'ไม่มีที่ไหนพระบารมีไปไม่ถึง'

  • Saturday, October 14, 2017 - 00:01


    ๑๕.๕๒ น. "ของทุกปี" ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม

    ด้วยเวลา ๘๙ วินาที.........

    คนไทย ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก "วัน-เวลา-วินาที" นี้

    "หัวใจ" จะวิ่งมารวมศูนย์ ที่พ่อ "องค์พระภูมิพล"

    ณ โรงพยาบาลศิริราช แห่งนี้

    ของทุกปี ต่อแต่นี้ ไม่มีผู้ใดนัดหมาย ก็เหมือนมี ตัวมาได้ ยังไงก็ต้องมา มาไม่ได้ ใจ-ยังไงก็ต้องส่งมา

    มิเพียงคนไทย..........

    ไม่ว่าคนชาติใด-ศาสนาไหน เมื่ออยู่ใต้พระบารมี ใต้เงาแผ่นดินแห่งนี้ ต่างประจักษ์ในพระเมตตาบารมีเป็นที่สิ้นสงสัย

    เมื่อรับรู้ "สิ่งที่พ่อให้" ในหลายๆ ด้าน พอสมควรแล้ว

    วันนี้ อยากให้รับรู้อีกเรื่อง จะได้กระจ่าง ทำไม "ไทยพุทธ" กับ "ไทยมุสลิม" จึงอยู่ร่วมด้วยรัก-ด้วยสามัคคี ต่างกับที่อื่น ที่มักตีกัน

    นิตยสาร ฅ.คน ฉบับที่ ๑๔ เดือนธันวาคม ๒๕๔๙ คือ ๑๐ ปีมาแล้ว ลงบทสัมภาษณ์ "ลุงซบ"

    ผมได้อ่านทาง ONLINE TVBURABHA ไม่กี่วันมานี้ เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ขออนุญาตนำมาถ่ายทอดต่อตรงนี้ ดังนี้

    "ฮัจยีซบ นาคอนุเคราะห์".............

    เป็นโต๊ะอิหม่ามแห่งมัสยิดนูรุ้ลเอี๊ยะห์ซาน ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

    แกโยกย้ายมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ พร้อมๆ กับการมาถึง ก็ได้พยายามทำทุกอย่างให้ชุมชนชาวมุสลิมแห่งนี้มีมัสยิด เพื่อชาวบ้านจะได้ละหมาดร่วมกันตามหลักศาสนา

    และด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้านี้เอง ทำให้อิหม่ามแห่งบ้านห้วยทรายใต้ ต้องหลั่งน้ำตาแห่งความปีติ

    สมัยนั้น ชุมชนบ้านห้วยทรายใต้เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชุมชนมุสลิม มีอยู่กันไม่กี่หลังคาเรือน

    "ก็สอบถามชาวบ้านว่าได้ทำพิธีละหมาดกันวันศุกร์ตามกฎของศาสนาหรือไม่ ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้ทำกันเลยตลอด ๓ ปี เพราะไม่มีมัสยิด"

    ฮัจยีซบเป็นผู้เคร่งศาสนา จึงไม่ยอมปล่อยให้มีการละเลยกฎแห่งศาสดา

    "ผมเห็นว่าเรื่องตามหลักศาสนานั้นสำคัญ ไม่อาจละเว้นได้ เลยคิดหาทางสร้างมัสยิด ก็ตัดสินใจใช้ที่ดินตัวเองในโครงการที่ใช้เงินส่วนตัวซื้อไว้โดยจะใช้สร้างมัสยิด ๑ ไร่ และอีก ๑ ไร่ไว้เป็นกุโบร์"

    เมื่อลงมือก่อสร้างจนมัสยิดใกล้แล้วเสร็จ "สำนักจุฬาราชมนตรี" มีหนังสือมาให้ขึ้นทะเบียนมัสยิด

    "ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า ที่ดินผืนนี้ไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ เพราะแต่เดิมบ้านห้วยทรายใต้เป็นพื้นที่อภัยทานสัตว์ของในหลวงรัชกาลที่ ๖ ซึ่งเท่ากับเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ เอกสารการครอบครองที่ดินก็เลยออกไม่ได้ เมื่อไปติดต่อ 'สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์' ที่อำเภอ หัวหน้าสำนักงานก็บอกว่า 'ลุงซบ ที่ตรงนี้ ถ้าจะจดให้ได้ มีอยู่อย่างเดียว คือต้องไปขอจาก 'พระเจ้าแผ่นดิน' เอา"

