จัดระเบียบวัด-พระสงฆ์ ทำแบบลูบหน้าปะจมูก

  • Sunday, October 8, 2017 - 00:00


    ต้องปฏิรูปสงฆ์ ขจัดอลัชชี

    เกือบตลอดทั้งเดือนตุลาคมนี้ คนไทยทุกคนรับรู้ว่าอยู่ในช่วงเตรียมเข้าสู่พระราชพิธีสำคัญของประเทศ ทำให้ประเด็นการเมืองเริ่มนิ่ง ขณะที่ฝ่าย กิจการพุทธศาสนา-คณะสงฆ์ มีประเด็นให้จับตามองต่อเนื่อง ตั้งแต่การคัมแบ็กสู่เก้าอี้ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อีกรอบของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ โดยเมื่อย้ายกลับมาได้เพียงวันเดียวก็เซ็นคำสั่งโยกย้าย ปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับบริหารในสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทันทีร่วม 12 ตำแหน่ง หรือประเด็นการเดินหน้าสอบสวนเอาผิดทุจริตเงินทอนวัดของตำรวจและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตลอดจนการที่เจ้าคณะชั้นผู้ใหญ่ออกมาตรการจัดระเบียบพระสงฆ์ 9 ข้อ เช่น การห้ามใช้วัตถุมงคลแสวงหาผลประโยชน์ การห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลภายในอุโบสถ เป็นต้น

    ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกวุฒิสภา-อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคลื่อนไหวตรวจสอบปัญหาการบริหารงานในกิจการพุทธศาสนา เช่นการปกครองคณะสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเรียกร้องให้ปฏิรูปกิจการพุทธศาสนาและคณะสงฆ์มาตลอด มีมุมมองต่อภาพรวมปัญหาในแวดวงผ้าเหลืองในช่วงที่ผ่านมา โดยย้ำประเด็นว่าที่ฝ่ายศาสนจักรมีการแก้ปัญหาในวงการพระสงฆ์ สาเหตุสำคัญน่าจะเกิดจากความตื่นตัวของฝ่ายประชาชนหรือฝ่ายอาณาจักร ที่ต้องการเห็นการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ที่ถ้าทำแล้วก็จะมีผลให้พวกกาฝาก อลัชชี ที่อยู่ในวงการผ้าเหลืองพ้นไปได้ เพราะที่ผ่านมาฝ่ายคณะสงฆ์มีปัญหามาก ทั้งปัญหาระดับโครงสร้าง เช่น การปกครองคณะสงฆ์ รวมถึงปัญหาการทุจริต ความไม่โปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินภายในวัด เห็นได้จากการไม่ยอมทำหรือไม่เปิดเผยบัญชีวัด จนเป็นสาเหตุให้เกิดทุจริตเงินทอนวัด ทั้งหมดจึงเป็นปัญหาที่ฝ่ายอาณาจักรเห็นตรงกันว่า วันนี้ไม่ปฏิรูปกิจการพุทธศาสนาไม่ได้อีกแล้ว และควรที่รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนด้วย

    ไพบูลย์ มองว่า การจัดระเบียบคณะสงฆ์ที่สรุปออกมาเป็น 9 ข้อ เป็นการอธิบายให้ชัดเจนมากขึ้นถึงสิ่งที่ไม่เหมาะสม เช่นให้เอาป้ายโฆษณาวัตถุมงคลลง แต่ก็เป็นแค่การให้เอาลงไม่ได้ห้ามปลุกเสก หรือการห้ามนำวัตถุมงคลไปจำหน่ายในอุโบสถ แต่ก็ไม่ได้ห้ามจำหน่ายนอกอุโบสถ การส่งสัญญาณดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คำสั่งที่ออกมาจากคณะปกครองสงฆ์ที่ก็ย่อมมาจากมติของมหาเถรสมาคม (มส.) อยู่ดีๆ มส.คงไม่มีมติออกมาแบบนี้ ถ้าไม่มีเรื่องที่มาจากฝ่ายอาณาจักรว่ามันไม่ไหวแล้ว คณะสงฆ์จึงต้องขยับตัวมีมาตรการดังกล่าวออกมา

    ...แนวทางดังกล่าวที่ออกมาจากฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ สิ่งที่ตามมาย่อมมีผลดีต่อฝ่ายคณะสงฆ์แน่นอน โดยเฉพาะกับการตรวจสอบการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย แต่คำถามต่อมาก็คือ แล้วอะไรคือการละเมิดพระธรรมวินัยตามคำสั่งของเจ้าคณะหนกลาง เช่นการบอกให้นำป้ายโฆษณาวัตถุมงคลลง แต่กลับไม่ได้ห้ามการปลุกเสกวัตถุมงคล ทั้งที่การปลุกเสกวัตถุมงคลเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย มันก็จะทำให้เรียบร้อยขึ้น ทำให้ไม่มีป้ายอุจาดปรากฏ แต่ก็ไม่ได้มีผลที่จะไปเปลี่ยนอะไรถึงแก่นได้อย่างแท้จริง เว้นเสียแต่จะต้องทำในเรื่องหลักๆ

    ไพบูลย์-อดีต สปช. เสนอว่า สิ่งที่ มส.และ พศ.ควรต้องทำมี 2 เรื่องใหญ่ ดังนี้ คือ 1.ควรให้มีคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพระธรรมวินัย คล้ายๆ กับคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยให้มีพระภิกษุที่ทรงคุณวุฒิ ร่วมกับฆราวาสเป็นกรรมการที่จะมาวินิจฉัย เช่นมีคนร้องถามไปว่าการปลุกเสกวัตถุมงคล การทำยันต์ เป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยหรือไม่ โดยหากกรรมการชุดดังกล่าววินิจฉัยว่าเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ก็จะได้เป็นแนวทางให้พระสังฆาธิการ หรืออุบาสก อุบาสิกา จะได้มีแนวทางในการตรวจตราดูว่ามีพระภิกษุรูปไหนล่วงละเมิดพระธรรมวินัย เพราะอย่างคำสั่งของเจ้าคณะครั้งนี้ในเรื่องเครื่องลางของขลัง แม้จะบอกว่าไม่ใช่แนวทางวิถีพุทธ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ทั้งที่เป็นการฝ่าฝืนพระธรรมวินัยเพราะพระพุทธเจ้าห้ามการกระทำที่เกี่ยวกับเดรัจฉานวิชา หรือเรื่องการที่พระยินดีในเงินทอง สะสมเงินในบัญชีกันมากๆ ทำได้หรือไม่ตามพระธรรมวินัย ก็ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ มีแต่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ จึงควรมีกลไกการตีความพระธรรมวินัย

    เรื่องที่ 2 ที่ควรทำ คือ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด และการจัดการเรื่องทรัพย์สินของวัดและพระภิกษุ ก็ต้องมีระบบบริหารจัดการที่เปิดเผยโปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่ใช่ว่าไปบอกให้วัดต้องทำบัญชี แต่ไม่ได้บอกแนวทาง แล้ววัดก็ไปทำบัญชีกันแบบง่ายๆ ทำแล้วก็ไม่ให้ใครดู บอกแค่ว่าวัดทำแล้ว เป็นลักษณะลูบหน้าปะจมูก ไม่ได้ตั้งใจจริงทำให้การบริหารกิจการพระพุทธศาสนาโปร่งใส สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเกรงว่าหากทำบัญชีวัดและพอเปิดเผยออกมา จะมีภิกษุที่หวังรวยทุจริตในกิจการพุทธศาสนา เอาเงินวัดออกไปไม่ได้

    ...สองเรื่องนี้หากยังไม่ทำให้เกิดความชัดเจน การจะเห็นการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนาให้อยู่ด้วยความสุจริต อยู่ในพระธรรมวินัยก็คงจะยาก คำสั่งที่ออกมาดังกล่าวก็เป็นแค่กระแส แล้วทุกคนก็คอยระวังตัว แต่เรื่องละเมิดพระธรรมวินัย มีเงินสะสมจนร่ำรวย ก็ยังไม่ปรากฏข้อห้ามใดๆ ก็ทำให้ยังคงมีการแสวงหาความร่ำรวย ยศถาบรรดาศักดิ์ แสวงหาอำนาจ ที่สวนทางกับการเป็นสมณเพศ จึงต้องติดตามกันต่อไป แต่การออกคำสั่งของคณะปกครองดังกล่าวก็เป็นเรื่องดี จะทำให้ดีกว่าเก่า แต่เรื่องนี้หากไม่มีแรงกดดันจากฝ่ายอาณาจักรก็คงไม่มีการออกคำสั่งลักษณะดังกล่าวออกมา

    เมื่อถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแสดงว่าฝ่ายศาสนจักรรับฟังความเห็นของฝ่ายอาณาจักร และอาจเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาได้หรือไม่ ไพบูลย์ มองว่าก็ไม่ชัดขนาดนั้น แต่อาจเกิดจากความเกรงกลัว ไม่ใช่ว่ารับฟัง ยังเป็นร่องรอยของการแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก คือแก้แค่ให้มันพ้นๆ ไป แต่ไม่ได้ตั้งใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก็เหมือนเรื่องการทำบัญชีวัด เมื่อฝ่ายบริหารเรียกร้องให้วัดทำบัญชี ทางวัดก็บอกว่ามีการทำแล้ว อันนี้ก็เช่นกันเมื่อฝ่ายอาณาจักรต้องการให้พระอยู่ในกฎหมาย ไม่ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ก็ออกคำสั่งนี้ออกมาแล้วบอกว่าทำแล้ว ก็เหมือนกับมีกฎหมายประกาศออกมา แต่หากตำรวจไม่ทำ ไม่จับกุม ไม่ดำเนินคดี มันก็ไม่มีผลอะไร จึงต้องติดตามให้เป็นรูปธรรมต่อไป ก็ยังเห็นว่าคณะสงฆ์ยังค่อนข้างเพิกเฉย ที่ทำก็ทำไปด้วยความจำเป็นเท่านั้นเอง

    ทุจริตเงินทอนวัด สู่การปฏิรูปสงฆ์

    ย้อนกลับไปคุยเรื่องปัญหาความไม่โปร่งใสของกิจการพุทธศาสนาและวัดต่างๆ จนเกิด ทุจริตเงินทอนวัด ประเด็นนี้ ไพบูลย์ ขยายความโดยโยงให้เห็นถึงการทุจริตเงินทอนวัดดังกล่าว เพื่อเชื่อมโยงไปถึงข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาว่า ถึงตอนนี้เรื่องทุจริตเงินทอนวัดก็เริ่มมีความชัดเจนแล้ว ตอนแรกก็บอกแค่ว่ามีแต่เจ้าหน้าที่ พศ.เท่านั้นที่ผิด แต่ตอนนี้ก็ชัดแล้วว่ามีพระภิกษุที่ผิดเกี่ยวข้อง แต่ตอนแรกก็บอกว่าไม่ใช่พระภิกษุระดับสูง แต่ตอนนี้ก็มีราชาคณะขึ้นมาแล้ว และเชื่อว่าถ้าตรวจสอบไปก็จะมีพระภิกษุที่เป็นระดับราชาคณะอีกหลายรูปที่ร่วมกระทำผิดด้วย

    เมื่อเกิดเหตุทุจริตเงินทอนวัด จึงไม่ใช่แค่ว่าจับพระที่ทำผิดแล้วก็ไปลงโทษแค่นั้นจบ มันไม่ใช่ แต่จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง การปฏิรูปเรื่องการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ให้โปร่งใสตรวจสอบได้ และต้องทำให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องการปกครองคณะสงฆ์ ด้วยการไปแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เพื่อให้ฉบับที่แก้ไขใหม่มีความเป็นธรรมาธิปไตย ก็คือ ต้องไม่ให้มีการผูกขาดอำนาจ ให้มีกลไกตรวจสอบตามพระธรรมวินัยได้

    ...การตรวจสอบเงินทอนวัดอยากบอกว่าไม่ได้คิดจะเอาผิดอะไรอย่างเดียว แต่ต้องการให้เอาปัญหานี้มาเป็นโอกาสเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ด้วยการต้องปฏิรูปเพื่อไม่ให้ปัญหามันเกิดขึ้นอีก ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นก็ต้องตามให้ถึงที่สุด เอาคนผิดมาลงโทษ จึงเรียกร้องว่าต้องถอดบทเรียนการทุจริตเงินทอนวัด ด้วยการป้องกันด้วย ผ่านการปฏิรูปเรื่องการจัดการทรัพย์สินวัด ทรัพย์สินพระภิกษุ ปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์และกิจการพระพุทธศาสนา

    งาบงบ ชักหัวคิวดุ

    ไพบูลย์ สรุปภาพรวมเรื่องการทุจริตเงินทอนวัด ว่าเป็นการทุจริตงบประมาณแผ่นดินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่ได้งบประมาณตามที่เสนอไปยังสำนักงบประมาณ ในรูปงบประมาณรายจ่าย เมื่อ พศ.ได้รับงบมาแล้วก็ไปจัดสรรอุดหนุนให้วัดต่างๆ ช่วยวัดต่างๆ ไป 3 ประเภท 1.งบเพื่อการพัฒนาวัด ปรับปรุงวัด ก่อสร้าง 2.งบเผยแผ่พระพุทธศาสนา ใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา 3.อุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม อุดหนุนพระเณรที่มาเรียน จะได้หัวละ 20,000 กว่าบาท

    เงินทุจริตเกิดขึ้นคือ มีการสมรู้ร่วมคิดเพื่อทุจริตเงินงบประมาณดังกล่าว เช่น นำเงินไปให้วัด 100 บาท แล้วหักเงินกับวัดทันทีแบบหักหัวคิว ที่พบว่าสูงมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเจ้าหน้าที่ พศ.ร่วมกับพระบางรูป ตรงนี้ชัดเจนว่าเงินทุจริต

    ...อย่างไรก็ตามยังมีเงินอีก 30 เปอร์เซ็นต์ที่วัดเอาไป เช่นที่ยกตัวอย่าง 10 ล้านแล้วเป็นเงินทอนไปแล้ว 7 ล้าน ที่เหลือ 3 ล้านวัดบอกว่าได้นำไปบูรณปฏิสังขรณ์ ก็ต้องไปดูว่าทำจริงหรือไม่ หรือนำไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตัวเจ้าอาวาส เพราะไม่มีบัญชีตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน สังคมยังละเลยตรงนี้ ไม่ได้ตรวจตรงนี้ว่าโปร่งใส มีทุจริตหรือไม่ เงินที่วัดได้ไป 10 ล้าน ใช้อย่างไร ใช้หมดหรือไม่

    ทั้งหมดที่มันเกิดเหตุเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เพราะวัดไม่มีการจัดทำบัญชี ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่มีระเบียบการใช้เงิน เช่นเข้าไปบูรณปฏิสังขรณ์ ก็ไม่มีระเบียบว่ามีการประกวดราคาหรือไม่ ไม่มีการสืบราคาเพื่อให้โปร่งใส พบว่ามันไม่มีอะไรสักอย่างเลย และถึงทำไว้ก็ตรวจสอบไม่ได้

    เมื่อไม่มีการเปิดเผยมันจึงเป็นที่มาของปัญหา จึงทำให้เจ้าหน้าที่สำนักพุทธเห็นช่องทางกับวัดทำเรื่องพวกนี้ เช่น ใช้วิธีการนำธรณีสงฆ์ไปใช้หาประโยชน์ เช่นไปสร้างตึกแถว หรือไม่ก็ไปไล่ที่ซึ่งมีคนอยู่ โดยจะนำไปทำประโยชน์อย่างอื่นเพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้นโดยอ้างว่าเข้าวัด แต่จริงๆ เงินไปเข้าพกเข้าห่อเจ้าอาวาสวัด เพราะไม่มีการทำบัญชีไว้ ไม่มีระบบตรวจสอบ จึงเกิดช่องทาง โดยลืมคิดไปว่างบประมาณของรัฐมันมีการตรวจสอบได้ ไม่เหมือนกับเงินที่มาจากศรัทธาญาติโยมที่ไม่รู้จะไปตรวจสอบอย่างไร เพราะบางทีบริจาคให้ใบอนุโมทนาบัตรก็ไม่มีการนำมาเป็นหลักฐาน หรือการนำที่ธรณี สงฆ์ไปใช้หาประโยชน์แล้วเก็บแป๊ะเจี๊ยะ ก็ไม่มีหลักฐานว่าวัดได้เงินเท่าใด ไม่มีการทำบัญชีกันไว้ แต่งบประมาณแผ่นดินเมื่อนำเงินออกมาจากสำนักงบฯ เจ้าหน้าที่ก็จะรู้ว่าเงินไปอยู่ที่ใคร มันมีต้นทาง เพราะเป็นงบหลวง มันเลยเกิดเรื่อง

    เงินทอนวัดที่ตรวจสอบอยู่มันจึงเป็นแค่ส่วนเดียว คือส่วนที่เจ้าหน้าที่ พศ.เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เงินในส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ไปถึงเจ้าอาวาส ไวยาวัจกร ที่นำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในทางที่มิชอบยังมีอีกเยอะแยะ แต่ไม่ได้มีการตรวจสอบ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ทำให้เกิดการตรวจสอบครั้งใหญ่ขึ้น เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริต แต่ก่อนหน้านั้นมันก็มีกรณีสำคัญคือกรณีของวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย ที่มีหลักฐานสำคัญ คือเช็คที่ศุภชัย ศรีศุภอักษร สั่งจ่าย 1,400 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเงินไปที่วัดธรรมกายก็ตรวจสอบไม่ได้ แต่ว่าทางไปของเงินมันมีว่ามีเงินโอนไป 1,400 ล้านบาท

