ไม่รู้ ไม่ทราบ ไม่แน่ใจ และเดาไม่ถูกเหมือนกันว่า เหตุการณ์บ้านเมืองนับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไปจะเป็นอย่างไร ...
5 มีนาคม “วันนักข่าว” ของทุกปี อาจจะแทบจะไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับวันอื่นๆ ทั่วไป เพราะในฐานะสื่อมวลชน พวกเรายังคงต้องทำงานปกติ และ ขอโทษที ..เรามิได้มีโอที หรือเงินพิเศษเนื่องในวันหยุดแต่อย่างใด
เร็วๆ นี้ มีโอกาสได้นั่งฟังการประชุมปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย ซึ่งมีหัวข้อที่น่าสนใจ และถือว่า “อินเทรนด์” หรือสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองไม่แพ้ปัญหาการเมืองเรื่องร้อนๆเวลานี้ ไม่มากก็น้อย
ความสนใจของคนในสังคมไทยห้วงระยะนี้ เกือบร้อยทั้งร้อยน่าจะพุ่งตรงไปบนถนนการเมืองว่าด้วยข้อมูลข่าวสารในคดี “ยึดทรัพย์” ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพราะมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันอย่างหนาหูหนาตาว่า
ประเทศไทยอาจจะเจอจุดเปลี่ยนจากกรณีนี้!!!
มุมมองในการพิเคราะห์ปัญหา ปรัชญาในการแก้ปมปัญหา ตลอดจนวิถีคิดและบริหารจัดการปัญหาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น หากพิจารณาอย่างเป็นธรรมแล้ว ถือเป็นรูปแบบหรือสไตล์ของแต่ละคน ที่ไม่อาจจะกำหนดเป็นสูตรตายตัวได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงมักได้เห็นหรือได้อ่านเรื่องราวความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยบ่อยครั้ง
ถึงเทศกาลตรุษจีนทีไร มักจะมีตัวดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจออกมาเป็นข่าวคราวเกาะกระแสการแจกเงินแต๊ะเอีย หรืออั่งเปาเสมอ
ประมาณว่า “หั่งเช้ง” (เศรษฐกิจ) ดี เงินแต๊ะเอียในซองอั่งเปาก็จะหนา แต่ถ้าแบงก์สีม่วงสีน้ำตาลมีน้อย ส่วนใหญ่เป็นสีแดงหรือสีเขียวล่ะก็ หมายความว่า “บ่หั่งเช้ง” คือเศรษฐกิจย่ำแย่จนซองแดงแบนแต๊ดแต๋นั่นเอง
ความสนใจของผมยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องของนมโรงเรียน ด้วยเหตุผลต่างๆ มากมาย ฯลฯ
หลายครั้งหลายหนที่ผมมีโอกาสไปนั่งฟังการสัมมนาหรืออภิปรายอันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเพื่อหาทางออกหรือแก้วิกฤตสังคมไทย แทบทุกเวทีไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคม หรือว่าเศรษฐกิจ มักจะหยิบยกแนวคิดหรือเสนอแนะช่องทางการแก้ปัญหาให้มีการตั้ง “องค์กรอิสระ” หรือองค์กรมหาชนก็แล้วแต่จะเรียกขานขึ้น
แวะเข้าไปฟังการประชุมของเครือข่ายสถาบันทางปัญญา ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะคนไทย เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา เพราะเห็นว่าเป็นการประชุมครั้งแรกในการเปิดศักราชปี 2553 แล้วก็ได้รับรู้จากปากของ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพหรือ สสส. ว่า การประชุมเพื่อขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดทุกวันอังคารเว้นวันอังคารครั้งนี้เป็นครั้งที่ 26 แล้ว ที่สำคัญคือ เป็นวาระครบรอบ 1 ปีของการประชุมด้วย
อ่านข่าวเล็กๆ ในหน้าการศึกษา “ไทยโพสต์” พบปัญหาข้อเสนอของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ขอให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ พิจารณา “คะแนนความดี” ของนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งในการรับเด็กเข้าเรียนต่อ แต่ปรากฏว่าเสียงสะท้อนกลับเป็นเสียงโต้แย้งแสดงความไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า “ความดี” เป็นเรื่องนามธรรมที่มิอาจตัดสินได้ว่า ..ใครดีกว่าใคร.. นอกจากนั้นที่น่าสนใจคือ อาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยชี้ว่า ... ดีอย่างเดียวไม่พอ หากเรียนไม่ได้ ก็จะเสียเวลา และเสียงบประมาณทางด้านการศึกษาโดยใช่เหตุ