    ด้วยความตั้งใจอย่างแรงกล้า ฮัจยีซบจึงมีความคิดที่จะไปขอเข้าเฝ้าฯ ในหลวง

    "ผมก็รอจนในหลวงเสด็จฯ มาที่เขากระปุก ห่างมัสยิดประมาณ ๘ กิโลเมตร ชวนเพื่อนไปด้วยกันคนหนึ่ง พอไปถึงก็แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีเรื่องสำคัญอยากขอเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน สักพัก คนที่อารักขาก็บอกให้เข้าเฝ้าฯ ได้"

    ด้วยเป็นเพราะภาระหน้าที่นั้นหนักหนาในอันที่จะขึ้นทะเบียนมัสยิดให้ได้ การได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงครั้งแรกในชีวิตของโต๊ะอิหม่าม แกจึงไม่ตื่นเต้นจนมือไม้สั่นเหมือนคนอื่นๆ

    "เราก็กล่าวกับพระองค์ท่านไปตามที่เรามีเรื่องเดือดร้อน จำได้ว่าได้กราบบังคมทูลพระองค์ด้วยว่า ...........

    จะขออัญเชิญพระองค์ให้เสด็จฯ ไปที่มัสยิด แต่พระองค์ตรัสว่า 'วันนี้บ่ายแล้วไปไม่ทัน ต้องเป็นวันหลัง' แล้วก็มีพระราชกระแสว่า 'อีกสามวันฉันจะไปปล่อยปลาที่เขื่อนห้วยทราย ให้ไปบอกฉันอีกครั้งหนึ่ง' "

    สามวันถัดมา ตัวฮัจยีซบก็ไปเข้าเฝ้าฯ ที่เขื่อนห้วยทรายถึงเรื่องมัสยิดอีกครั้ง

    "ต่อมาไม่นาน พระองค์ท่านก็ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งมาถึงมัสยิด พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี มีชาวบ้านมารอเฝ้านับร้อยเลยทีเดียว ผมก็กราบบังคมทูลเชิญให้ประทับนั่งบนมิมบัด"

    "เนื่องจากมัสยิดเราเป็นมัสยิดเล็กๆ ของชาวบ้าน ไม่มีที่อันสมควรกับพระองค์ท่าน มีก็แต่มิมบัดที่อิหม่ามใช้เป็นที่สอนศาสนา เราก็คิดว่า ที่ตรงนี้สมควรกับพระองค์ท่านที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะคนที่จะนั่งตรงนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่สั่งสอนประชาชนได้"

    "เมื่อประทับนั่งแล้ว ก็ยังทรงไม่ทราบเรื่องว่าเราต้องการอะไร พระองค์ท่านตรัสถามว่า 'เชิญฉันมาเพราะเหตุใดรึ' เราก็ดีใจ รีบกราบบังคมทูลว่า ข้าพเจ้าสร้างมัสยิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าสถานที่นี้เป็นที่ดินศักดิ์สิทธิ์ของในหลวง แต่เมื่อสร้างแล้วก็ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ จึงจะขอพระราชทานเอกสารหลักฐานที่ดิน เพื่อให้มัสยิดนี้ดำเนินการได้อย่างถูกต้อง"

    เมื่อกราบบังคมทูลแล้ว พระองค์ท่านก็ทรงเรียก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เข้ามาตรัสว่า 'เรื่องนี้สำคัญนะ เป็นเรื่องศาสนา จงทำหลักฐานที่ดินให้มัสยิดนี้จดทะเบียนได้'

    จากนั้นพระองค์ก็ตรัสถามว่า 'ที่ดินตรงนี้ใครเป็นผู้ครอบครอง' เราก็กราบทูลว่า 'ข้าพเจ้าครอบครองเอง'

    "พระองค์ท่านตรัสถามอีกว่า 'อุทิศไว้สร้างมัสยิดกี่ไร่' เราก็กราบบังคมทูลว่า ๒ ไร่ เป็นสุสานอีก ๑ ไร่ จากนั้นผมก็ได้ยินสิ่งที่ไม่คาดฝันเมื่อพระองค์ท่านมีพระราชกระแสว่า 'เอาอย่างนี้นะ ฉันให้เพิ่มอีก ๕ ไร่' พอได้ยินอย่างนั้น เราทั้งตื่นเต้น ดีใจ และซาบซึ้งใจ น้ำตามันไหลออกมา ร้องไห้เลย ต้องปาดน้ำตาเบื้องหน้าพระพักตร์นั้นเอง"

