สังคมไทยควรประจักษ์ บทเรียนคดีจำนำข้าว

  • Monday, October 2, 2017 - 00:00


    ทันทีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านคำพิพากษาจำคุก 5 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีในคดีโครงการรับจำนำข้าว เชื่อได้ว่ามีทั้งผู้ที่ปรบมือว่าความยุติธรรมมีจริง และมีผู้ที่ส่ายหน้าตั้งข้อกังขาว่า การเมืองแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดทั้งปวงถือเป็นอิสรภาพแห่งความคิด แต่ที่ไม่ควรมองข้ามข้อเท็จจริงได้คือ คนทำผิดควรได้รับการลงโทษ คนโกงควรต้องรับผิดชอบ มิเช่นนั้นสังคมก็จะเดินต่อไปไม่ได้ ตามครรลองของกฎหมายและกฎกติกามารยาทสากลพึงปฏิบัติ

    พิจารณาตามคำพิพากษาของตุลาการในคดีดังกล่าวแล้ว จะเห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่า มีขบวนการทุจริตเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ผู้บริหารบ้านเมืองตามกรอบนโยบายดังกล่าวต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง อย่างที่ยังมีความพยายามเบี่ยงเบนประเด็นว่า รัฐบาลทหารมีเจตนาที่จะล้างบางหรือทำลายรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อสร้างความชอบธรรมการกระทำการรัฐประหาร

    สังคมไทยชอบที่จะนำการเมืองมาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกเรื่อง จนลืมสุภาษิตว่า "ถ้าไม่มีไฟที่ไหนจะมีควัน" นั่นคือ ถ้าหากไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบายเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ต่อให้กี่ศาล ต่อให้กี่รัฐบาลก็ไม่สามารถเอาผิดผู้บริหารหรือรัฐบาลเจ้าของนโยบายได้อย่างแน่นอน แต่ในทางตรงกันข้าม เพราะมีข้อมูลพยานหลักฐานที่เชื่อถือได้ต่างหาก อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนข้าราชการประจำชั้นสูงจึงถูกศาลพิพากษาลงโทษกราวรูด กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เป็นอุทาหรณ์สำคัญให้กับข้าราชการประจำทั้งหลายว่า การรับใช้นักการเมืองโดยลืมพิทักษ์ประโยชน์ของราชการนั้น ผลสุดท้ายคือคุก

    ข้าราชการประจำในทุกกระทรวงคงจะซึมซับจากตัวอย่างความอัปยศที่ข้าราชการไม่เคารพในอำนาจหน้าที่ของตัวเองผ่านคดีโครงการรับจำนำข้าวนี้เรียบร้อยแล้ว แต่สังคมไทย หรือประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ตระหนักรู้เท่าทันหรือยังว่า โครงการประชานิยมหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในการรับจำนำข้าวนี้สร้างความเสียหายอย่างมโหฬารให้กับวงการค้าและการปลูกข้าวของประเทศไทย ประชาชนที่นิยมชมชอบขายข้าวในราคาแพงกว่ากลไกตลาดโลก ยังหลงใหลได้ปลื้มว่า ไม่มียุคไหนที่รัฐบาลจะคิดถึงชาวนาเท่ากับรัฐบาลนารีปูหรือไม่

    ประชาชนคนไทยจำได้หรือไม่ว่า ช่วงของการจำนำข้าว มีชาวนาผูกคอตายมากมาย อันเนื่องมาจากการแย่งกันปลูกข้าวหวังว่าจะขายได้ในราคาจำนำ แต่สุดท้ายราคาตลาดโลกตกต่ำ ในขณะที่มีการสวมสิทธิ์เวียนเทียนจำนำข้าว จนเป็นเหตุให้พ่อค้าคนกลางร่ำรวยมหาศาล ทั้งหมดเป็นวงจรอุบาทว์ที่การเมืองเข้าไปทำลายกลไกตลาดข้าวอุปทานและอุปสงค์ต่างหาก

    หากสังคมไทยยังคงลืมง่าย และเชื่อว่าคดีความต่างๆ ทั้งหลายที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้อนหลังไปจนถึงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งมีทั้งทุจริตในวงการข้าว ทุจริตในวงการการเงินการธนาคาร ทุจริตการซื้อขายที่ดิน ทุจริตการปรับเปลี่ยนสัมปทานโทรคมนาคม เป็นเรื่องเกมการเมือง ก็พอจะเห็นอนาคตบ้านเมืองในการเลือกตั้งใหม่ว่า คงไม่แตกต่างจาก 10 ปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน นั่นคือ คนไทยไม่ได้มีสำนึกของการกลั่นกรองความผิดชอบชั่วดีตามหลักธรรมาภิบาลแม้แต่น้อย ที่น่าเสียใจคือ ประชาชนก็ไม่แตกต่างจากนักการเมืองคือมองเห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ส่วนเปรตจะมาครองเมืองไม่สนใจ.

  • เปลว สีเงิน

    ๒๑ ตุลาคม วนมาอีกรอบ ถึงวันเกิดที ก็มานั่งนับอายุกันที หนังสือพิมพ์ก็เหมือนคน ไทยโพสต์ผ่านมาได้ ๒๑ ปี ขึ้นปีที่ ๒๒ ไม่ช้าไม่นาน ถ้าเป็นคนก็กำลังจะจบมหาวิทยาลัย ใกล้ได้เวลาย่างเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงาน อายุมากขึ้น มาพร้อมกับจำนวนครั้งการเต้นของหัวใจที่ลดลงเรื่อยๆ
  • บทบรรณาธิการ

    เห็นภาพประชาชนคนไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศแปรปรวนขนาดไหน ตั้งแต่ฝนตก น้ำท่วม แดดร้อน ก็ไม่มีปัญหาการกระทบกระทั่ง สร้างบรรยากาศที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง