คึกคักเป็นกรณีพิเศษสำหรับข่าวคราวความเคลื่อนไหวในการเดินหน้าปฎิรูปประเทศไทยในยามนี้ แต่จะครึกโครมต่อเนื่องหรือตื่นเต้นแค่ชั่วครั้งชั่วคราวนั้น คงต้องหยิบยืมสุภาษิตไทยที่ว่า...ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ..มาเป็นเครื่องเตือนใจ
เพราะการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก หรือการปฏิรูปอย่างที่สังคมไทยกำลังตื่นตัวในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย และแน่นอนต้องใช้ความพยายาม และความอดทน จริงจัง ร่วมมือร่วมใจ สมกับเป็นวาระของชาตินั่นเอง
ลำพังอดีตนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน แสดงภาวะผู้นำ ผนวกกับวิสัยทัศน์ของศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ตอบสนองต่อคำร้องขอของผู้นำคลื่นลูกใหม่อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีเสียงเชียร์ของแฟนคลับ ”คนรักอภิสิทธิ์” เป็นแรงใจผลักดัน คงไม่เพียงพอ ตราบเท่าที่ “เรา” ประชาชนคนไทยมิได้สำเหนียกร่วมกันว่า เรื่องนี้เราทุกคนมีหน้าที่ต้องลงมือกระทำด้วย
ช่วยกันคิด ช่วยกันพูด และต้องไม่ลืมช่วยกันทำครับ จึงจะสัมฤทธิ์ผล
อย่างน้อยที่สุด การที่รัฐบาลลุกขึ้นมาสนใจขับเคลื่อนอย่างคึกคักตอนนี้ ผมก็มองว่า ดีกว่าอยู่เปล่าๆ เพราะถ้ารัฐบาลชุดนี้มีอันหมดวาระการบริหารบ้านเมืองไปเสียก่อน ประเทศไทยก็ยังมี “พิมพ์เขียว” หรือเอกสารหลักฐานเป็นบันทึกส่งมอบต่อให้ผู้บริหารชุดต่อไปได้นำไปดำเนินการได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ให้เสียเวลา
ถ้อยแถลงของสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา เกี่ยวกับโครงการ “6 วัน 63 ล้านความคิด” เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ผ่านโทรศัพท์ ตู้ ปณ.9999 และทางเว็บไซด์นายกรัฐมนตรีนั้น ผมเห็นว่า “กิ๊บเก๋” ทันใจดีนะครับ แต่จะ “ได้ใจ” หรือเปล่า เรียนตามตรงว่า วันนี้ยังเร็วเกินไปที่จะให้คะแนน เนื่องจากนักการเมืองนั้นถนัดนักเรื่องการสร้างภาพ
ในฐานะของผู้ใฝ่ฝันอยากเห็นการปฏิรูปเป็นจริง ผมเห็นว่า แค่ตีปี๊บ เปิดโทรโข่ง ประชาสัมพันธ์ปลุกเร้าทุกฝ่ายให้ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยอย่างที่นักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลทำอยู่นั้น ยังแค่เด็กๆครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์ในเวทีเครือข่ายสถาบันทางปัญญา ที่ถกเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยให้น่าอยู่ที่สุดในโลกมากว่า 5 เดือน โดยประชุม ระดมความคิดเห็น นำเสนอรูปแบบต่างๆจากการลงมือกระทำจริง มีรายงานผลการศึกษาวิจัยประกอบในการทำงานหลายครั้งหลายคราวนั้น
ผมพบว่า การปฏิรูปประเทศไทยแค่พูด แค่คิด แค่อภิปราย แค่สัมมนา ไม่สำเร็จหรอกครับ ถ้าไม่ลงมือทำ
โครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิด ที่มีการระบุถึงการกระตุ้นให้คนไทยได้บริจาคความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนั้น ถือเป็นวิธีการทำงานรูปแบบที่เริ่มจากระดมความคิดเห็น หรือรวบรวมปัญหา สรุปประเด็นก่อนจะลงมือปฏิรูป ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่เข้าไปเปิดเว็บไซต์
http://www.pm.go.th/forward แล้วพบคำอธิบายว่า...
ที่ผ่านมา ภาคการเมืองของประเทศไทย มักเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมทางนโยบายเพียงแค่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยภาคการเมืองเป็นผู้นำเสนอนโยบายต่างๆ และจะนำมาทำตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้กับ ประชาชนเมื่อ พรรคการเมืองนั้นๆได้รับเลือกตั้งขึ้นเป็นรัฐบาล โดยในความเป็นจริงอาจเลือกปฏิบัติเพียงบางส่วน และอาจไม่ตรงตามความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ซึ่งในปัจจุบันนี้ ภาคประชาชนได้มีความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างสูง ประชาชนหลายกลุ่มได้ออกมานำเสนอความคิดและนโยบายใหม่ๆที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
ดังนั้นถ้าประชาชนสามารถเสนอแนวคิดและวิธีการดำเนินการต่อภาครัฐ และรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาเลือกหยิบไปใช้ จะช่วยตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงจุด ถือเป็นการเชื่อมโยงและประสานแนวคิดกับการปฏิบัติจริง
สำนักนายกรัฐมนตรี ผู้จัดทำเว็บไซต์ pm.go.th และเว็บไซต์ ideas.in.th จึงร่วมมือกันในการนำแนวคิดจากภาคประชาชนไปใช้จริง ในการทำโครงการ เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย (Ideas for Thailand) โดยใช้เครื่องมือของ Ideas for Thailand “เมืองไทย คุณสร้างได้” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีแนวคิดในการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อบริหารมาเสนอผ่านช่องทางดังกล่าว โดยที่ภาครัฐและภาคประชาชนจะร่วมกันคัดเลือกแนวคิดที่ดี และปฏิบัติได้จริงไปดำเนินการโดยใช้กลไกภาครัฐเป็นเครื่องมือสนับสนุน…
ครับ..มันแค่เริ่มต้น แต่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ก็เพราะรูปแบบและยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการอย่างนักการเมืองนั่นไง
ลองคิดดูสิครับ 63 ล้านความคิดมีจริงล่ะก็ แค่ 6 เดือนจะทำกันไหวไหม ผมจึงยืนยันว่า ลงมือทำเท่านั้นจึงจะปฏิรูปประเทศไทยได้
ความเหลื่อมล้ำจะจางหายไปจากความรู้สึกของคนในสังคมไทยได้หรือเปล่านั้น ยังต้องทำกันอีกนานครับ เพราะการได้มีช่องทาง หรือโอกาสแสดงความเห็นที่เท่าเทียมกันก็เป็นแค่บริบทหรือวิถีทางที่เรียกตามภาษาฟังแล้วรื่นหูว่าหนทางแบบประชาธิปไตยเท่านั้น
แล้วใครล่ะ?!?ที่จะทำให้สำเร็จได้ ในเมื่อนักการเมืองมาแล้วก็ไป เลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมกับนโยบายใหม่ๆ ฯพณฯทั้งหลายจะหยิบพิมพ์เขียวจากโครงการ 6 วัน 63 ล้านความคิดอันแสนกิ๊บเก๋ในวันนี้ มาใช้ หรือปล่อยให้ฝุ่นจับเกาะอยู่ในลิ้นชักตึกไทยคู่ฟ้าของทำเนียบรัฐบาลหรือเปล่านั้น ..กาลเวลาเท่านั้นจะให้คำตอบได้
ฉะนั้น..ผมมองความเคลื่อนไหวของการปฏิรูปประเทศไทยตอนนี้เป็นแค่กระแส โดยคาดหวังและลุ้นอยู่ในใจว่า กระแสนี้เมื่อผุดขึ้นในสังคมไทยแล้ว จะมี “มือ” ที่แข็งแกร่งมาร่วมจับและจัดการทำให้เป็นจริง โดยระยะเวลา 3 ปี ไม่ใช่ข้อจำกัดเวลา หรือการผูกมัดทางใจ ขอเพียงมีความต่อเนื่องเท่านั้นครับ
นายใฝ่ฝัน ปฏิรูป