    และแล้วอิหม่ามผู้เคร่งศาสนาก็ตัดสินใจกราบบังคมทูลในสิ่งที่สำคัญที่ไม่คาดหมาย แกเล่าว่า ได้กราบบังคมทูลพระองค์ท่านทั้งน้ำตาว่า

    "ข้าพเจ้ากับราษฎรที่มาเข้าเฝ้าฯ ในวันนี้ขอถวายที่ดินและมัสยิดนี้ให้อยู่ในพระอุปการะของพระองค์ด้วยพระเจ้าข้า" เมื่อได้ฟังดังนั้นพระองค์ท่านก็ตรัสว่า "ฉันรับด้วยความเต็มใจ" แล้วก็พระราชทานทรัพย์ให้ไว้เพื่อดำเนินกิจการมัสยิดอีกสองหมื่นบาท โดยมีรับสั่งว่าให้ทำอาณาเขตโดยก่อกำแพงเตี้ยๆ ล้อมพื้นที่ ๗ ไร่นี้ด้วย

    แม้เวลาจะผ่านมาร่วมๆ ๒๐ ปี ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจก็จะเอ่อท้นในดวงตาของอิหม่ามไม่เว้นแม้แต่ครั้งนี้ ฮัจยีซบร่ำไห้ด้วยความตื้นตันอีกครั้ง

    นอกจากมัสยิดแล้ว ในหลวงยังทรงริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านห้วยทรายมีรายได้มากขึ้น

    "พระองค์ท่านทรงริเริ่มให้ปลูกแคนตาลูป แตงโม ข้าวโพด คือทรงต้องการให้ปลูกพืชหลากหลายชนิด แต่ที่ดินตรงนี้เราปลูกสับปะรดกันมานานจนทำให้ดินเสื่อมสภาพ ต่อมาพระองค์ท่านจึงทรงแนะนำให้ปลูกหญ้า พืชคลุมดิน เลี้ยงแพะและวัวนม นอกจากนั้นก็ยังให้มีศูนย์เจียระไนพลอย มีศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน ซึ่งโครงการนี้ในหลวงทรงริเริ่มไว้ทั้งหมด แล้วต่อมาสมเด็จพระเทพฯ ก็ได้ทรงมาสานต่อ"

    "ในหลวงท่านทรงมีพระเมตตา และส่งเสริมด้านศาสนา ให้ความสำคัญกับทุกศาสนา ไม่มีแบ่งแยก เป็นความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งของผมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภกมัสยิดของเราโดยไม่ทรงลังเล"

    มัสยิดเล็กๆ บนที่ดินพระราชทานเมื่อกว่าสิบปีก่อน ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ให้เป็นมัสยิดที่งดงาม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑ และฮัจยีซบกำลังจัดทำโครงการสร้างศาลาสมานฉันท์เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวาระครองราชย์ครบ ๖๐ ปี

    "ตอนที่คิดจะสร้างมัสยิดขึ้นใหม่ พระองค์ท่านเสด็จฯ มา เราได้กราบบังคมทูลว่าจะรื้อมัสยิดหลังเก่าแล้วสร้างใหม่ พระองค์ท่านก็ตรัสถามว่ามีแปลนหรือยัง และตรัสถามถึงงบประมาณการก่อสร้าง ผมก็กราบบังคมทูลว่าเป็นเงิน ๔-๕ ล้านบาท"

    "เมื่อสมเด็จพระราชินีทรงได้ยินยังตรัสว่า 'แล้วลุงซบจะเอาเงินมาจากไหน มันมากนะ' เราเองก็เลยกราบบังคมทูลว่า 'หากพระองค์ท่านทรงรับเป็นองค์ประธานในการก่อสร้างมัสยิด เงินก่อสร้างก็จะมาเองพระเจ้าข้า' ในหลวงทรงได้ยินที่ผมกราบบังคมทูล ท่านก็ทรงยิ้ม ไม่ตรัสว่าอะไร ส่วนสมเด็จพระราชินีท่านทรงพระสรวลแล้วก็ตรัสว่า 'ลุงซบนี่ฉลาดนะ' ต่อมาพระองค์ท่านได้ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ มาวางศิลาฤกษ์ แล้วมัสยิดก็ประสบผลสำเร็จ คนมาทำบุญกันเยอะ"

    ฮัจยีซบเล่าด้วยความภาคภูมิใจ

    "เพราะพระองค์ท่านโดยแท้ จึงทำให้มีมัสยิดแห่งนี้ ผมยังจำได้ดีเลย ครั้งหนึ่งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ มา มีคนจีนคนหนึ่งนำเงินมาทูลเกล้าฯ ถวาย ๕๐๐,๐๐๐ บาท พระองค์ตรัสถามผู้บริจาคว่า 'ถวายให้ฉันใช่ไหม' เขาก็บอกว่า 'ใช่ ให้กับพระองค์ท่าน' ในหลวงก็ทรงส่งเงินบริจาคนั้นมาให้กับมือของผมแล้วตรัสว่า 'ฉันให้ลุงซบไปทำมัสยิด'

    วันนั้นเป็นอีกหนึ่งวันที่ผมตื้นตันใจอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงมอบเงินให้กับมือของเราด้วยพระองค์เอง สิ่งที่ได้ทรงทำให้พวกเราถึงขนาดนี้ ทำให้เราต้องบอกตัวเองว่าจะดูแลมัสยิดแห่งนี้ให้ดีที่สุด"

    ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี นับจากเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๓ จนถึงปี ๒๕๔๓ ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมายังมัสยิดนูรุ้ลเอี๊ยะห์ซานรวม ๗ ครั้ง และทุกครั้งที่เสด็จฯ ก็จะประทับนั่งที่มิมบัดตัวนั้น

    จวบจนมัสยิดหลังใหม่สร้างแล้วเสร็จอย่างใหญ่โตโอฬาร มิมบัดตัวเดิมก็ยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

    "ผมต้องเก็บไว้ เพราะนี่เป็นสิ่งสำคัญที่พระเจ้าแผ่นดินประทับนั่ง มิมบัดนี้มีความหมายทางใจเป็นพิเศษไม่เฉพาะกับผม แต่สำหรับชาวบ้านทุกคน ความทรงจำทั้งมวลของเราอยู่ที่นี่ เก้าอี้ศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งในหลวงประทับนั่ง และทรงรับดูแลมัสยิดของเราไว้ ประวัติศาสตร์ของพวกเราจึงอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้

    ศาสนกิจในมัสยิดแห่งนี้ ดำเนินไปตามหลักศาสนาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง ขณะเดียวกันที่นี่ยังเป็นศูนย์รวมใจของพี่น้องชาวมุสลิมแห่งบ้านห้วยทรายในอันที่จะร่วมกันขอพรจากองค์อัลลอฮ์

    ในยามที่ทรงพระประชวร พวกเราก็จะสวดขอพรให้มีพระพลานามัยแข็งแรง และให้อยู่เป็นมิ่งขวัญให้กับปวงชนชาวไทยไปอีกนานๆ"

    ในวัย ๘๔ ปี ฮัจยีซบยังมีสุขภาพแข็งแรงดี แต่สิ่งที่แกวิตกคือ เมื่อเวลาผ่านไป คนรุ่นหลังที่ไม่เคยได้รับรู้ว่าในหลวงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชีวิตของแก และมัสยิดแห่งนี้ ตลอดจนชุมชนห้วยทรายใต้อย่างไรบ้าง จนละเลยต่อคำสอนของในหลวง

    ด้วยเหตุนี้ แกจึงมีแนวคิดแต่งเพลงเกี่ยวกับในหลวงให้ร้องกันในชุมชน เนื้อหาเพลงกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อชุมชนมุสลิมแห่งบ้านห้วยทรายใต้

    และครั้งนี้ บนแผ่นดินอันสงบศานติ ฮัจยีซบได้เปลี่ยนหยาดน้ำตามาเป็นบทเพลง.

    จากนิตยสาร ฅ.คน ฉบับที่ ๑๔ เดือนธันวาคม ๒๕๔๙ - ONLINE TVBURABHA

  • เปลว สีเงิน

    ๒๑ ตุลาคม วนมาอีกรอบ ถึงวันเกิดที ก็มานั่งนับอายุกันที หนังสือพิมพ์ก็เหมือนคน ไทยโพสต์ผ่านมาได้ ๒๑ ปี ขึ้นปีที่ ๒๒ ไม่ช้าไม่นาน ถ้าเป็นคนก็กำลังจะจบมหาวิทยาลัย ใกล้ได้เวลาย่างเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงาน อายุมากขึ้น มาพร้อมกับจำนวนครั้งการเต้นของหัวใจที่ลดลงเรื่อยๆ
  • บทบรรณาธิการ

    เห็นภาพประชาชนคนไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศแปรปรวนขนาดไหน ตั้งแต่ฝนตก น้ำท่วม แดดร้อน ก็ไม่มีปัญหาการกระทบกระทั่ง สร้างบรรยากาศที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง