แสตมป์ที่ระลึก 100 ปี ธงไตรรงค์

  • Thursday, October 5, 2017 - 11:18


    เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 100 ปีที่ชาติไทยมี “ธงไตรรงค์” เป็นธงประจำชาติ และเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานธงไตรรงค์ให้กับชาติไทยเป็นครั้งแรก แทนการใช้ธงช้างเผือกทรงเครื่องที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

    ย้อนกลับไปในอดีตตั้งแต่ในรัชกาลที่ 1 ประเทศไทยหรือสยามในครั้งนั้นมีวิวัฒนาการของธงชาติมาหลายรูปแบบกว่าจะมาเป็นธงไตรรงค์ในปัจจุบัน เริ่มจากธงชาติสยามที่ใช้กับเรือราษฎร มีลักษณะเป็นผืนผ้าสีแดงล้วน มาสู่ธงชาติสยามใช้กับเรือหลวง ลักษณะเป็นผืนผ้าสีแดง มีรูปวงจักร พอเข้าสู่ช่วงรัชกาลที่ 2 ก็มีการเปลี่ยนแบบธงชาติเป็นแบบช้างเผือกอยู่ในวงจักร และจากนั้นตั้งแต่รัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ก็มีการเปลี่ยนมาใช้ธงชาติสยามเป็นรูปช้างเผือกเปล่า ที่ไม่ทรงเครื่องสีขาวบนผืนธงชาติสีแดง และก็มีการเปลี่ยนอีกครั้งเป็นธงช้างเผือกแบบทรงเครื่อง ใช้กันมาถึงรัชกาลที่ 6 จึงได้มีการเปลี่ยนเป็นธงไตรรงค์

    ทั้งนี้ จากข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการความเป็นมาของธงชาติไทยที่จัดแสดง ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก จัดโดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เพื่อเฉลิมฉลอง 100 ปี ธงไตรรงค์ ซึ่งวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการเสวนาถึงความเป็นมาของธงชาติ โดยมีอาจารย์พฤฒิพล ประชุมผล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย รวมถึงพลตรีกิตติศักดิ์ บุญสุข ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และนางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปณท เป็นผู้เล่า

    สำหรับภายในเวทีเสวนา อาจารย์พฤฒิพล ประชุมผล กล่าวถึงที่มาการเปลี่ยนธงช้างเผือกสู่ธงไตรรงค์ว่า หากย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสวัดสะแกกรัง ที่ จ.อุทัยธานี ซึ่งกำลังประสบอุทกภัย และได้ทอดพระเนตรเห็นราษฎรประดับธงช้างเผือกด้วยความประมาทในลักษณะธงช้างกลับหัว คล้ายกับช้างล้ม พระองค์ก็ทรงคิดว่าช้างเผือกเป็นช้างคู่กษัตริย์ การที่ทำช้างกลับหัวถือว่าไม่เป็นมงคล อาจหมายถึงพระมหากษัตริย์ต้องมีอันเป็นไป ขณะเดียวกันที่พระองค์กำลังเสด็จฯ กลับ ราษฎรไม่มีธงช้างเผือกมารอรับ เพราะว่าหายาก แต่ด้วยความที่อยากจะแสดงความจงรักภักดี จึงได้หาผ้าสองสี คือสีแดงกับขาว มาต่อกันเป็นริ้ว เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นธงแดงขาว 5 ริ้ว พระองค์จึงตัดพระราชหฤทัยให้ธงสีขาวแดง 5 ริ้วเป็นธงชาติใหม่ ถือเป็นธงแถบครั้งแรก ประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2459 และยุติการใช้ธงช้างเผือกมานับตั้งแต่ตอนนั้น พอมาวันที่ 22 ก.ค.2460 ไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีประเทศมหาอำนาจสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ทั้งสามประเทศล้วนแต่มีสัญลักษณ์เป็นธงแถบมีสามสีคือ แดง ขาว น้ำเงิน ด้วยกันทั้งสิ้น พระองค์จึงประกาศเลยว่า เมื่อเราอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร เราควรทำเครื่องเตือนใจที่ได้ทำการปราบอธรรม สร้างความยุติธรรมให้กับโลกใบนี้ สมควรเปลี่ยนแถบสีแดงกลางให้เหมือนกับสัมพันธมิตร และเพิ่มสีน้ำเงินแก่ หรือสีขาบเข้าไปตรงกลาง นี่คือที่มาที่แท้จริง พร้อมกับพระราชทานนามว่าธงไตรรงค์ อันหมายถึงธงสามสี

    “เราเคยถามตนเองไหมว่า ทำไมธงชาติไทยไม่เป็นฟ้า ม่วง เหลือง แดง แสด ทำไมต้องเป็นขาว แดง น้ำเงิน เพราะแดง-ขาวมาจากริ้วที่ท่านเห็นเมื่อตอนเสด็จฯ กลับ แล้วเพิ่มสีน้ำเงินเมื่อตอนเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 เพื่อให้เป็นสีตามลักษณะธงชาติของประเทศที่เป็นสัมพันธมิตร เพื่อให้เป็นเครื่องหมายปรากฏว่าประเทศเราได้เข้าร่วมสุขทุกข์ และเป็นน้ำหนึ่งน้ำใจเดียวกันกับสัมพันธมิตรหมู่ใหญ่ นี่คือที่มาของสีธงชาติเรา ที่ผ่านมาเมื่อมีคนถามถึงที่มาธงชาติไทย เราต่างตอบกันถึงความหมายของสี แทนที่จะตอบถึงที่มาดังกล่าว” อาจารย์พฤฒิพลกล่าว

    อาจารย์พฤฒิพลกล่าวต่อว่า นอกจากที่มาที่กล่าวมา ใช่ว่าธงไตรรงค์ของเราจะไม่มีความหมาย สีแดง หมายถึง ความเป็นชาติ หรือความเป็นชนชาติไทย ความเป็นแผ่นดินไทย ส่วนสีขาว หมายถึง ศาสนา หรือลัทธิความเชื่ออันบริสุทธิ์ และสีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง

    ด้านพลตรีกิตติศักดิ์ บุญสุข กล่าวว่า การประกาศให้วันที่ 28 ก.ย. เป็นวันพระราชทานธงไตรรงค์ ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับวันนี้ จึงจัดให้มีการประดับธงชาติในวันที่ 28 ก.ย.ของทุกปี ยิ่งปีนี้ครบรอบ 100 ปี ถือเป็นปีพิเศษ หลายหน่วยงานจัดกิจกรรมสำหรับรำลึกและรู้สึกภาคภูมิใจที่เรามีธงชาติ ขณะเดียวกันในส่วนของภาครัฐได้เล็งเห็นความสำคัญอีกอย่างที่คู่กับการเคารพธงชาติ คือเพลงชาติไทย ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเสียงร้องของเพลง จากเดิมที่มีเพียงแต่เสียงผู้ชายร้อง เลยนำเอาเสียงผู้หญิงเข้าไปประสานด้วยเพื่อให้เกิดความนุ่มนวลเพิ่มขึ้น และจะมีการปรับเปลี่ยนภาพประกอบ เนื่องจากมีการเปลี่ยนรัชกาล แต่ไม่มีการเปลี่ยนเนื้อร้อง

    “จะว่าไป จากประโยคที่ว่า เราจงร่วมกันยืนตรงเคารพธงชาติ ประเทศอื่นไม่มี แต่ประเทศเรามี จริงๆ แล้วการยืนตรงเคารพธงชาติเป็นการแสดงความเคารพและความภาคภูมิใจในประเทศไทย ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่เป็นรื่องของกฎหมายซึ่งหลายคนไม่รู้ เมื่อได้ยินเพลงชาติ หากอยู่บริเวณข้างนอกต้องมีการยืนตรงเคารพ แต่ถ้าอยู่ในอาคาร อยู่ในรถ หรือที่ใดก็ตาม หากแสดงยืนตรงไม่ได้ให้อยู่ในอาการสำรวม และการใช้สัญลักษณ์ธงชาติค่อนข้างเป็นเรื่องที่ต้องตรวจอย่างละเอียดอ่อน ไม่ใช่ว่าใครจะเอาสัญลักษณ์ธงไปใช้ก็ได้ อย่างการนำมาจัดทำเป็นแสตมป์ ได้ตรวจสีกันอย่างเคร่งครัดมากเพื่อให้สีตรง ฉะนั้นการทำอะไรเกี่ยวกับธงชาติต้องดูความเหมาะสม” พลตรีกิตติศักดิ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเคารพและรู้สึกภาคภูมิในชาติคือเรื่องสำคัญ ปณท ได้เฉลิมฉลองการประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ถ่ายทอดบนดวงแสตมป์ถึงวิวัฒนาการของธงชาติไทยในอดีตแต่ละยุค

    นางสมร เทิดธรรมพิบูล กล่าวว่า ได้ทำตราไปรษณียากรหรือแสตมป์เกี่ยวกับธงชาติไทยมาหลายครั้ง แสตมป์ที่ทำเกี่ยวกับธงชาติไทยมีการจัดทำขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2510 เป็นแสตมป์ฉลองครบรอบ 50 ปี ธงชาติไทย ในครั้งนั้นได้ผลิตออกมาในชุด มี 2 ดวง ดวงแรกมีราคา 50 สตางค์ ดวงที่ 2 ราคา 2 บาท และตลอดเวลาที่ผ่านมายังได้มีภาพธงชาติไทยที่ทำออกมาใช้สำหรับงานทั่วไปอีกหลายชุด ได้จัดแสดงในนิทรรศการความเป็นมาของธงชาติด้วย และในวาระครบรอบ 100 ปี ธงชาติไทย ไปรษณีย์ไทยได้จัดทำแสตมป์ชุดพิเศษ ในภาพแสตมป์มีพื้นหลังเป็นพระบรมมหาราชวัง มีธงชาติไทยอยู่ตรงกลาง และด้านล่างจะเป็นธงชาติในรัชกาลต่างๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ดวงละ 3 บาท ใน 1 แผ่นมีทั้งหมด 10 ดวง เป็นแผ่นละ 30 บาท และนอกจากนี้ยังมีซองที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เป็นภาพทหารถือธง ซึ่งเป็นลายเส้นฝีพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 6 พร้อมคำอวยพรปีใหม่ ราคา 11 บาท แสตมป์ครบรอบ 100 ปีนี้ผลิตแค่จำนวน 500,000 ดวง แผ่นละ 10 ดวง 50,000 ชุด เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2560 เป็นต้นไป สามารถซื้อได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ ส่วนนิทรรศการเกี่ยวกับธงชาติจะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 9 ต.ค.นี้.

  • เปลว สีเงิน

    ๑๐๗ ปีที่ผ่านมา........... เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต! พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงประชาชาวไทย ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช"
  • บทบรรณาธิการ

    จากการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ผ่านมา พบว่ายังมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม แม้แต่สื่อมวลชนบางสำนักที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลและให้ความรู้กับประชาชนมาโดยตลอดเรื่องแนวทางการปฏิบัติยังละเมิดข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ หลังถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือไลฟ์สดขณะซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง