แฟนๆ ไทยโพสต์ที่ "สามเสนใน" ส่งหนังสือมาให้ผม ๒ เล่ม เล่มแรก "พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร" และเล่มที่ ๒ "ท่านธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ พระกรรมฐานกลางกรุง" จากบันทึกของดำเกิง สงวนสัตย์ ต้องขอบคุณเป็นสองเท่า เพราะถูกใจมาก สำหรับตัวผม ขอบอกก่อนว่า "ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม" แต่ชอบศึกษาหาความรู้จากหนังสือธรรม และชอบอ่านชีวิตประวัติตลอดถึงการบำเพ็ญเพียรออกจากวัฏฏะของอริยสงฆ์แต่ละรูปเป็นพิเศษ
ที่กล่าวเช่นนี้ก็ไม่ใช่อะไรหรอก เกรงบางท่านจะหลงเข้าใจว่าผมเป็นคนเคร่งครัด ปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรม กินไม่เป็น โกงไม่เป็น (เพราะยังไม่มีโอกาส) เป็นคนดิบ-คนดี แล้วตีราคาตัวผมเกินความเป็นจริงไป
จึงต้องบอกกันให้เข้าใจว่า ผมเป็นเพียง "นักอ่านหนังสือธรรม" ไม่ใช่ "นักปฏิบัติธรรม" อ่านแล้ว บางครั้ง คัดๆ ลอกๆ จดๆ จำๆ นำมาหากินบ้างดังที่เห็นอยู่เท่านั้น!
เหตุที่ไม่สามารถเป็นนักปฏิบัติธรรม ความจริงก็คือ ผมนั้น กรรม-กิเลสแถมสันดานยังหนา จึงยังไม่สามารถฝึกตัว-ฝึกใจให้เข้าถึงเนื้อในแห่งธรรมได้ ยังต้องตะกายแด๊กๆ อยู่นี่แหละ!
เผอิญช่วงนี้ ว่างผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณนรฯ หรือท่าน "ธัมมวิตักโก ภิกขุ" อยู่พอดี พอมาได้เรื่องราวจากบันทึกของ "คุณดำเกิง สงวนสัตย์" เล่มนี้ยิ่งชอบใจ เพราะเป็นเรื่องราวที่คุณดำเกิงบันทึกจากเหตุการณ์ขณะตัวท่านเองบวชเป็นพระภิกษุอยู่วัดเทพศิรินทราวาส และได้สนทนาธรรม กราบเป็นศิษย์ เป็นอาจารย์ "เรียนธรรม" กับท่านเจ้าคุณนรฯ โดยตรงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒
จึงเป็นเรื่องราวที่หาอ่าน-หารู้จากหนังสือทั่วไปที่ไหนไม่ได้ นอกจากเล่มที่แฟนไทยโพสต์จากย่านสามเสนในส่งมาให้ผม ซึ่งเป็นเล่ม "พิมพ์ครั้งที่ ๒" โดยคณะศิษย์พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ซึ่งต้องขอบคุณจริงๆ!
ในภาคผนวก ๒ "สันติวรบท" ธรรม ๙ บท อันเป็นโอวาทของท่านธัมมวิตักโก ภิกขุ ซึ่งท่านปรารภไว้ว่า เป็นชื่อที่ดี หมายถึง "หนทางอันประเสริฐสู่ความสงบ" ท่านสอนให้เชื่อในเรื่องกรรม หมั่นทำความดี ให้ศึกษาธรรมและปฏิบัติตามด้วย จึงจะทำให้ชีวิตพ้นทุกข์ ประสบความสำเร็จ และมีความสงบได้อย่างแท้จริง
เห็นมั้ย...ท่านเน้นว่า "ศึกษาธรรมและปฏิบัติตามด้วย" ความหมายก็คือ จะศึกษาเพื่อรู้เฉยๆ หามีประโยชน์ไม่ จะต้องปฏิบัติตนเองตามธรรมด้วยจึงจะพ้นทุกข์ จึงจะประสบความสำเร็จ
อย่างผมนี่เป็นตัวอย่าง "ศึกษาเพื่อรู้" เท่านั้น ไม่ได้นำที่รู้นั้นมาปฏิบัติตน ชีวิตจึงตกอยู่ในวังวนทุกข์ ยังไม่สามารถพบความสำเร็จใดๆ ได้ คิดแล้วก็นึกถึงตอนไปกราบ "หลวงพ่อจรัญ" ที่วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ท่านบอกว่า....
"โยมจำไว้นะ สวดมนต์เป็นยาทา วิปัสสนาเป็นยากิน!"
ฟังท่านเตือนสติแล้วต้องรีบกราบด้วยสำนึก เพราะทุกวันนี้ผมเข้าถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แบบใช้ "ยาทา" อย่างที่หลวงพ่อท่านว่าอย่างนั้นจริงๆ
แล้วอย่างนี้ โรคร้ายในตัวที่ต้องรักษาจากข้างในมันจะหายได้อย่างไร เพราะเล่นแต่ทา-ถู...ทา-ถู..ใช้ธรรมเป็นยาหม่องอยู่ร่ำไป ไม่เคยไปถึงขั้น "ยากิน" ซึ่งรักษาจากภายในซักที
วันนี้ อ่านสันติวรบท ของท่านธัมมวิตักโก ภิกขุ แล้ว กราบท่านในใจ ขอลอกท่อนหนึ่งมาประกอบการทำมาหากินประจำวันเหมือนเคย ท่านใดจะนำไปใช้แบบยาทา หรือแบบยากิน ก็เชิญตามอัธยาศัย โอวาทธรรมของท่านตอนนี้มีความว่า
"ความผิดนี้แหละเป็นครูอย่างดี ควรจะรู้สึกบุญคุณของตัวเองที่ทำอะไรผิดพลาดและควรสบายใจที่ได้พบกับอาจารย์ผู้วิเศษคือ ความผิด จะได้ตรงกับคำว่า 'เจ็บแล้วต้องจำ' ตัวทำเอง ผิดเอง นี้แหละเป็นอาจารย์ผู้วิเศษ เป็น Good example ตัวอย่างที่ดี เพื่อจะได้จดจำไว้ สังวรระวังไม่ให้ผิดต่อไป แล้วตั้งต้นใหม่ด้วยความไม่เลินเล่อเผลอประมาท
อดีตที่ผิดไปแล้วก็ผ่านพ้นล่วงเลยไปแล้ว แต่อาจารย์ผู้วิเศษยังคงอยู่ คอยกระซิบเตือนใจอยู่เสมอทุกขณะว่า 'ระวัง! อย่าประมาทนะ! อย่าให้ผิดพลาดเช่นนั้นอีกนะ!'
@ ผิดหนึ่งพึงจดไว้ ในสมอง
เร่งระวังผิดสอง ภายหน้า
สามผิดเร่งคิดตรอง จงหนัก เพื่อนเอย
ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำอภัยไฉน!
จงสังเกตพิจารณาดูให้ดีเถิด จะเห็นได้ว่า นักค้นคว้าวิทยาศาสตร์ทางโลกก็ดี และท่านผู้วิเศษที่เป็นศาสดาจารย์ในทางธรรมทั้งหลายก็ดี ล้วนแต่ผ่านพ้นอุปสรรคความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วนมาแล้วด้วยกันทุกท่าน"
พอดีได้ยินเสียงข่าวโทรทัศน์ภาคค่ำแว่วๆ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่งในชุดปัจจุบัน "ภักดี โพธิศิริ" อดีตท่านเป็นเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาในยุครัฐบาลทักษิณ ช่วงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็น รมว.สาธารณสุข ท่านตอบนักข่าวเท่าที่ผมฟังสรุปได้ว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔-๒๕๔๙
ทักษิณทำผิดถึง ๑๕ ครั้ง!?
เพราะตลอดที่เป็นนายกฯ ในการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ทักษิณไม่เคยแจ้งการถือครองหุ้นชินเลยแม้แต่ครั้งเดียว!
ธรรมโอวาทของท่านเจ้าคุณนรฯ บอกว่า "สามผิดเร่งคิดตรอง ถึงสี่อีกทีห้า หกซ้ำ อภัยไฉน" แต่ทักษิณผิดถึง ๑๕ ครั้ง อย่างนี้เรียกว่าเกิน "โจรในสันดาน" ไปด้วยซ้ำ ถ้ายังให้อภัย ก็ควรย้อนใคร่ครวญด้วยว่า ผิด ๔-๕ ครั้ง "พระกรรมฐานกลางกรุง" ท่านยังเตือนสติว่า "อภัยไฉน"
แล้วนี่ตั้ง ๑๕ ครั้ง "เฉพาะที่จับได้" มันผิดจากขั้วโลกเหนือยันขั้วโลกใต้ไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าให้อภัย นั่นไม่ใช่อภัย แต่เป็นการรู้เห็นเป็นใจ หรือสมรู้ร่วมคิดกับคนผิด แถมไม่ใช่ความผิดระหว่างบุคคลต่อบุคคล แต่...เป็นความผิดต่อชาติ ต่อประชาชนโดยตรง!
นี่เห็นกองทัพแดงทักษิณเขาออกตารางปฏิบัติการ "ผิดบ้าน-ผิดเมือง" มาแล้ว นัยว่าจะ "เผาหลอก" กันตั้งแต่วันที่ ๗ มี.ค.เรื่อยไป พอถึงวันที่ ๑๔ มีนา เขาก็จะ "เผาจริง" พวกเขาเอง
ฟังดูการจัดทัพจากทั่วประเทศมารวมตัวเพื่อ "ตียึดกรุงเทพฯ" แล้ว นี่ถ้าไม่ใช่แผนพวกยี่เกเก่า ก็มาจากพวกซ้ายละเมอ ถ้าดูตามลีลาแล้ว โจรนอกสภาฯ กับโจรในสภาฯ เขาประสานแผนกัน เรียกว่าให้โจรนอกสภาฯ ยกทัพมา "ตีเมือง" แล้วโจรในสภาฯ ก็จะเล่นบท "ตีรัฐบาล" โอบเข้าเป็นปีกกา เมื่อตีได้ทั้งเมือง ได้ทั้งรัฐบาลแล้ว
แดงทักษิณก็จะ "ยึดทั้งบ้าน-ยึดทั้งเมือง" อัญเชิญ "พระเจ้ามูลแม้ว" กลับมานั่งเมือง!?
การที่เขาเปลี่ยนแผนเลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลออกไปก่อน ซึ่งผิดจากแผนเดิมที่จะยื่นทันที ประเด็นก็ไม่มีอะไรมาก คือสงคราม ๑๐ ทัพครั้งนี้ พวกเขาวางแผนสำเร็จไว้แล้วว่า ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ถ้าไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้องเอาด้วยคาถา แต่ถ้าทั้งเล่ห์-ทั้งกล-ทั้งมนต์-ทั้งคาถา ยังยั่วยุให้ฝ่ายรัฐบาล ทหาร-ตำรวจ "ปราบประชาชน" ในความหมายของเขาไม่ได้
พวกเขาจะเป็นฝ่าย "ปราบรัฐบาล"!
ปิดประตูกรุงเทพฯ ด้วยระบบคมนาคมจากทุกทิศ ไม่ให้มีการติดต่อ "ภายนอก-ภายใน" แล้วใช้ระบบสื่อสารดาวเทียมยิงภาพ-ยิงข่าวให้ชาวโลกเข้าใจในเหตุการณ์ว่า "ประชาชนปฏิวัติ"
แต่ถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่วางแผนไว้ ก็จะใช้แง่มุมภาพในการนำเสนอให้เห็นเป็นว่า "ทหารปราบประชาชน" ฟ้องชาวโลก อันเป็นการยึดพื้นที่ข่าวด้วยการนำเสนอเรื่องราวก่อน!
พวกเขามั่นใจว่า "ชนะแน่" ชนะแผนแรกในที่นี้ คือบีบให้อภิสิทธิ์ต้องจำยอมด้วยการ "ยุบสภาฯ" แต่ถ้าไม่ยุบก็จะใช้แผนสอง "เผาเป็นเผา" เอาให้จลาจลโกลาหลโลกกันไปเลย
เพราะแผนมีอย่างนี้ จึงเลื่อนยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไป เพราะถ้ายื่นจะเข้าแง่กฎหมาย ก่อนมีการอภิปรายจะ "ยุบสภาฯ ไม่ได้" นี่คือไต๋ของเขา หวังให้ยุบสภาฯ เพราะเขามั่นใจว่าถ้ามีเลือกตั้งใหม่ ประชาชนจะเลือกพรรคเพื่อไทยกลับเข้ามาเป็นรัฐบาล
แต่ถ้าสงคราม ๑๐ ทัพหนนี้ ลงท้าย...ได้แค่เห่า แต่กัดไม่เข้า เขาก็จะวกกลับมาใช้ยุทธวิธี "ตีจากข้างใน" ยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรียกว่าเอามันทุกทิศ-ทุกทาง อภิสิทธิ์อยู่ได้-อยู่ไป ถ้าอยู่ไม่ได้
พวกกู-เสื้อแดง "ตายเอง"!?
ก็ทำไมจะไม่ตายล่ะ กองทัพฝรั่งเศสบุกยึดรัสเซีย ลงท้ายถูกหิมะฝังตายทั้งกองทัพ นี่เหมือนกัน ขนาดต้นเดือนมีนายังร้อนกันจนเหมือนหมาหอบแดด แล้วตอนกลางมีนามิปาเข้าไปร่วม ๔๐ องศาหรือ แถมใส่เสื้อแดง "ดูดแดด" ให้แผดเผาหนัก ผมก็เกรงว่าลูกทัพแดงของทักษิณทั้ง ๑๐ ทัพจะกลายเป็น "เนื้อแดดเดียว" น่ะนา
ข้างบนหัว ก็พระอาทิตย์เผา ข้างล่างเท้าก็กระไอร้อนจากพื้นถนน ย่างบน-ย่างล่าง พอร้อนใกล้ตับแตก เดี๋ยวรามสูรเห็นสีแดงๆ ลานลูกตาก็จะออกมาควงขวาน ฟ้าแลบแปล๊บปล๊าบ แล้วฝนก็มาแล้วคร้าบบบบ เทโครมๆๆๆ
ก็เห็นเสื้อแดงชุมนุมทีไร ฝนตกล้างจัญไรทุกทีมิใช่รึ?
นี่ผมพูดเรื่องภาคนรก-ภาคสวรรค์เท่านั้นนะครับ ไม่ได้พูดถึง "ภาคทหาร-ตำรวจ" ให้ฟังว่าคราวนี้ "พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา" ในฐานะ ผบ.ทบ.ท่าน "ตัดใจ-ขายขาด" แล้วนะครับ อย่าประมาณสถานการณ์ต่ำไปเชียว
คราวนี้ ใครแหลมมา จะถูกแหลมเปี๊ยบกว่าแทงกลับ บอกไม่เชื่อ!?
เห็นมีโปรแกรมว่าระหว่างวันที่ ๑๔-๑๖ มีนา นายกฯ อภิสิทธิ์จะไปเยือนออสเตรเลีย ถ้ามองถึงความรับผิดชอบ ใครเป็นนายกฯ ก็ต้องไม่ไปไหน ขืนไปถูกด่า "ทิ้งหน้าที่หนีเอาตัวรอด" แต่สุนทรภู่บอกว่า "รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" ก็ไปเถอะครับ ๒ วันเอง อยู่ทางนี้ท่านรองฯ สุเทพ กับท่านรัฐมนตรีกลาโหม "รับหน้าเสื่อ" ได้สบายอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรหรอก ท่านไป-ผมจะได้ฝากซื้อ "ตุ๊กตาหมีโคลา" ซักตัว.







