ไทยก้าวหน้าเทียบตปท. รักษาโรคระบบประสาท หลอดเลือดสมองชั้นเยี่ยม

  • Monday, November 13, 2017 - 00:01

    หมออุดม เผย ไทยมีความก้าวหน้าเทคโนโลยีรักษาโรคระบบประสาทที่ทันสมัย มีการรักษาสโตรกที่ดี โดยการใช้รังสีร่วมไม่ต้องผ่าตัด โดยเครื่อง DSA พร้อมมีมาตรฐานการผ่าตัดโรคลมชักระดับ 4 เทียบเท่าตะวันตก เปรียบชัดที่สุดกับประเทศแคนนาดา

    นพ.อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในการรักษาผู้ป่วยโรคระบบประสาท ในการประชุมวิชาการชมรมพยาบาลโรคระบบประสาทแห่งประเทศไทย เรื่อง “การพยาบาลผู้ป่วยโรคระบบประสาทในยุค 4.0” เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า การจะดูแลผู้ป่วยระบบประสาท อาทิโรคหลอดเลือดสมอง โรคลมชัก โรคระบบประสาทไขสันหลัง และโรคเนื้องอกสมอง เพื่อนำไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ได้มีการเสนอเชิงนโยบายให้มีการรักษาเพื่อลดอัตราการตาย พิการของผู้ป่วยในโรคระบบประสาท ซึ่งสถาบันประสาทวิทยาของ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีระบบส่งต่อ ซึ่งมีการส่งต่อผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งพบว่าที่ผ่านมาโรคหลอดเลือดสมองหรือ สโตรก แบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน และภาวะหลอดเลือดสมองแตก เป็นโรคทางระบบประสาทที่สำคัญ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยอยู่ในอับดับ 1-3 ของทุกปี ซึ่งขณะนี้แผนกผู้ป่วยสโตรกของ รพ. สังกัด สธ. ก็มียาสลายลิ่มเลือดที่ได้มาตรฐาน แต่หากการสลายลิ่มเลือดไม่ได้ผลหรือมีความเสี่ยง ทางสถาบันฯ ก็มีเครื่อง Bi-plane DSA ซึ่งใช้ในการตรวจเอกซเรย์วินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดสมอง รวมไปถึงหลอดเลือดแขนขา ทั่วร่างกาย ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการใช้รังสีร่วมรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากไม่ได้ผลก็ต้องมีการรักษาด้วยการผ่าตัด

    นอกจากนี้สถาบันประสาทวิทยายังเป็นศูนย์ผ่าตัดโรคลมชัก 1 ใน 5 ของประเทศไทย มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ศูนย์ผ่าตัดโรคลมชักระดับ 4 ซึ่งในการรักษาด้วยการผ่าตัดดังกล่าวจากทีมสหวิชาชีพใกล้เคียงกับการผ่าตัดของประเทศในตะวันตก เปรียบเทียบได้ชัดเจนที่สุดกับประเทศแคนาดา ในอนาคตที่จะถึงจะได้มีการผ่าตัดโรคลมชักด้วยหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มความแม่นยำว่ามีอะไรคุกคามหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาดูแลผู้ป่วยโรคประสาทก็จะได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภายนอก ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการลงนามความร่วมมือต่างๆ กับหน่วยงานอื่นๆ หลายโครงการ

    “สำหรับความร่วมมือในประเทศอาเซียน ที่ผ่านมาก็ได้มีการไปแลกเปลี่ยนและให้ความรู้ในประเทศต่างๆ และบางประเทศก็มีการส่งคนมาดูงานของเราด้วย เห็นได้ชัดคือประเทศเมียนมาหลังจากได้นำความรู้ของเราไปพัฒนาต่อ ก็สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยสโตรกได้เอง ซึ่งทางเมียนมาก็ได้มาเสนอความภาคภูมิใจของเขา แต่ก็ไม่ใช่ความภาคภิใจของเขาคนเดียว เป็นความภาคภูมิใจของเราด้วย” นพ.อุดม กล่าว.

  • เปลว สีเงิน

    ไม่อยากให้สับสน ประเด็นการซ่อม หรือการลงโทษทหาร เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว ธรรมดามาก... วงการทหารทั่วโลก ล้วนมีการซ่อมกันทั้งนั้น และที่เหมือนๆ กันคือ กติกาที่ว่า "ห้ามแตะตัว"! ฉะนั้นถ้าจะพูดถึงประเด็นนี้ ไม่ต้องโลกสวย กรรมการสิทธิมนุษยชนไม่เกี่ยว ไม่ต้องดึงมาจุ้นจ้าน การซ่อมจะสลบหรือเปล่าไม่รู้....ไม่ถึงตายแน่ ส่วนการ "ซ้อม" จะเป็นอีกเรื่อง
  • บทบรรณาธิการ

    จนถึงช่วงเย็นของวันพฤหัสบดีที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา รายชื่อคณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 5 ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการออกมา หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้นำรายชื่อรัฐมนตรีที่มีการปรับเปลี่ยนขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ชวนชาวพุทธทั่วโลกร่วมด้วย รัฐบาลเตรียมจัดสวดมนต์ข้ามปีถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ทั้งวัดในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั่วประเทศ 23,577 แห่ง รวมทั้งวัดไทยในต่างประเทศอีก 120 วัดและสวดมนต์ข้ามปีอาเซียน
    ตูนหยุดพักวิ่ง 2 วันรักษาอาการบาดเจ็บ แต่ก็ยังไปมอบทุนการศึกษาให้โรงเรียนเขตบางสะพาน ขณะที่หลายฝ่ายจัดกิจกรรมรับบริจาคสมทบทุน
    เสี่ยรับเหมาก่อสร้างเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ระแวงพริตตี้เมียสาวตีตัวออกห่างจนทะเลาะกันรุนแรง บันดาลโทสะคว้าไม้หน้าสามตีแล้วแทงคอซ้ำ ก่อนโทร.แจ้งแม่ผู้ตายไปจัดการศพ
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว