พรรคทหาร 'การเมืองหลงทิศ'

  • Tuesday, November 7, 2017 - 00:00


    มีการพูดกันถึงเรื่อง "ทหารจะตั้งพรรค"!

    ในความหมายนี้..........

    ถ้าตั้งเพื่อรองรับ "นายกฯ ประยุทธ์" สู่นายกฯ ระบบรัฐสภา เพื่อสานงาน "สร้างบ้าน-สร้างเมือง" ต่อจากที่ค้างไว้

    ขอบอกว่า...ไม่จำเป็น!

    แต่ถ้าตั้งในความหมาย รองรับคณะทหารและพรรคพวกเครือข่าย "ประวิตร" เพื่อสืบต่องาน "ธุรกิจการเมือง" ละก็

    เอาตามที่ชอบเถอะ!

    เคยได้ยินคำว่า "นักเลงผิดซอย" กันใช่มั้ย?

    คือแต่ละสนาม มี "เจ้าถิ่น" ครองทั้งนั้น ตัวเองใหญ่อยู่สนามหนึ่ง ขืนพกความใหญ่ไปเบ่งในสนามคนอื่น

    เดี๋ยวก็เจ็บ!

    เช่น ทหาร ใหญ่ในเขตกองทัพ ไปกร่างในสนามเลือกตั้ง โอกาส "เสียทหาร" มีสูงมาก

    นักการเมืองเหมือนกัน ใหญ่ในสนามเลือกตั้ง ไปซ่าใน "เขตทหารห้ามเข้า" จะเป็นหมันเอาได้ง่ายๆ

    เขาจึงว่า "มังกรพลัดถิ่นหรือจะสู้งูดินเจ้าที่"!

    แต่ทหาร เรียนประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว ย่อมรู้ การเมืองในสนามเลือกตั้ง นั้น

    รัฐบาลด้วย "พรรคทหาร" ค้ำ เจ๊งทั้งนั้น

    เพราะทหารจะไปใหญ่ใน "รัฐสภา" อันเป็นถิ่นของ "นักเลือกตั้ง" ไม่ได้หรอก

    ในทางกลับกัน นักเลือกตั้ง ก็จะซ่าไม่ออก เมื่อสนามรัฐสภาถูกเปลี่ยนเป็น "สนามนิติบัญญัติเบ็ดเสร็จ"!

    ฉะนั้น ฟันธงได้เลย..........

    นายกฯ ประยุทธ์น่ะ "อนาคต" ถ้าไม่ขึ้นไปอยู่ในสถานภาพที่สูงกว่าเสียก่อนละก็

    ด้วยเส้นทางที่ "จักรวาลกำหนด" มาแต่เกิด

    ท่านจะเล่น-ไม่เล่น ก็แล้วแต่ แต่ท่านต้องถูก "การเมืองเล่น" แน่!

    เพราะอย่างนั้น จึงเป็น "ภาคบังคับ" ให้ท่านต้อง "หันหน้ารับ" กับการเมืองที่จู่โจมเข้ามารอบทิศทาง

    แต่ฟันธงได้เลย...........

    การจะเข้าไปอยู่ในวังวนการเมืองระบบรัฐสภาของนายกฯ ประยุทธ์นั้น

    ท่านไม่พึ่งบริการ "ทหารตั้งพรรค" พันเปอร์เซ็นต์!

    ส่วนใครจะตั้งเพื่อท่าน หรือเพื่อตัวเองแล้วอ้าง "เพื่อท่าน" ด้วย นั่นอีกกรณีหนึ่ง

    เคลียร์กันชัดๆ การเมืองสู่ศตวรรษใหม่นั้น

    ใครจะเป็นนายกฯ..........

    "พรรคการเมือง โดยนายทุนพรรค" จะเป็นผู้ชี้ขาดอย่างตะก่อน ไม่ใช่แล้ว

    ด้วยทิศทางโลก อันมีทัศนคติต่อสังคมบริหารและปกครองที่คำว่า "ประชาธิปไตย-เผด็จการ" รวมกรอบ

    "ประชาชน" ทั้งในระบบและนอกระบบนี่แหละ จะเป็นผู้กำหนด "แต่ละพรรค" มิสามารถปฏิเสธ!

    ที่โพลบอก คะแนนนิยมนายกฯ ประยุทธ์ตกนั้น นั่นเหมือนกินมังคุดทั้งเปลือก

    ลำพังตัวประยุทธ์ ไม่มีตก

    ที่ตกนั่น มาจาก พี่-เพื่อน-พวก และที่ "ผู้จัดการรัฐบาล" ขนเข้ามาในวงจรอำนาจตะหาก

    ก็ดูซี.........

    ทั้งในรัฐบาล ใน สนช. ในคณะกรรมการต่างๆ ที่ตั้ง ตำรวจ-ผู้ว่าฯ แต่ละตำแหน่ง มันต่างกับยุคสมัย "การเมืองกินเมือง" ซะที่ไหน?

    ที่เมืองชลฯ "คนหนังเหนียว"..........

    เหนียวเพราะอะไร เหนียวเพราะ "ตู้เย็น" วิเศษใช่หรือไม่ เขานินทากันหึ่ง!

    เนี่ย การตั้งพรรคทหาร ถ้าตั้งจริง ก็บังหน้า "เพื่อประยุทธ์" แต่ที่บังหลัง เพื่อฐานอำนาจ "ของใคร" อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แดงแจ๋

    พลเอกประยุทธ์ ตอนเรียนสอบได้ที่ ๑...........

    แต่ในหลักสูตรมีการสอนปรัชญานิพนธ์เหมาหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่มั่นใจ ท่านต้องผ่านตา "ปรัชญาเติ้ง" แน่นอน ที่ว่า

    "อย่าตอบแทนบุญคุณส่วนตัวด้วยผลประโยชน์ชาติ"

    ดังนั้น ใครจะตั้ง ก็เรื่องคนนั้น

    ส่วนนายกฯ ลุงตู่ไม่ตั้ง ไม่เข้าไปเกี่ยวเรื่อง "พรรคทหาร" ผมอ่านทางอย่างนั้น

    ประชาชนต้องการความเป็น "ประยุทธ์" คนที่จงรักและตั้งใจทำงานให้บ้านเมือง โดยไม่กินเมือง

    ไม่ได้ต้องการ "ความเป็นทหาร" ในตัวประยุทธ์ แล้วขนพี่ใหญ่-พี่รอง-ผองเพื่อน มารับบัตรสมนาคุณ

    เหตุนั้น นายกฯ ประยุทธ์ "ตัวเบา" จากพวกอับเฉามากเท่าไหร่ ง่ายต่อประชาชนแบก!

    ประวัติศาสตร์การเมืองไทยน่ะ มันมีไม่กี่หน้าหรอก อ่านปรื๊ดเดียวก็จบ ซึ่งมันย่ำวนอยู่อย่างนั้น

    ยุค "จอมพล ป. พิบูลสงคราม" เป็นนายกฯ

    เปิดให้จดทะเบียนพรรคเป็นครั้งแรก อยากสืบต่ออำนาจก็ตั้ง "พรรคเสรีมนังคศิลา"

    เป็นหัวหน้าพรรคเอง เผ่า เป็นเลขาฯ สฤษดิ์-ประภาส เป็นรองหัวหน้าพรรค

    เลือกตั้ง ๒๖ กุมภา ๒๕๐๐ ด้วยความเป็น "นักเลงผิดซอย" การชนะในสนามเลือกตั้งครั้งนั้น ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ถึงวันนี้ว่า

    "เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด"!

    นำไปสู่การเดินขบวนของนิสิต-นักศึกษา แล้วรัฐบาลเลือกตั้งจอมพล ป.ต้องจบด้วยการรัฐประหาร

    โดยจอมพลสฤษดิ์ ผู้เป็นรองหัวหน้าพรรคนั่นแหละ หลังเป็นรัฐบาลได้ ๖-๗ เดือน

    ยุค "จอมพลถนอม กิตติขจร" ก็ตั้งพรรคอีก คือ "พรรคสหประชาไทย"

    รวมพรรคโน้น-นี้ตั้งรัฐบาล ก็ถูกพวก ส.ส.พวกนักการเมืองร่วมพรรค-ร่วมรัฐบาล ต่อรองเอานั่น-เอานี่แลกเสียงสนับสนุน

    จอมพลถนอมต้องแก้ปัญหาด้วยการ "ยึดอำนาจ" รัฐบาลตัวเอง ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เมื่อพฤศจิกา ๒๕๑๔

    และตรงนี้แหละ........

