ก็พอได้เฮือกกันไปอีกเฮือกเล็กๆ...หลังจากที่อัครมหาสมเด็จสีหนาทเดโช ฮวยเซ็ง จอมพล 5 ดาวแห่งเขมร ตัดสินใจโดดขึ้น ฮ. กลับกรุงพนมเปญ โดยไม่ได้คิดจะดอดมาเยือนปราสาทตาเมือนธม ให้อะไรต่อมิอะไรต้อง เปรี้ยว ไปมากกว่านี้ ในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนใกล้ชิดติดกัน และยกประเทศหนีไปไหนไม่ได้ ก็คงต้อง ทำใจ ถือซะว่าขอกันกินยังมากกว่านี้...
-----------------------------------------------------
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้นั่นแหละว่า...สภาพของสมเด็จ ฮวยเซ็ง ในระยะหลังๆ นอกจากต้องเจอกับแรงกด แรงดันจากการจุดพลุปัญหาพรมแดนระหว่างกัมพูชากับเวียดนาม โดยผู้นำฝ่ายค้านอย่าง สม รังสี ชนิดกัดไม่ปล่อย แถมยังเจอกับมรสุมทางเศรษฐกิจกระหน่ำซ้ำเติม จนต้องหันไปหาจีนหนักขึ้นเรื่อยๆ การแสดงท่าทีฮึดๆ ฮัดๆ พยายามที่จะ อุปโลกน์ ศัตรูภายนอกให้กับประเทศตัวเอง เพื่อที่จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันภายในให้ลดๆ ลงไปบ้าง ย่อมถือเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจอะไรมากมายนัก ที่ประเทศไทยของเราจึงต้องรับหน้าที่เป็น แพะรับบาป หรือเป็น กระโถนท้องพระโรง ให้กับ ฮวยเซ็ง ไปตามเรื่องตามราว...
------------------------------------------------------
สิ่งสำคัญที่ยังคงเป็นเหตุปัจจัยอันนำมาซึ่งปัญหาความมั่นคงในบ้านเรา ก็จึงยังไม่ใช่ ปัญหาภายนอก แต่น่าจะเป็น ปัญหาภายใน ซะมากกว่า นั่นก็คือการรับมือกับ กองทัพประชาชนแห่งชาติ ที่ออกมายืนกรานอย่างหนักแน่นว่า มึงไม่เอากู...แต่กูก็จะเอามึง นั่นแหละ ตลอดไปจนถึงผู้นำมวลชนคนเสื้อแดงที่แม้นจะออกมาแยกแยะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า อะไรคือ ขอนไม้ อะไรคือ หมาเน่า แต่ท้ายที่สุดก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเกาะ หมาเน่า ลอยเท้งเต้งไปตามน้ำ ตามกระแส หรือตามแบบฉบับ ขบวนการสู้แล้วรวย นั่นเอง..
-------------------------------------------------------
อย่างไรก็ตาม...แม้นว่าราษฎรผู้รักสงบ ผู้ไฝ่หาสันติภาพ สันติธรรมทั้งหลาย จะต้องแขม่วท้องกลั้นหายใจ หายคอ ต่อไปอีกเป็นเดือนๆ จนกว่ากระแส ฟุตบอลธิปไตย จะเข้ามากลบกระแส อนาธิปไตย ได้จริงๆ แต่ถ้าหากมองถึงการขยับเนื้อ ขยับตัวของรัฐบาล ตลอดไปจนถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงแต่ละระดับ รวมทั้ง ตำรวจ ที่เริ่มแสดงอาการขยันขันแข็ง เพิ่มขึ้นมาบ้างนิดๆ ก็พอจะผ่อนลมหายใจได้เป็นช่วงเป็นระยะ การประกาศจัดตั้งหน่วยดูแลรักษาความสงบ โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนถึง 54 กองร้อย ตั้งด่านตรวจตราเป็นจุดๆ เอาไว้ถึง 200 ด่าน ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป รวมทั้งการประกาศ พื้นที่เฝ้าระวัง ครอบคลุมจังหวัดต่างๆ ถึง 38 จังหวัด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ...ก็พอจะก่อให้เกิดความอุ่นอก อุ่นใจ ขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย...
-------------------------------------------------------
หวังเอาไว้ว่า...ตลอดเดือนกุมภา. จนเลยทะลุไปถึงกลางเดือนมีนา. ทุกสิ่งทุกอย่างน่าจะอยู่ในภาวะที่ ควบคุมได้ ยิ่งถ้าหากสามารถทำให้ความสงบ เรียบร้อย ความมีสันติสุข สันติภาพ ดำเนินต่อเนื่องไปถึงเดือนมิถุนา. ยิ่งต้องขอคารวะเข้าไปใหญ่ เพราะการทำลายบรรยากาศการลุ้นฟุตบอลโลก 2010 นั้น ในฐานะ ผีบ้าบอล แล้ว ย่อมถือว่าเป็นอะไรที่ร้ายแรงยิ่งกว่าการทำลายบรรยากาศการลงทุนซะอีก ไม่ว่าจะเป็นแฟนผีแดง หงษ์แดง สิงโตน้ำเงินคราม ปืนใหญ่ ฯลฯ ตลอดไปจนถึงแฟนราชันย์ชุดขาว หรือสโมสรนายห้างขายยา ฯลฯ ก็ตาม ควรที่จะร่วมออกมาประนามผู้ซึ่งทำลายบรรยากาศการลุ้นฟุตบอลโลก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีไหนต่อสีไหน โดยไม่มีข้อยกเว้น...
------------------------------------------------------
แต่เอาเป็นว่า...เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่ามัวแต่ บ้าบอล โดยไม่คิดจะสนใจอะไรเลย ในช่วงนับจากนี้ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม นอกเหนือไปจากเรื่องเสื้อแดง หรือเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าจะหยิบยกมากระตุ้นเตือนบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องในบ้านนี้ เมืองนี้เอาไว้บ้าง คงหนีไม่พ้นไปจากเรื่องของ ภัยแล้ง ซึ่งกำลังแผ่เงาทะมึนครอบคลุมอาณาบริเวณทั่วประเทศไทย และแทบจะทั่วทั้งโลกก็ว่าได้ ภายใต้สภาวะอากาศที่เป็นไปในแบบ สุดขั้ว ยิ่งขึ้นทุกที ความหนาวจัดในซีกโลกภาคเหนือหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ย่อมนำมาซึ่งแรงสวิงในด้านตรงกันข้
ามให้กับซีกโลกภาคใต้ ต้องเกิดอาการแล้งจัด ร้อนจัด อย่างหนีไม่พ้น...
----------------------------------------------------
ว่ากันว่า...ภาวะ เอลนีโญ ในปีนี้ น่าจะทำให้ความแห้งแล้ง กันดาร แผ่ซ่านไปทั่วประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียทั้งภูมิภาค ยาวไกลไปจนถึงเดือนกรกฎาคมเอาเลยทีเดียว แต่จะด้วยบารมีของพระสยามเทวาธิราชหรือด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ในช่วงที่พายุ กฤษณา บุกเข้าเล่นงานใครต่อใครจนเดี้ยงไปเป็นแถบๆ เมื่อปีที่แล้ว แต่กลับกลายเป็นโชคดีของประเทศไทย ที่พายุลูกนี้ช่วยหอบเอาฝนมาเติมเขื่อนแต่ละเขื่อน จนสามารถจัดเก็บน้ำเอาไว้ได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถึงกระนั้นก็ตาม...ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ ถ้าหากถูกนำเอาไปใช้อย่างไม่บันยะบันยัง หรือไม่รู้จัก พอเพียง ซะอย่าง ความฉิบหายที่จะบังเกิดขึ้นมาในอนาคตอันใกล้...อาจพอๆ กับความฉิบหายจากน้ำมือพวกเสื้อแดงหรือไม่? เพียงใด? ก็ยังไม่อาจสรุปได้ชัดๆ...
-----------------------------------------------------
เท่าที่ฟังจากคำแถลงของคุณ ชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทานไปเมื่อเร็วๆ นี้ พอสรุปได้ว่า...จากจำนวนปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักเอาไว้ได้ถึง 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรในปีนี้นั้น นอกจากมันจะน้อยไปกว่าปริมาณน้ำปีที่แล้วเกือบ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร หลายต่อหลายส่วนยังต้องถูกเก็บกักเอาไว้สำรองเพื่อรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งยังไงๆ ก็น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ เหลือปริมาณน้ำที่พอจะนำมาใช้ได้แบบเน้นๆ เนื้อๆ หรือที่เรียกๆ กันว่า น้ำต้นทุน ก็น่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 27,500 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เมื่อบวก-ลบ-คูณ-หาร แยกแยะสัดส่วนต่างๆ ไปตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภค น้ำสำหรับการรักษาระบบนิเวศน์ ตลอดไปจนถึงสำหรับการอุตสาหกรรมออกไปเรียบร้อยแล้ว ปริมาณน้ำที่พอจะเหลือไว้สำหรับทำการเกษตร ก็น่าจะมีอยู่เพียงไม่เกิน 13,176 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น...
-----------------------------------------------
ปริมาณน้ำในระดับที่ว่านี้...ว่ากันว่า สามารถรองรับการปลูกข้าวนาปรังในปีนี้ได้เพียงแค่ประมาณ 9.5 ล้านไร่เท่านั้น ต่ำกว่าการเพาะปลูกข้าวนาปรังในปีที่แล้วไปถึงเกือบ 3 ล้านไร่ ด้วยเหตุนี้ถ้าหากบรรดาเกษตรกรทั้งหลายเกิดความไม่บันยะบันยัง เห็นราคาข้าวกำลังพุ่งๆ แบบระเบิดเถิดเทิง เลยคิดจะโหมปลูกข้าวให้ถึง 12.5 ล้านไร่แบบปีที่แล้ว หรือมากไปกว่านั้น...โอกาสที่เราจะเห็นเกษตรกรเสื้อเหลือง กับเกษตรกรเสื้อแดง ตลอดไปจนถึงเกษตรกรเสื้อน้ำเงิน ฯลฯ ยกพวกตีกันแถวๆ หัวคันนา ชนิด แดงทั่วแผ่นดิน ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อย...
------------------------------------------------
ด้วยเหตุนี้...การตระเตรียมรับมือกับ กิเลส หรือจะเรียกว่า ดีมานด์ ความต้องการ หรืออะไรก็แล้วแต่ เอาไว้ซะแต่เนิ่นๆ จึงมีความสำคัญไม่น้อย การหาทางสร้าง โอกาศ และ ความมั่นคง ให้กับเกษตรกรไปพร้อมๆ กับการสนับสนุน วิถีแห่งความพอเพียง ให้ปรากฏขึ้นมาในจิตสำนึกของผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ซึ่งตกอยู่ในฐานะ ผู้เสียเปรียบทางสังคม ทั้งหลาย ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญ อันจะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อย ความมีสันติภาพ สันติธรรม ของสังคมไม่ว่าในระยะสั้นและระยาวได้อย่างแท้จริง....
------------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก สุภาษิตอีสป..."ชีวิตที่เรียบง่าย อ่อนน้อม เพียบพร้อมด้วยสุขสันติ ดีกว่าชีวิตที่หรูหรา แต่เต็มไปด้วยภยันตราย...และการเสี่ยง...".
------------------------------------------------------