    เนื่องจากมันจะไปมีผลกระทบต่อความไม่โปร่งใสในการจัดการปกครองคณะสงฆ์ ทรัพย์สินวัด ทรัพย์สินพระ มันเลยมีพระผู้ใหญ่ พระปกครองออกมากดดันเพื่อให้ยุติเรื่องนี้ เพราะรู้ดีว่าหากปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มันจะลุกลามไปถึงระบบทั้งหมด จึงมีการกดดันให้ย้าย ผอ.สำนักพุทธ- พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ในตอนแรกเพื่อตัดทอนไม่ให้มีการตรวจสอบ

    ถามถึงว่าก่อนหน้านี้ ผู้ที่ติดตามเรื่องเงินทอนวัดอย่างหลวงปู่พุทธะอิสระ ก็บอกว่ามีวัดที่มีการทุจริตเงินทอนวัดร่วมๆ ห้าร้อยวัด ไพบูลย์ ตอบว่าก็เป็นไปได้ ที่จริงทุกวัดมองสองส่วน มองจากที่ได้งบประมาณไปแล้วมีการทอนกลับมา เฉพาะส่วนนี้ก็มีเป็นร้อย แล้วที่เหลือเงินที่ตกไปที่แต่ละวัด มีการไปใช้จ่ายอย่างไร จะมีใครรับรองได้ว่าไม่ทุจริต-ไม่มี ไม่มีใครรับรองได้ เพราะตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย และเมื่อตรวจสอบไม่ได้จะสันนิษฐานว่าทุจริตหมดมันก็ใช่ ถ้าจะบอกว่าไม่ทุจริตก็ลองสอบดู เช่น บางวัดได้งบไปแล้วไม่ได้มีเงินทอน ก็แจงมาเช่น ได้ไป 10 ล้าน นำไปใช้อะไรบ้าง แล้วการใช้เช่นบอกว่าสร้างวิหารวัด ก็ไปดูต่อว่าประมูลถูกต้องไหม คนที่รับเหมาก่อสร้างทางวัดจ่ายเงินถูกต้องหรือไม่ มีหลักฐานการรับเงินไหม หากตรวจสอบกันด้วยหลักเกณฑ์แบบนี้เชื่อเลยว่าเกือบทุกวัดสอบตกหมด เพราะไม่มีหลักฐานอะไรมาแสดง

    ไพบูลย์ ระบุว่า ผลการตรวจสอบเรื่องเงินทอนวัดตอนนี้ทำให้คณะปกครองสงฆ์สั่นสะเทือน ซึ่งการสั่นสะเทือนตรงนี้พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะไม่มีปัญหาแล้ว แต่มันสั่นสะเทือนพระนักปกครอง ที่มุ่งมาหาผลประโยชน์กับพระพุทธศาสนา มุ่งหาประโยชน์จากเงินทอง ความร่ำรวย ยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภสักการะ ทั้งที่เป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยที่ห้ามไม่ให้พระภิกษุรับหรือยินดีในเงินทอง แต่ปรากฏว่าล่วงละเมิดกันจนหมดเป็นจำนวนมาก

    แม้แต่กรรมการมหาเถรสมาคมก็ล่วงละเมิดกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วการล่วงละเมิดเรื่องเงินเป็นด่านซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอสรพิษของพระภิกษุ ปรากฏพระภิกษุกลับนิยมชมชอบ เอางูอสรพิษมาเลี้ยง กันจนเป็นฟาร์มอสรพิษกันมากมาย เอนจอยกับเงินทองกันมากมาย ประกอบกับการปกครองคณะสงฆ์ของไทย มีเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ มีการผูกขาดอำนาจการปกครองคณะสงฆ์ที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เลยเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์กันอย่างมากมาย

    เช่นการที่วัดไม่ต้องทำบัญชีอะไร เพราะเกิดจากการเชื่อว่าพระบริสุทธิ์แล้วไม่น่ามีปัญหาอะไร เลยเป็นช่องทางทำมาหากินของคนที่เข้ามาบวช เพื่อมุ่งหวังเอาความร่ำรวย มีพระบางรูปอาจบวชด้วยความศรัทธาในตอนแรก แต่พอได้บวชแล้วทั้งที่ปกติเมื่อศึกษาพระธรรมวินัยจะต้องละเลิกจากกิเลสใดๆ ทั้งสิ้น แต่นี่มาบวชแล้วกลับยิ่งเพิ่มกิเลสมากขึ้น มีเงินมีทอง มีลาภยศ ยศถาบรรดาศักดิ์ เลยยิ่งหลงใหล

    เรื่องแบบนี้ก็มีการสะสมกันมานาน ตั้งแต่มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่สร้างปัญหามาตั้งแต่ 55 ปีที่แล้ว ส่งผลให้พระมีอำนาจมาก ผูกขาดอำนาจ เป็นเผด็จการ ก็เลยเอาอำนาจเหล่านี้บวกกับความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของอุบาสก อุบาสิกา ทั้งที่เป็นรัฐบาลและประชาชนทั้งหลาย ที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา มาเป็นตัวสร้างอำนาจรัฐ คุมอำนาจรัฐ เข้าไปแทรกแซงได้หมด จนเป็นที่มาที่ว่าอย่ามายุ่งเรื่องของพระ เรื่องสงฆ์อย่ามายุ่ง ไม่ใช่เรื่องฆราวาส จนกลายเป็นว่าการปกครองสงฆ์และคณะสงฆ์ ไม่ได้อยู่ใต้กฎหมายเดียวกันกับฆราวาส แต่กลับอยู่เหนือกฎหมายที่ใช้บังคับ ไปสร้างอำนาจรัฐใหม่ ซึ่งไม่ใช่รูปแบบคณะสงฆ์ตามพระพุทธศาสนา