    นำไปสู่ "วันมหาวิปโยค" ๑๔ ตุลา ๑๖!

    จนมาถึงปี พศ.๒๕๓๕ ด้วย "ทหารตั้งพรรค" เป็นฐานรองรับการสืบต่ออำนาจ

    คือ "พรรคสามัคคีธรรม" ที่ดัน "พลเอกสุจินดา" ขึ้นเป็นนายกฯ รัฐบาลเลือกตั้ง

    เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" จึงเกิด!

    เหล่านี้คือกรณีศึกษาสำหรับทหารที่คิดจะตั้งพรรคเพื่อสืบต่ออำนาจจากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย

    ทหาร-เก่งในสนามแต่งตั้ง จะไป (อวด) เก่งในสนามเลือกตั้งและในการเมืองระบบรัฐสภา

    ไม่ง่ายอย่างที่ฝัน!

    แต่ใช่ว่าจะยากเสียเลย ถ้าศึกษาโดยวิจัยแยกส่วน "พรรคทหาร" แต่ละพรรคที่ผ่าน

    ว่า "จอมพล ป.-จอมพลถนอม-พลเอกสุจินดา" พรรคทหารไม่อำนวยในการคงอยู่ของอำนาจเพราะอะไร?

    เพราะทั้ง ๓ ท่าน นอกจาก "ถือมั่น" ในอำนาจทหารค้ำชูแล้ว

    ยัง "ถือดี" ในตัวเอง.........

    โดยที่ประชาชนมองไม่เห็น "ดี" ที่จะต้องถนอมรักษาตัวท่านไว้ เพื่อให้ทำหน้าที่ต่อ!

    ในทางเดียวกัน เผด็จการสฤษดิ์ ก็มีฝ่ายต่อต้าน แต่สฤษดิ์ใช้อำนาจเผด็จการนั้น "พัฒนาประเทศ-พิทักษ์สถาบัน"

    ประชาชนเห็น "ดี" และยอมรับความ "ดี" จอมพลสฤษดิ์ จึงอยู่ได้ยาว

    พลเอกเปรม ไม่ตั้งพรรค ไม่มีพรรคทหารหนุน ไม่ลงเลือกตั้ง แต่ท่านเป็นนายกฯ กึ่งเผด็จการ-กึ่งประชาธิปไตย ยาวนานถึง ๘ ปี ยาวนานกว่านายกฯ ทุกคน-ทุกระบบ!

    นั่นเพราะ ประชาชนมองเห็น "ดี" ที่พลเอกเปรมทำ "ดี" ให้แก่สังคมชาติบ้านเมือง

    จากจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็พลเอกเปรมนี่แหละ........

    เป็นผู้นำแล้ว "สร้างบ้าน-แปงเมือง" เป็นรูปธรรมจับต้องได้

    แล้วก็มาถึง "พลเอกประยุทธ์"...........

    ดูไปแล้ว เหมือนทั้งสฤษดิ์และป๋าเปรมรวมอยู่ในตัวนายกฯ ประยุทธ์

    เป็นนายกฯ เผด็จการโดยชื่อ แต่ประชาธิปไตยโดยกระทำ ประชาชนมองเห็น "ดี" ในสิ่งที่ประยุทธ์ชำระสะสางและสร้างทางใหม่ให้สังคมชาติ

    รัฐบาลเลือกตั้ง ยังยากที่จะอยู่ครบเทอม แต่นี่..รัฐบาลเผด็จการ นายกฯ ประยุทธ์กำลังเข้าปีที่ ๔

    ประชาชนไม่ปฏิเสธประยุทธ์

    แต่รังเกียจและเบื่อหน่าย "นาย-พี่-เพื่อน" และพวกพ้อง ที่ขนกันเข้ามาเต็ม

    ถ้าดี ใครจะไปว่า

    แต่นี่...แต่ละคน "สังคมยี้" เป็นส่วนใหญ่ และหลายราย "ลายพร้อย" ด้วยมลทินจากทั้งกฎหมายและใจสังคม

    ที่เด่นกว่าสฤษดิ์อยู่เรื่อง...........

