การดูแลควบคุมสินค้าด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าวที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่นั้น รัฐควรเน้นการควบคุมไม่ให้ข้าวทะลักตามแนวชายแดนเข้ามามาก จนทำให้เกิดการปลอมปนกับข้าวไทย ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการนำเข้าที่กำหนดขึ้น ซึ่งมองว่าเพียงพอสำหรับการดูแลตลาดภายใน แต่การลักลอบแม้ไม่มีการเปิดเสรีก็มีปัญหานี้อยู่แล้ว จึงต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในการดูแลและการตรวจสอบ
"มาตรการจะเป็นการจำกัดได้ เพราะมีความยุ่งยากในการนำเข้า แต่ยังห่วงในส่วนการลักลอบ เพราะข้าวหอมมะลิของไทยเฉลี่ยตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวกัมพูชาตันละ 1 หมื่นบาท ข้าวขาวไทยตันละ 1 หมื่นบาท ของพม่า 4 พันบาท การลักลอบนำเข้าจึงน่าห่วง เพราะแม้ไม่มีอาฟตาก็น่าอยู่แล้ว" นายชูเกียรติกล่าว
ในส่วนของภาครัฐ กรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกประกาศสำหรับการดูแลการนำเข้าสินค้าภายใต้อาฟตา จำนวน 11 รายการสินค้า ได้แก่ ข้าวอัตราภาษี ปี 2552 อยู่ที่ 5% (ไม่มีโควตา) ปี 2553 อยู่ที่ 0% (ไม่มีโควตา) มาตรการ ได้แก่ กำหนดให้เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตนำเข้า
โดยกรมการค้าต่างประเทศออกประกาศกำหนดผู้นำเข้าต้องมีคุณสมบัติ/เอกสารประกอบดังนี้ สำเนาใบรับรองมาตรฐาน/สุขอนามัย/อื่นๆ จากประเทศต้นทาง สำเนาใบรับรองสุขอนามัยพืช สำเนาในรับรองปลอด GMOs ใบรับรองมาตรฐานสินค้านำเข้า-มาตรฐานอื่นๆ เพิ่มเติม สำเนาหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form D ระบุชนิดข้าวและปริมาณที่จะนำเข้า กำหนดด่านนำเข้า ให้นำเข้าเฉพาะด่านที่มีเจ้าหน้าที่ตรวจพืชประจำอยู่ ติดตามการใช้ข้าวนำเข้า เก็บค่าธรรมเนียมการตรวจสินค้าข้าวนำเข้าเพื่อเป็นกองทุนพัฒนาชาวนา
ด้านระบบติดตามการนำเข้า วางระบบติดตามสถิติการนำเข้าเป็นรายสัปดาห์ โดยประสานขอความร่วมมือจากกรมศุลกากร วางระบบติดตามข้อมูลการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าที่ออกโดยกรมการค้าต่างประเทศเป็นรายสัปดาห์ นำข้อมูลตามข้อ 2.1 และ 2.2 มาวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังการนำเข้าและวางมาตรการรองรับ
ด้านการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล ให้เจ้าหน้าที่สำรวจพื้นที่เป้าหมาย เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ ทั้งนี้ มีหน่วยงานอื่นๆ ร่วมดูแลด้วย ได้แก่ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิชาการเกษตร กรมศุลกากร เป็นต้น
นอกจากนี้ มีระบบติดตามการนำเข้า ผ่านการวางระบบติดตามสถิติการนำเข้าเป็นรายสัปดาห์ โดยประสานขอความร่วมมือจากกรมศุลกากร การวางระบบติดตามข้อมูลการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าที่ออกโดยกรมการค้าต่างประเทศเป็นรายสัปดาห์ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่สำรวจพื้นที่เป้าหมาย เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ และกำหนดช่วงเวลานำเข้าตามช่วงที่ฤดูกาลผลิตออกสู่ตลาดเป็น 2 ช่วง ได้แก่ เดือน พ.ค.-ก.ค. และเดือน ส.ค.-ต.ค.
ด้าน นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ ระบุว่า เมื่ออาฟตามีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะทำให้มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอาเซียนเพิ่มขึ้นเป็น 25% ต่อปี จากเดิมที่มีอัตราขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20%
สำหรับการส่งออกไทยไปอาเซียนปี 2552 มีมูลค่า 41,320 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย นำหน้าตลาดเดิมอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป ด้านการนำเข้าจากอาเซียนมีมูลค่า 30,920 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 10,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
"สิ่งที่สำคัญในการเปิดเสรีอาฟตา คือ การสร้างมูลค่าทางการค้าให้เพิ่มขึ้น โดยภาครัฐจะต้องทำให้เอกชนรู้จักใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจากข้อตกลงอาฟตาให้มากขึ้น ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายการออกหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแบบ D เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้อาฟตา ให้มีสัดส่วน 80% ของมูลค่าการค้าไปอาเซียนทั้งหมด จากที่ผ่านมามีสัดส่วนการขอใช้สิทธิไม่ถึง 50% โดยปี 2551 การใช้สิทธิมีมูลค่า 10,734 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 38.88% เท่านั้น" นายอลงกรณ์ระบุ
ส่วนมาตรการดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเสรีอาฟตานั้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านความเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องระเบียบการนำเข้ากาแฟ ชา น้ำนมดิบและน้ำนมพร้อมดื่ม และนมผงขาดมันเนยเข้ามาในราชอาณาจักร ตามความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน เพื่อเป็นมาตรการรองรับและดูแลการนำเข้าสินค้าดังกล่าวที่มีการลดภาษีเป็น 0% ในปีนี้
โดยกำหนดให้ 1.การนำเข้าในสินค้าดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานและคุณภาพจากสำนักงานอาหารและยา 2.หลักการในการออกหนังสือรับรองการนำเข้า ผู้นำเข้าจะต้องมีใบอนุญาตเป็นผู้นำเข้าเท่านั้น และมีการกำหนดด่านศุลกากรในการนำเข้า ดูแลด้านการตรวจสอบพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการค้าระหว่างประเทศ (กนศ.) ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี ให้เป็นผู้ดูแลสินค้านำเข้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีทั้งหมด เพื่อป้องกันการลักลอบสินค้าเข้ามาโดยผิดข้อตกลง
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีกองทุนชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเขตการค้าเสรี หรือกองทุนเอฟทีเอ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ยื่นเรื่องขอรับความช่วยเหลือแล้ว เช่น เกษตรกรผู้เพาะปลูกส้ม ผู้เลี้ยงโคนม โคเนื้อ และผู้ปลูกกาแฟ โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการประเมินและรับรองผลกระทบที่เกิดขึ้น ก่อนอนุมัตงบประมาณเพื่อช่วยเหลือ
ขณะที่ นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้กฎหมายประกอบ พ.ร.บ.มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) จะยังไม่แล้วเสร็จ แต่การดูแลสินค้านำเข้ากรณีที่มีการนำเข้ามาสูงจนทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ดูแลได้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการส่งออก-นำเข้า ซึ่งมีหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495, พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510, พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำบางอย่างในการขนส่งสินค้าขาออกทางเรือ พ.ศ.2511, พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งสินค้า พ.ศ.2522
"เรื่องการนำเข้าสินค้าภายใต้อาฟตาที่เกรงว่าจะเข้ามาทำลายตลาดภายในหรืออุตสาหกรรมภายในประเทศนั้น เรามีกฎหมายภายในและมาตรการนำเข้าที่กำหนดขึ้นดูแลอยู่ โดยสินค้าเกษตรมั่นใจว่าไม่เกิดผลกระทบ ขณะที่สินค้า เช่น เหล้า บุหรี่ ต้องมองถึงตลาดบริโภคภายในที่มีพฤติกรรมเฉพาะผูกพันกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง พิจารณาจากการขึ้นภาษีสรรพสามิต แม้จะขึ้นสูงมาก แต่ผู้บริโภคก็ยังมีพฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลง" นายยรรยงกล่าว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 ม.ค. การกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการอาฟตาฮอตไลน์ 1385 ของกรมการค้าต่างประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการให้ข้อมูลและตอบข้อซักถามต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเปิดเสรีอาฟตา
ต้องจับตากันต่อในระยะยาวว่า การเปิดเสรีอาฟตาจะเป็นช่องทางแห่งโอกาสสำหรับการค้าของไทยได้มากน้อยเพียงใด หรือจะเป็นปัญหาให้ภาครัฐต้องตามแก้ไขในอนาคต หากภาคการค้าไทยไม่ปรับตัวเพื่อการแข่งขัน และได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เสรีมากขึ้น.