    แก้ กม.คณะสงฆ์ปลดล็อกรวบอำนาจ

    ไพบูลย์-อดีต ปธ.กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. สรุปว่าจากปัญหาที่ยกมาข้างต้น เช่น เรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด และพระภิกษุที่ไม่มีการเปิดเผยโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ และขัดต่อพระธรรมวินัย ปัญหาก็มาจากการปกครองคณะสงฆ์อีกชั้นหนึ่ง ที่มีลักษณะผูกขาดอำนาจ มีระบบอุปถัมภ์ มีระบบวิ่งซื้อขายตำแหน่ง ระบบหาประโยชน์กันมากมาย ซึ่งภาพรวมทั้งหมดจะพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็มาจากเรื่องของกฎหมาย คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 ที่ทำให้โครงสร้างการปกครองของคณะสงฆ์ไปบิดเบือนแนวทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเรื่องพระธรรมวินัยผิดเพี้ยนไปหมด กลายเป็นว่าการปกครองพระภิกษุมีลักษณะการปกครองที่ไห้ซ้อนอำนาจรัฐ จึงควรต้องมีสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น แก้ไขเรื่องการปกครองคณะสงฆ์ ผ่านการปรับปรุง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อไม่ให้มีการผูกขาดอำนาจ ให้มีกลไกตรวจสอบตามพระธรรมวินัยได้ และที่สำคัญต้องให้พระภิกษุมีส่วนร่วม ไม่ใช่ให้พระบางรูปคุมอำนาจไว้เท่านั้น แต่ต้องให้ภิกษุมีส่วนร่วมตั้งแต่การปกครองวัด ที่ให้เป็นลักษณะคณะสงฆ์วัดที่มีภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปร่วมกันปกครอง โดยให้เจ้าอาวาสเป็นประธานคณะ ไม่ใช่ให้เจ้าอาวาสมีอำนาจเพี
    ยงรูปเดียว แต่ต้องใช้แบบคณะปกครองสงฆ์วัด

    ส่วนคณะปกครองสงฆ์อำเภอก็ต้องให้มีที่มา ที่ไม่ใช่เพียงแค่มีเจ้าคณะอำเภอ แต่ให้ใช้ระบบคณะปกครองสงฆ์อำเภอ โดยให้พระภิกษุของทุกวัดในแต่ละอำเภอเสนอชื่อไป จนเมื่อได้ชื่อ 7-9 รูปก็เสนอไปที่ พศ. แล้ว พศ.ก็มาตรวจดูว่าพระสงฆ์ท่านไหนได้รับการเสนอชื่อมากเรียงตามลำดับ ก็ได้เป็นคณะปกครองสงฆ์อำเภอ โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่งที่ชัดเจนจะได้ไม่ผูกขาดอำนาจ แล้วจากนั้นคณะปกครองสงฆ์อำเภอก็เลือกคณะปกครองสงฆ์ระดับจังหวัด โดยให้คณะปกครองสงฆ์อำเภอส่งตัวแทนไปอำเภอละ 1 รูป เช่น จังหวัดไหนมี 10 อำเภอก็ส่งชื่อไป ก็จะทำให้คณะปกครองสงฆ์จังหวัดมี 10 รูป โดยไปทำหน้าที่ด้านการปกครองสงฆ์ เช่น การพิจารณานิคหกรรม การลงโทษพระภิกษุที่ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย เรื่องก็จะจบที่จังหวัด พอมีเรื่องตรวจสอบอะไรก็ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

    ส่วนคณะปกครองสงฆ์ประเทศก็ให้แต่ละจังหวัดส่งตัวแทนไปเป็นคณะปกครองสงฆ์ประเทศ ที่จะมาจากทั้งพระมหานิกายและธรรมยุต ก็จะมีคณะปกครองสงฆ์ประเทศรวมกันเป็น 154 รูป โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานคณะปกครองสงฆ์ทั้งประเทศ

    ไพบูลย์ ขยับมาถึงการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ผ่าน มหาเถรสมาคม ว่าสำหรับมหาเถรสมาคมก็จะต้องปฏิรูปเช่นกัน โดยปรับบทบาทให้ มส.เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราช ที่จะไม่มีอำนาจในการปกครองหรือสั่งการอะไร

    ..หากมีการแก้ไข ปฏิรูปตรงนี้ จะเป็นการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะทุกวันนี้กรรมการมหาเถรสมาคมล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าอาวาสทั้งหมด ก็ไม่ยอมออกกฎเกณฑ์อะไรที่จะไปควบคุมตัวเอง เพราะ มส.เป็นพระอาวุโสแล้ว หากไปปกครองอะไรอีกโดยใช้รูปแบบเดิมที่มีชั้นลำดับมาก โครงสร้างมันเทอะทะ

    การปฏิรูปตำรวจเรายังมองว่าควรกระจายการปกครองให้อยู่แค่ในแต่ละจังหวัด เพื่อจะดูแลประชาชนได้ แล้วพระภิกษุบวชเพื่อปฏิบัติธรรม บวชเพื่ออยู่ในพระธรรมวินัย ละเลิกกิเลสทั้งหลาย มันไม่ได้มีความจำเป็นอะไรต้องแต่งตั้งกันข้ามห้วยกัน แบบข้ามประเทศ ข้ามภาคกันเลย ให้แค่ระดับจังหวัดก็พอแล้ว มันก็จะเป็นระบบธรรมาธิปไตยที่เหมาะสมกับปัจจุบัน เพราะพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปมีสิทธิ์มีเสียงหมด ไม่ได้ปกครองโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ปกครองโดยคณะสงฆ์ หลังจากที่การปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบันเป็นลักษณะอำนาจนิยม

    “ตอนนี้ถึงเวลาต้องปฏิรูป ประชาชนเรียกร้องการปฏิรูปมาตลอด แต่ก็ได้รับการต่อต้านจากคณะปกครองสงฆ์มาโดยตลอดเช่นกัน แต่เมื่อเกิดกรณีทุจริตเงินทอนวัด ทำให้ฝ่ายคณะปกครองสงฆ์ที่คอยแต่แสวงหาประโยชน์เริ่มพ่ายแพ้แล้ว ฝ่ายที่ต้องการให้มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาโดยให้เป็นไปอย่างสว่าง สงบ สะอาด ก็เป็นกระแสที่จะชนะพวกฝ่ายที่เรียกว่าอลัชชีทั้งหลาย”

    วันนี้พุทธบริษัททั้ง 4 โดยเฉพาะอุบาสก อุบาสิกา ในประเทศไทย ตื่นตัวและต้องการให้มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างมาก เพื่อให้คณะสงฆ์อยู่ในพระธรรมวินัยมากขึ้น แต่ก็มีคณะสงฆ์มาพยายามบิดเบือนบอกว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา แต่จริงๆ แล้วเป็นการช่วยเหลือ เผยแผ่พระพุทธศาสนา เช่น การดูแลสนับสนุนพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และจัดการกับพระภิกษุอลัชชี

    ถามความเห็นว่า ที่ผ่านมา 3 ปีกว่า ท่าทีของ คสช.ไม่มีการขยับทำอะไรเรื่องการปฏิรูปกิจการพุทธศาสนา เป็นเพราะ คสช.ไม่อยากมีปัญหากับพระใช่หรือไม่ ไพบูลย์ มองว่า ก่อนหน้านั้นตอนเป็น สปช.เสนอประเด็นการปฏิรูปคณะสงฆ์ ฝ่ายสงฆ์ก็มีการกดดันรัฐบาลอยากให้คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาฯ ของ สปช.ยุติการทำงาน แต่ก่อนหน้านั้น กมธ.ฯ ก็ทำรายงานเสนอต่อรัฐบาลไป ตอนนั้นรัฐบาลก็เกรงกลัวคณะสงฆ์ แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองหลังได้รับรายงานดังกล่าวก็ทราบมาว่า พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ก็เห็นด้วยกับเรื่องการจัดทำบัญชีวัด มีการสั่งการไปถึงรองนายกฯ และ รมต.ที่เกี่ยวข้อง จนประสานไปยังมหาเถรสมาคมในประเด็นนี้

    ..นายกฯ ก็อาจมีความคิดเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้ปฏิรูปเรื่องนี้ แต่รัฐบาลก็มีคนที่รับผิดชอบ ทั้งรองนายกฯ-รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี แต่คนที่ไปติดต่อกับคณะสงฆ์มักเป็นบุคคลที่เอออวยอยู่กับคณะสงฆ์อยู่แล้ว ไม่อยากแตะ แล้วก็ไปให้ข้อมูลกับนายกฯ ในลักษณะที่ทำให้นายกฯ ก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย จนเป็นเหตุให้มีการไปเสนอย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร แต่วันนี้เมื่อมีการย้าย พ.ต.ท.พงศ์พรกลับมาที่สำนักพุทธฯ เช่นเดิม และยังปรับเปลี่ยนให้รองนายกฯ กับ รมต.สำนักนายกฯ ที่ค่อนข้างเออออกับคณะสงฆ์ไม่ต้องรับผิดชอบสำนักพุทธฯ แล้วให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ มาดูแลแทน มองว่าก็คงทำให้ พ.ต.ท.พงศ์พรไม่ถูกกดดัน

    ย้ำถามไปอีกครั้งว่า มองว่ารัฐบาล คสช.จะเอาด้วยไหมกับการปฏิรูปสงฆ์ ไพบูลย์ ตอบว่า เชื่อว่าต้องมี เพราะตอนแรกที่ย้าย ผอ.พงศ์พร ดูแล้วคงไม่มีการทำเรื่องนี้ แต่เมื่อย้ายกลับมาก็เชื่อได้ว่าจะเป็นหนทางนำไปสู่การปฏิรูป ที่ก็แสดงว่านายกฯ ฟังความต้องการประชาชน หากดำเนินการไปตามกฎหมาย อำนาจหน้าที่จริงๆ มันก็ต้องมีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา เพราะก็ปฏิรูปหลายอย่าง แล้วทำไมไม่ปฏิรูปเรื่องนี้ ในเมื่อการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ การจัดการทรัพย์สินวัดของพระภิกษุ มันเป็นปัญหาของประเทศชาติ

    - ถ้าไม่มีการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ปฏิรูปคณะสงฆ์ จะเกิดอะไรขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาว?

    ก็จะทำให้เกิดการหมักหมมปัญหา เพราะเมื่อไปจัดการกับนักการเมือง ข้าราชการ แล้วปฏิรูป เช่น ปฏิรูปตำรวจ ปราบทุจริต แต่ทำไมเรื่องคณะสงฆ์ที่เห็นอยู่ชัดๆ กับการที่บวชเป็นพระภิกษุ แล้วไปเป็นพระปกครอง เป็นเจ้าอาวาส แต่กลับไปเอาเงินจากวัดที่เป็นเงินศรัทธาของญาติโยม หรือจากธรณีสงฆ์ที่เป็นศาสนสมบัติ หรืองบประมาณแผ่นดินที่นำไปใช้โดยมิชอบ มันเป็นการทุจริตทั้งสิ้น เมื่อทุจริตกันมโหฬารขนาดนี้แล้วไม่ปฏิรูป ไม่ทำอะไรเลย แล้วรัฐบาลจะมาบอกว่าเป็นธรรมาภิบาล มันเป็นไปไม่ได้ หากไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้จะมาพูดเรื่องธรรมาภิบาลไม่ได้เลย เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญ

    ไพบูลย์ ยืนยันว่า หากมีการปฏิรูปคณะสงฆ์ การปกครองคณะสงฆ์ การจัดการทรัพย์สินวัด เรื่องบัญชีของพระภิกษุให้เปิดเผย โปร่งใส เป็นธรรมาภิบาล ก็จะเป็นหลักประกันและแนวทางสำคัญที่จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปในแนวทางนี้ได้ แต่หากยังปล่อยให้เป็นปัญหาแบบนี้ มีการทุจริตมากมายอย่างที่เคยเกิดกับวงการนักการเมือง ข้าราชการ ซึ่งตอนนี้การทุจริตแบบนั้นไปอยู่ในแวดวงคณะสงฆ์หมดแล้ว ทั้งการทุจริตเงินทองงบประมาณแผ่นดิน การซื้อขายตำแหน่ง มีหมดทุกอย่างแล้ว หากไปกวาดแก้เฉพาะนักการเมือง แต่ยังปล่อยให้มีการทุจริตในกลุ่มพวกคณะสงฆ์ มันก็จะแพร่เชื้อออกมาเป็นโรคติดต่อ แล้วจะไปแก้ปัญหาโดยรวมไม่ได้ ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเป็นปัญหาต่อไปเรื่อยๆ

    เมื่อถามว่า สรุปก็คือแนวทางต้องแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป ไพบูลย์ ย้ำแนวทางว่า ก็จัดการตามลำดับ อันแรกก็คือนำคนผิด คนทุจริตเงินงบประมาณ เงินทอนวัดมาลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือพระ โดยไม่ต้องคำนึงว่าเป็นพระนักปกครองชั้นผู้ใหญ่อะไรทั้งสิ้น เพราะยิ่งเป็นพระปกครองชั้นผู้ใหญ่ยิ่งต้องไม่ทุจริต

    สอง ออกกฎ หรือระเบียบ หรือออกกฎหมายที่เป็นมาตรการอย่างใดอยางหนึ่ง เช่น ออกกฎหมายจัดการทรัพย์สินศาสนาสถาน หรือศาสนประโยชน์ เพื่อให้มีการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้

    สาม ต้องแก้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เพื่อปรับปรุงโครงสร้างคณะสงฆ์ให้เป็นธรรมาธิปไตย หากทำทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ พระพุทธศาสนาก็จะมีการขจัดกาฝาก พวกอลัชชีออกไปได้ รวมถึงขจัดพวกที่มิจฉาชีพที่มาแสวงหาผลประโยชน์จากพระพุทธศาสนาให้พ้นออกไป ศาสนาเราก็จะเข้มแข็งและรุ่งเรือง

    ถามไปว่า แต่แนวทางที่เสนอมา มหาเถรสมาคมก็จะต้องถูกลดบทบาท โดนลดอำนาจ แล้ว มส.จะยอมหรือไม่ ไพบูลย์ ตอบกลับมาว่า เขาไม่ยอมอยู่แล้ว แต่คำถามคือว่า การปฏิรูปอะไรจะต้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องยอมด้วยหรือไม่ ไม่อย่างนั้น เช่น จะปฏิรูปการเมืองเพื่อแก้ปัญหาการเลือกตั้ง แก้ปัญหาการทุจริตด้วยการออกฎหมาย ก็ต้องให้นักการเมืองเป็นคนออกกฎหมายอย่างนั้นหรือ ก็ไม่เห็นฟังเขาเลย เราก็ต้องนำคนกลางมาทำ แล้วฟังเสียงประชาชน ฟังเสียงเขาไว้ด้วยบ้างก็ได้ แต่ไม่ใช่ให้เขาเห็นชอบหรือเขาออก หรืออย่างเรื่องการปฏิรูปตำรวจ หากจะปฏิรูปก็ไม่ใช่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือตำรวจเห็นด้วยเสียก่อน แล้วมันจะได้ปฏิรูปไหม มันก็ไม่ได้

    ...ก็เช่นเดียวกับคณะสงฆ์ เมื่อปัญหาอยู่ที่คณะสงฆ์ อยู่ที่มหาเถรสมาคม ท่านก็ต้องไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป แต่ต้องให้กลไกของสังคม เช่น นักวิชาการ คนที่เกี่ยวข้องเขาดำเนินการ แล้วก็รับฟังเสียงประชาชน แล้วก็ออกกฎหมาย มันถึงจะปฏิรูปได้ แต่ถ้าจะต้องไปให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบก่อน อันนั้นมันคือปัญหาที่มีมาตลอด มันถึงปฏิรูปไม่ได้ เพราะมหาเถรสมาคมจะมาเห็นด้วยก็ต่อเมื่อมีการไปแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้มหาเถรสมาคม ซึ่งมันก็จะยิ่งสร้างปัญหาหนักขึ้นไปอีก

    ไพบูลย์ ยังกล่าวหลังถามไปว่า เรื่องปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา หากไม่ทำยุค คสช.แล้วเลยไปถึงยุคที่สภาและรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง พวก ส.ส.ก็คงไม่อยากยุ่งเรื่องพวกนี้เพราะอาจกระทบกับฐานเสียง โดยให้ความเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล คสช.หรือรัฐบาลไหนก็ตาม โดยเฉพาะกับรัฐบาลชุดนี้ เมื่อมีผู้นำที่เป็นนายกฯ ที่เมื่อแน่วแน่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ปราบทุจริต และทำในสิ่งที่ประชาชนเรียกร้องถ้าเป็นสิ่งถูกต้อง รัฐบาลไหนก็ต้องทำ เมื่อตอนนี้ประชาชนเรียกร้องเรื่องนี้ ก็ต้องตอบคำถามว่าทำไมไม่ทำ แต่สำหรับรัฐบาลนี้มีนายกฯ ที่โดยส่วนตัวผมเห็นว่ามีความตั้งใจทำงานสูง ก็เลยเชื่อว่าการปฏิรูปเรื่องนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นสูงกว่ารัฐบาลอื่น

    ถามปิดท้ายว่า ฟังจากที่บอกมาทั้งหมด สรุปได้ว่าทุกวันนี้วัดได้กลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มที่จ้องจะหาผลประโยชน์จากวัดไปแล้ว ไพบูลย์ ให้ความเห็นว่า มองแล้วก็เป็นเช่นนั้น เพราะมองแล้วมันไม่เปิดเผย โปร่งใส แต่ถ้ามีวัดไหนเปิดเผย โปร่งใส เช่น วัดสวนแก้วของพระพยอม หรือการบริหารจัดการภายใน วัดอ้อน้อยของหลวงปู่พุทธะอิสระ ก็เปิดเผย โปร่งใส ก็ไม่ได้ทำให้ใครระแวง แต่ก็ยังเป็นวัดส่วนน้อย

    ...ดังนั้น วัดที่มีผลประโยชน์เยอะๆ เช่น วัดโสธร หรือวัดอื่นๆ อีกเยอะแยะ เช่น วัดพระธรรมกาย อย่างวัดโสธรที่เป็นวัดหลวง ซึ่งวัดหลวงมีมากที่มีผลประโยชน์มากมาย แต่ไม่เปิดเผย ไม่โปร่งใส สิ่งหนึ่งที่ทำให้คิดว่าที่ไม่ยอมเปิดเผยกันก็เพราะมันมีปัญหา เพราะหากไม่มีปัญหา ไม่มีทุจริต การเปิดเผยบัญชี การทำบัญชีวัด มันเสียตรงไหน เพราะถ้าเปิดเผย โปร่งใส ศรัทธาญาติโยมก็จะมีแต่มากขึ้น เพราะหากเปิดเผยแล้วพบว่าวัดมีเงินเยอะ แล้วนำเงินไปช่วยวัดอื่นก็จะยิ่งเพิ่มศรัทธา แต่หากเปิดเผยแล้ว คนพบว่าวัดมีเงินไม่พอ พศ.จะได้ไปสนับสนุน ญาติโยมก็จะได้ไปช่วยบริจาคช่วยวัด

    ที่สำคัญเรื่องบัญชีวัด พศ.ควรสนับสนุนให้วัดแต่ละวัดต้องทำบัญชีวัดให้มีมาตรฐาน โดยให้นักบัญชีเข้าไปทำบัญชีให้วัด แล้วก็ให้นักตรวจสอบบัญชีที่เป็นมืออาชีพเข้าไปตรวจสอบ เมื่อจัดทำบัญชีเสร็จ ทางวัดก็ส่งบัญชีไปให้ พศ.เพื่อนำไปเผยแพร่ลงเว็บไซต์ ควรทำเรื่องนี้เพราะใช้เงินไม่มาก วัดหนึ่งก็มีค่าใช้จ่ายไม่กี่หมื่นบาท เริ่มลองทำสักหนึ่งพันวัดก่อน ไม่ใช่อย่างที่เป็นกันทุกวันนี้ ที่ทุกวัดแจ้งไปที่อำเภอและจังหวัดว่าวัดได้ทำบัญชีแล้ว และบอกว่าส่งไปให้ พศ.แล้ว แต่ตรวจสอบพบว่าวัดไม่ได้ส่งบัญชีไป ที่ทำคือส่งแค่ตัวเลข ตรงนี้คือปัญหา หากรัฐบาลไม่สามารถผลักดันให้วัดมีการทำบัญชีที่เปิดเผย โปร่งใสได้ แล้วจะไปทำอะไรได้ ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้.

    .................

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    นี่....เขาเล่นกันเป็นทีม คดีที่ "ลุงตู่" ให้เจ้าหน้าที่ใน คสช.แจ้งความให้ดำเนินคดี "หมวดเจี๊ยบ" ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต ตอนนี้เปลี่ยนนามสกุลเป็น "ทิวากรดำรง" ในความผิดเข้าข่าย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา ๑๔ (๒) และข้อหายุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ หลังไปโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัววิจารณ์ ลุงตู่ว่า
  • บทบรรณาธิการ

    จากกรณีคดีอลเวงแย่งชิงสิทธิ์ลอตเตอรี่เงินรางวัล 30 ล้านบาทที่จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างนายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนเทพมงคลรังษี ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ที่อ้างว่าถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่หนึ่ง แต่ปรากฏว่าสลากชุดดังกล่าวหายไป
  • เอ็กซ์-ไซท์

    เมียสารภาพลดโทษจำ25ปี คดีจนท.ล่อซื้อยาไอซ์ปี59เล่าต๋าราชายาเสพติดชดใช้กรรม ศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตคดีค้ายาไอซ์ปี 59 หลังเจ้าหน้าที่ปลอมตัวล่อซื้อ เมียถูกจำคุก 25 ปีและชดใช้เงิน 2.5 ล้าน ขณะที่ลูกชายกับสมุนเจอประหารชีวิตหลังยืนกรานต่อสู้คดี
    เกิดเหตุระทึกในสนามบินสุวรรณภูมิ หญิงสาวชาวยุโรปปีนสลิงชั้น 6 อาคารผู้โดยสารสูง 20 เมตรห้อยโหนท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้เห็นเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่พยายามเจรจา 2 ชม.ไม่เป็นผลก่อนร่วงลงมา
    ตำรวจตามตะครุบเจ้าหนี้โหดเผาบ้านลูกหนี้ไลฟ์โชว์เฟซบุ๊ก เพื่อนคนถ่ายคลิปพลอยเข้าปิ้งไปด้วย ที่แท้เหยื่อก็เป็นเพื่อน ยืมเงิน 1 หมื่นบาทแล้วไม่ไปกรีดยางใช้ตามสัญญา ขณะที่ผู้ก่อเหตุก็แก้เกี้ยวแค่หยอกกัน
  • x-cite inside

    ในจำนวนร่าง พ.ร.บ.ที่ภาคประชาชนมีส่วนในการร่างและผลักดัน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้มีอยู่ไม่กี่ฉบับ และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’ ที่ส่งผลให้เกิดการจัดตั้ง ‘สภาองค์กรชุมชนตำบล’ ขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ตำบลทั่วประเทศ
    ปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่สาธารณะป่าห้วยเม็กของชาวบ้านตำบลบ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ เมื่อชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ สามารถต่อสู้เพื่อทวงคืนผืนป่าจากบริษัทเครื่องดื่มผสมเคเฟอีนที่มีอำนาจเงินตราและมีทุนมหาศาล เหมือนดังไม้ซีกที่งัดไม้ซุงได้สำเร็จ...
    นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนต์เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง กว่า 100 คน จัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ผ่านการชมภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญ” ผลงานการสร้างสรรค์ของ 4 ผู้กำกับแถวหน้า "ปรัชญา ปิ่นแก้ว, นนทรีย์ นิมิบุตร, ก้องเกียรติ โขมศิริ, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล"