วันศุกร์ที่ 10 กันยายน 2553
Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ร่วมสร้างประเทศไทยให้น่าอยู่ Love to Change จุดเปลี่ยนประเทศไทย


ารมองหาหนทางแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับความวุ่นวายในบ้านเมืองเวลานี้  เชื่อว่าอยู่ในจิตใจทุกดวงของคนไทยทั้งชาติ  ไม่ว่าจะรักหรือชมชอบสีอะไรเป็นพิเศษก็ตาม

                เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน  จะเกิดวิกฤตสักกี่ครั้ง  เราต้องยอมรับว่า  สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ  คนไทยมีประเทศไทยหรือที่นี่เท่านั้นเป็นบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกัน

                ความอยู่รอดของประเทศ  จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาอย่างแน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย แต่อาจจะมีความเห็นที่แตกต่าง  ในรูปแบบ  วิธีการ  และทิศทาง

                เสียงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเวลานี้  ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเขา  เชื่อว่า  รูปแบบหรือข้อเรียกร้อง จะทำให้ประเทศไทยดีกว่าเดิม ในขณะที่มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

                แต่ถามว่า .. เขาอยากเห็นประเทศไทยดีกว่าที่เป็นอยู่ไหม

                คำตอบคือ ..แน่นอนที่สุด

                แล้วจุดลงตัวระหว่างฝักฝ่ายที่เห็นไม่ตรงกัน ..อยู่ตรงไหน?!?   นับเป็นหน้าที่ที่คนไทยทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันมองหาต่อไปครับ 

                อย่าท้อแท้   อย่าหมดกำลังใจ  และไม่ควรยอมแพ้ง่ายๆ  เพราะหัวใจสำคัญของการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น  อยู่ที่การมีความฝันร่วมกัน

                ฝันที่อยากเห็นประเทศไทยน่าอยู่ที่สุดในโลก คนไทยทุกคนมีสุขภาวะที่ดี  เยาวชนไทยเชาว์ปัญญา  องค์ความรู้ที่ก้าวไกล สอดคล้องกับโลกยุคใหม่  สังคมไทยเต็มไปด้วยประชากรที่มีคุณธรรม  รู้จักเสียสละ  เห็นแก่ส่วนรวม  ระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เพราะผู้บริหารบ้านเมืองมีธรรมาภิบาล   กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งพา  เศรษฐกิจสดใส เป็นไปตามพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการพึ่งพาตนเองได้

                เมื่อมีความฝันแล้ว  ก็จะทำให้เกิดจินตนาการ และแนวคิดในการลงมือกระทำ  ซึ่งการจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ดี หรือประสบความสำเร็จ ก็ต้องมีคำว่า รัก เป็นองค์ประกอบด้วย เหมือนที่มักจะมีการกล่าวว่า  อาหารจะอร่อยจะต้องหยอดความรักและความใส่ใจเข้าไปด้วย  หรือบ้างก็บอกว่า  การทำอะไรด้วยความรัก  สิ่งที่ออกมาก็จะเจือปนไปด้วยความดีงามความอ่อนโยน และความภาคภูมิใจนั่นเอง

                สรุปได้ว่า  หากสังคมใด รัก ที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยความฝันว่าสังคมใหม่จะดีกว่าเดิม  โจทย์ปัญหาหรือ เงื่อนไขที่จะตามมาก็เป็นเรื่องจิ๊บๆ

                ผมไม่ได้ยกเมฆสร้างฝันลมๆ แล้งๆ หรอกนะครับ แต่มีตัวอย่างชุมชน และสังคมที่ใช้ความรักที่อยากจะเห็นสังคมหรือชุมชนของเขาน่าอยู่  ดำเนินการเปลี่ยนแปลงสังคมของเขาให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้วครับ  ซึ่งผมก็รู้สึกว่า...อืมมม  จริงแฮะ  หากคนในบ้านไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไร  แล้วใครจะยื่นมือเข้าไปทำได้  จริงไหมครับ

                กรณีของโครงการ เชียงใหม่เอี่ยมที่มีการหยิบยกขึ้นมานำเสนอในที่ประชุมเครือข่ายปฏิรูปประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมีนาคมนี้  โดย ณัฐพงษ์  จารุธรรมพงศ์ แห่งสสส.หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ถือเป็นการตอกย้ำว่า  ความรักที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยสำคัญสู่การปฏิรูปครับ

                คุณณัฐพงษ์ เล่าว่า  จังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวอย่างของเมืองใหญ่ที่มีวัฒนธรรม ประเพณีที่โดดเด่น  ชาวเมืองมีรายได้สำคัญจากการที่เชียงใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยว คนเมืองเชียงใหม่จึงสำนึกรู้เสมอว่า  การทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ตลอดไปเป็นทางรอดของพวกเขา

                อย่างไรก็ตาม  คนเชียงใหม่รักเชียงใหม่ แต่กลับไม่รู้ว่า จะแสดงความรักต่อบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองอย่างไรเพื่อช่วยให้เชียงใหม่ดีขึ้น 

                ฉะนั้น  นอกจากความรักแล้ว  เราต้องคิดต่อให้ได้ว่า  อะไรและอย่างไร จึงเรียกว่ารักแท้  รักประสบผลสำเร็จ มิใช่แค่รักลมๆแล้งๆ  รักไร้สาระ  

                สิ่งที่คุณณัฐพงษ์  ผู้ขับเคลื่อนโครงการเชียงใหม่เอี่ยมกระทำคือ หาโจทย์ปัญหาเสนอแนะต่อชาวเชียงใหม่ว่า  ความรักที่เป็นรูปธรรมนั้นควรจะเป็นอย่างไรดี และเมื่อถอดโจทย์ออกมาก็พบว่า 

ประการแรกการลดปริมาณขยะ เพื่อช่วยให้เมืองเชียงใหม่น่าอยู่ สะอาด  ถูกสุขลักษณะ สบายใจผู้อยู่ สบายตาผู้เห็น 

                ประการที่สอง  การตั้งบ่อดักไขมัน  เพื่อลดปัญหามลพิษที่จะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำสาธารณะ

                ประการที่สาม การลดคาร์บอนในอากาศ ด้วยโครงการขี่จักรยานในวันหยุด

                ประการที่สี่ การอนุรักษ์ป่าไม้ และป่าต้นน้ำ

                ความรักที่เป็นรูปธรรมทำให้คนเชียงใหม่ลงมือทำ  ได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง  มากน้อยขึ้นอยู่กับระดับความรักปริมาณความสนใจของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป  เพราะมาตรฐานความรักของมนุษย์ไม่สามารถวัดเป็นกฏเกณฑ์ตายตัวนั่นเอง 

                แต่อย่างน้อย  ความรักที่ได้ถูกขับเคลื่อนในการทำให้เชียงใหม่น่าอยู่นั้น ก็ได้รับการยอมรับแล้วว่า  การแสดงความรักต่อสังคมหรือชุมชนของตนเองนั้นทำได้ไม่ยาก   และน่าจะจีรังยั่งยืนแน่นอนเพราะเราทำมันด้วยความรักเป็นพื้นฐาน ไม่ได้ทำตามแฟชั่น  หรือมีใครมาบังคับ ขอร้อง ..จริงไหมครับ

                การรักที่จะเปลี่ยนแปลง   ย่อมต้องมีเหตุผลเป็นเครื่องประคับประคอง แตกต่างจากรักแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือหลับหูหลับตารักโดยไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสมนะครับ  เพราะรักเยี่ยงนี้น่าจะเป็นความหลง  หรือความนิยมจนขาดสติเสียมากกว่า 

                บ้านเมืองทุกวันนี้ มีการเรียกร้องหาจิตสำนึกกันตลอดเวลา  ถ้าหากเราแยกแยะไม่ออกระหว่าง รัก กับ หลง  การเปลี่ยนแปลงไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า  หรือการปฏิรูปสังคมหรือชุมชนของตัวเองยอมบิดเบี้ยวหรือไปไม่ถึงฝั่งฝันนะครับ

                ดังนั้น  รักแล้วก็อย่าลืมพิจารณาด้วยว่า  การแสดงความรักของตัวเอง จะไปสร้างปัญหา หรือความเดือดร้อนให้ใคร   ส่งผลกระทบในด้านลบกับองค์กรหรือชุมชนอื่นๆหรือไม่ 

                การเผาขยะเพื่อรักษาความสะอาดในชุมชนตนเอง แต่ควันพิษสร้างปัญหาให้กับชุมชนอื่นๆโดยรวม ตัวอย่างความรักแบบนี้ถือว่าเป็นพิษภัยนะขอรับ  เหมือนปากบอกว่ารักประเทศไทย แต่พฤติกรรมตรงกันข้าม  มันก็เท่ากับทำร้ายประเทศไทย..เห็นๆ นะครับ

 

                                                                                                                นายใฝ่ฝัน  ปฏิรูป

               

flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Firefox 3  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์