    คือสฤษดิ์ตัดไม่ขาดเรื่องคอร์รัปชัน แต่ประยุทธ์ เข้าพรรษาที่ ๔ ยังบริสุทธิ์ ไม่ต้องปลงอาบัติเรื่องแตะต้องปัจจัยอันมิใช่ของตน

    แยกส่วนดูอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่า

    "คนดี-คนไม่ดี" ตะหาก คือ "ประชาธิปไตย โดยประชาชน" ยึดเป็นคุณสมบัติชี้ขาด

    ไม่ใช่ "ยึดพรรค-ยึดระบบ-ยึดอามิสสินจ้าง" เป็นเกณฑ์

    แต่จะยึด เมื่อไม่มีคนดีที่เห็นชัดให้สนับสนุน ชาวบ้านก็จำเป็นเลือกแบบ "หนุบๆ หนับๆ"

    ที่เห็นข้าทาสสังกัดเพื่อไทย "ยกคอก" ถล่มนายกฯ ประยุทธ์ให้เลือกตั้งนั้น ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เพราะ

    ๑.เพื่อไทย เขาสำรวจอีสาน-เหนือ ผลออกมา "ไม่เอาประยุทธ์-เอาเพื่อไทย"

    ๒.จะพ้นสภาพหมาตายซากได้ มีทางเดียวคือ "เลือกตั้ง" และ

    ๓.มีแต่ "อำนาจเก่า" กลับคืนมาเท่านั้น ทั้งหมา-ทั้งเห็บ จะพ้นสภาพ "ตายยกรัง"

    สรุป ประยุทธ์จะขึ้น-จะลง อยู่ที่ตัวเขาเอง ส่วนเสียงหมาหอน-หมาเห่า ก็ตามประสา "หมาหิวน้ำข้าว"

    รู้ไว้อย่างเดียวก็พอ บ้านเมืองต่อจากนี้ ไม่ว่าฝ่ายไหน ถ้ายังใฝ่หาระบบ "กินแล้วแบ่งกัน"

    ไม่มีที่ให้อยู่-ให้ยืน....บอกสั้นๆ ได้แค่นี้!

  • เปลว สีเงิน

    "คดีครูจอมทรัพย์"..........! หลังคำพิพากษาศาลฎีกา "ยกคำร้อง" เมื่อ ๑๗ พ.ย.๖๐ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตามมา คือ "ดรามาหน้าจอ" หายเงียบ ไม่เพียงหน้าจอ ตามเพจ ตามออนไลน์ ก็หายไปจาก fb ด้วยเหมือนกัน สะท้อนความน่าห่วงที่หลบซ่อนอยู่อย่างหนึ่ง คือ โลกมาถึงวันนี้แล้ว
  • บทบรรณาธิการ

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ขณะไปตรวจรถชนกันคนขับวัย71อ้างตาไม่ดีดาบตำรวจนำกำลังไปตรวจสอบคดีรถชนกันในตัวเมืองชัยภูมิ เฒ่าวัย 71 ซิ่งกระบะฝ่าสัญญาณไฟพุ่งชนเต็มแรงแล้วลากร่างไปไกลสุดที่จะยื้อชีวิต
    ตูนซึ้งใจกราบคุณตาขาขาดวัย 90 ปีที่เจียดเบี้ยยังชีพคนพิการสมทบก้าวคนละก้าว ด้านเชษฐ์สไมล์บัฟฟาโลออกวิ่งในเมืองชลหาทุนให้อีกกว่า 5 แสนบาท
    เครื่องเล่นโมบายปลาหมึกยักษ์ในงานนมัส การพระสมุทรเจดีย์โค่นลงมาทั้งยวง ทำเอาผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นไปนั่งบาดเจ็บไปตามๆ รมต.ออมสินรีบไปตรวจสอบ พบไม่ได้ขออนุญาต
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว