สองวันที่ผ่านมา...ก็ยังไม่มีอะไรถึงกับน่าหวั่นไหว น่าวิตก อย่างที่ใครต่อใครเคยคาดๆ กันเอาไว้ บรรดาม็อบเสื้อแดงนับหมื่น นับแสน หรือนับล้าน ก็แล้วแต่ใครจะนับ ยังคงสนุกสนานเริงร่าอยู่กับการตากแดดเปรี้ยงๆ คึกคักไปกับอุณหภูมิความร้อนระดับ 30 กว่าองศา อย่างน่าตื่นตะลึงพรึงเพริดเป็นอันมาก...
เอม กับ อุ๊งอิ๊ง เผ่นไปยังสวิตเซอร์แลนด์เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะวกกลับมาดูนิทรรศการไอทีบีที่เยอรมนีอย่างสบายใจเฉิบ ส่วนคุณหญิง อึ๊บ ได้ตัดสินใจพา โอ๊ค ไปดูอะไรก็ไม่รู้ที่ฮ่องกง แต่สุดท้ายปลายทางหนีไม่พ้นที่จะไปสุมหัวรวมตัว แสดงความรัก ความอบอุ่น ภายในครอบครัว ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ขณะที่ครอบครัวอื่นๆ ซึ่งถูกชักนำให้มาตายแทนครอบครัวของตัวเอง คงจะต้องนอนหงายท้องอยู่กลางแดด กลางถนน ไม่รู้จะอีกกี่พัน กี่หมื่นครอบครัว...
แค่ต้นๆ มีนา...ยังไม่ทันถึงเดือนเมษา. อุณหภูมิความร้อนก็หอบไอแดดมาแผดเผา ระดับแทบจะต้องแก้ผ้าทำงานเอาเลยก็ว่าได้ แต่เพียงเท่านี้ยังต้องถือว่าระดับน้องๆ เพราะถ้าหากว่ากันตามความคาดหมายของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งได้ออกมาประเมินสถานการณ์ความร้อนเอาไว้ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ว่ากันว่า...ระดับอุณหภูมิสูงสุดน่าจะไม่น้อยไปกว่า 43 องศา หรือเป็นระดับอุณหภูมิที่เคยทำให้พวกฝรั่งในยุโรป ร้อนตาย นับเป็นพันๆ ราย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั่นเอง...
อีกแค่สี่ซ้าห้าวัน...ก็จะถึงกำหนดวันเคลื่อนพยุหพลโยธาของบรรดาพลพรรคเสื้อแดงทั้งหลาย เพื่อทำสงคราม 10 ทัพ ภายใต้การบัญชาการของ พระเจ้ามูลเมือง ผู้นั่งกระดิกหัวแม่เท้าข้างซ้ายอยู่ ณ มหานครดูไบ รอดูความตายของเหล่าอาณาประชาราษฎร์ ตลอดไปจนความพังพินาศฉิบหายของบ้านเมืองอย่างใจจดใจจ่อ...
"จริงๆ แล้ว...เวลานี้อาจจะเลยจุดของการมีเหตุมีผล จนใครๆ ก็พูดว่า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด แต่เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น ที่พูดกันว่ารักชาติ ก็อยากจะถามว่าเราทำอะไรที่ทำให้ชาติไม่ล่มจมบ้าง ถ้าทำได้จะช่วย หากเราไปทำตามกระแส ก็จะเละลงทะเลกันไปหมด..."
ถ้าจะถามว่า...อะไรคือ วิกฤติ ที่หนักหนาสาหัสที่สุดสำหรับสังคมไทยทุกวันนี้...คำตอบน่าจะหนีไม่พ้นไปจาก วิกฤติทางปัญญา นั่นแหละท่าน!!! ทั้งๆ ที่น้ำท่า ข้าวปลา บริบูรณ์ไปซะทุกสิ่งทุกอย่าง แถมพระสยามเทวาธิราชท่านยังช่วยปกป้องให้แคล้วคลาดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมาแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้งกี่หน ต่างไปจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือนานาประเทศ ที่ต่างก็ต้องเจอกับโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น มิแลเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพามาโดยตลอด...
ตัวเลขคนตายจากกรณีแผ่นดินไหวที่ประเทศชิลี เขยิบขึ้นไปถึง 700 กว่าๆ ส่วนจำนวนผู้ประสบความเสียหายจากภัยพิบัติคราวนี้ มีปริมาณครอบคลุมไม่น้อยไปกว่า 2 ล้านคน...ต้องถือว่าหนักหนาสาหัสไม่เบา แม้นว่าจะไม่ฉกาจฉกรรจ์เท่ากับเฮติ ที่จนกระทั่งทุกวันนี้นอกจากยังไม่สามารถลืมตา อ้าปาก ได้ถนัดๆ ยังต้องโรคซ้ำกรรมซัด เจอกับภาวะน้ำท่วม พายุถล่มตามมาติดๆ...
ในเมื่อผลการตัดสินคดีมันออกมาในรูปนี้...ไม่ว่าจะเป็นตัว ทักษิณ หรือบรรดาผู้ รักทักษิณ ทั้งหลาย อย่ามัวไปเสียเวลาโยนบาป ไปกล่าวโทษ อำมาตย์ ท่านต่อไปอีกเลย เพราะโดย ความจริง หรือโดย ข้อเท็จจริง ซึ่งศาลท่านได้เรียบเรียงให้เห็นออกมาเป็นขั้นเป็นตอนนั้น...จะเป็นศาลไหนต่อศาลไหนก็เถอะ ยังไงๆ คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องตัดสินชี้ขาดไปในแนวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น...
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์...ก็คงเป็นแค่ วันธรรมดา วันหนึ่ง อย่างที่ผู้หลัก-ผู้ใหญ่บางท่านได้เคยออกมาให้คำนิยามเอาไว้ แม้นว่าในวันนี้...ใครต่อใครอาจจะนั่งลุ้นกันชนิดตัวโก่ง ตัวเกร็ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว...ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็คงต้องเป็นไปตาม เหตุปัจจัย นั่นแหละท่าน หรือเป็นไปตามกฎอิทัปปจยตา ว่าด้วยเหตุเพราะสิ่งนี้สิ่งนี้...สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเป็นไป...
วันสองวันที่ผ่านมา...หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ และทีวี เนชั่น ได้นำเสนอข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย และอาจเรียกได้ว่า เป็นข่าวซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นคำตอบ คำอธิบาย ต่อพฤติกรรมของผู้คน ต่อปรากฏการณ์ทางสังคมในหลายต่อหลายกรณีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีทางการเมือง เศรษฐกิจ ตลอดไปจนถึงระบบความคิด ความเชื่อ ของประชาชนในแต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่า ที่ไม่เพียงจะเต็มไปด้วยความหลากหลายมากขึ้นๆ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความวิปริต ผิดเพี้ยน หนักขึ้นๆ ทุกที...







