ยิ่งลักษณ์จบแล้ว ฉากต่อไปนโยบายจำนำข้าว

  • Sunday, October 1, 2017 - 00:00


    ยิ่งลักษณ์ หนี-ลี้ภัย
    .....................
    กระบวนการติดตามตัว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่หนีคดีอยู่ต่างประเทศ มารับโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่ตัดสินจำคุกยิ่งลักษณ์ 5 ปียังคงดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันสื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า ยิ่งลักษณ์กำลังจะยื่นเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองกับบางประเทศ เช่น อังกฤษ ประเทศที่ทักษิณ ชินวัตร ผู้พี่มีที่พักอยู่ในเมืองหลวง กรุงลอนดอน หากข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริงก็ต้องรอดูกันว่าผลจะเป็นอย่างไร

    ทิศทางการติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษ รวมถึงมุมมองต่อผลคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ออกมา มีการประเมินและวิเคราะห์จากคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตั้งแต่ยังไม่เป็นคดีความ จนสุดท้ายจบที่การตัดสินของศาลฎีกาฯ ทั้งในส่วนของ นักวิชาการและนักการเมือง

    เริ่มต้นที่มุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ เพราะต้องไม่ลืมว่า เมื่อตอนรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายสถาบัน เช่น นิด้า-ทีดีอาร์ไอ-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาคัดค้านตั้งแต่แรก จนมีการเข้าชื่อกันของนักวิชาการ ยื่นคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลวินิจฉัยให้นโยบายจำนำข้าวยุติการดำเนินการ แต่สุดท้ายศาล รธน.ก็ยกคำร้อง รัฐบาลเพื่อไทยและยิ่งลักษณ์จึงเดินหน้าเต็มสูบทำจำนำข้าว จนสุดท้ายมีชะตากรรมอย่างที่เห็น

    โดย รศ.ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็น อดีตคณะอนุกรรมการมาตรการป้องกันการทุจริต รวมถึงยังเป็นอนุกรรมการป้องกันการแทรกแซงพืชผลการเกษตร ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เป็นคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ที่ติดตาม ตรวจสอบ เรื่องนโยบายรับจำนำข้าวมาตั้งแต่แรก จนเคยมีหนังสือจาก ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานแรกที่ส่งไปถึงยิ่งลักษณ์ ให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าว อันเป็นหนังสือที่มีการอ้างอิงมาตลอด ตั้งแต่เริ่มมีคดีรับจำนำข้าวจนคดีไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ และมีการตัดสินคดีจีทูจีและคดียิ่งลักษณ์

    ดร.ไพโรจน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เดิมความเข้าใจและความคาดหวังของผม คิดว่ายิ่งลักษณ์ หากจะถูกตัดสินว่าผิด ก็น่าจะถูกตัดสินว่าผิดเพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ไม่ใช่ทุจริต แต่เป็นเรื่องการออกแบบนโยบายจำนำข้าวที่มันหมิ่นเหม่ ในการทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศมาก และล่อแหลม ทำให้เกิดการทุจริตได้ง่าย เพราะรัฐไปทุ่มแบบหมดหน้าตัก ทำโครงการโดยไม่มีความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ เพราะโครงการจำนำข้าว เห็นได้ตั้งแต่ทำแล้วว่าแนวโน้มมันไม่สัมฤทธิผลอย่างที่ตั้งใจ เพราะขาดทุนเยอะ ด้วยความเข้าใจไปเองว่า ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ดังนั้นไทยก็ต้องกำหนดราคาข้าวในตลาดโลกได้ โดยไปซื้อข้าวมาเก็บไว้ แล้วค่อยคอยนำไปขาย ซึ่งเข้าใจผิด เพราะความจริงแล้ว แม้ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่เราเป็นผู้ผลิตรายเล็กในตลาดข้าวของโลก นโยบายของพรรคเพื่อไทยจึงเข้าใจผิดว่าจะควบคุมราคาข้าวในตลาดโลกได้

    ตรงนี้ศาลเองอาจมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนอดีต คือ การทำนโยบายแม้รัฐบาลอยากจะช่วยชาวนา แต่ต้องระมัดระวังรอบคอบไม่ให้ประเทศเสียหาย หากสังเกตจะพบว่า เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์เริ่มทำนโยบายจำนำข้าว ก็เริ่มมีนักวิชาการ โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ออกมาค้าน เพราะนโยบายประชานิยม จริงๆ นักวิชาการก็พอรับได้ แต่หากสุดโต่ง บ้าเลือดแบบนี้ โดยเอาประเทศชาติมาประกัน ถึงจุดหนึ่งนักวิชาการก็รับไม่ได้

    หากมองย้อนกลับไป ซึ่งผมคิดตอนแรกว่า ศาลอาจมีวิธีคิดคล้ายพวกเรา ถือว่า ยิ่งลักษณ์แม้จะแถลงนโยบายเรื่องนี้ต่อรัฐสภาแล้ว แต่การทำโครงการต้องคำนึงด้วยว่า จะใช้เงินทำโครงการเท่าใด

    สิ่งที่สังคมนักวิชาการ รวมถึง ป.ป.ช.คาดหวัง ตอนนั้นยังไม่ใช่เรื่องจีทูจี คือจีทูจีตอนที่ทำ เราก็เริ่มรู้แล้วว่ามันจะมีปัญหา แต่ว่ามันมาทีหลังจากทำนโยบาย ต่อมา สังคมรวมถึงฝ่ายค้าน ก็เริ่มมีความคิด มีการต่อสู้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการจำนำข้าวแบบที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำ ตอนแรกผมก็คิดว่า ยิ่งลักษณ์อาจจะโดนข้อหา 157 ได้เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.เคยเสนอไปยังรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อนแล้วว่า ระวัง มันอาจเกิดความเสียหายในการทำโครงการตอนแรก

    ดร.ไพโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ความเข้าใจผมก็คิดว่ายิ่งลักษณ์จะโดน แต่โทษจะไม่มาก แล้วก็รอลงอาญา โดยไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องควรต้องทำหน้าที่ดีกว่านี้กรณีที่มีการทุจริตจีทูจี

    ศาลเมื่อออกมาแบบนี้ ก็ตรงกันข้ามกับที่ผมคิด ศาลไม่ได้พูดเรื่องนโยบายจำนำข้าว ศาลก็มีวิธีคิดแบบเดิมคือ รัฐมีอำนาจในการกำหนดนโยบาย โดยการทำโครงการจำนำข้าวก็มีปัญหาหลายอย่าง แต่ว่าศาลก็เข้าใจว่า รัฐบาลพยายามจะป้องกัน แต่ศาลเข้าใจว่ามีการแยกกันระหว่างคนทำนโยบายระดับสูงกับฝ่ายปฏิบัติ ยิ่งลักษณ์จึงรอดตรงนี้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าไม่ตรงกับที่นักวิชาการช่วงแรกๆ อย่างเช่นพวกผม และนักวิชาการที่ไปช่วยงาน ป.ป.ช. จนมีนักวิชาการไปยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อให้ยับยั้งโครงการ แต่ศาลไม่รับคำร้อง

    เมื่อเป็นแบบนี้ การกำหนดข้อพิพาทเรื่องจำนำข้าว การต่อสู้เรื่องจำนำข้าวก็เป็นหนังม้วนเก่า ไม่มีอะไรตื่นเต้น สังคมอาจคิดแบบนักวิชาการ แต่ศาลอาจคิดว่า ศาลให้อำนาจรัฐมากในการดำเนินนโยบาย เพื่อรักษาประโยชน์ เพราะฉะนั้นโดยนัย ถามว่า นโยบายจำนำข้าวก็อาจมีการระมัดระวังมากขึ้น แต่ผมคิดว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอีก นโยบายจำนำข้าวคงไม่หายไปจากเมืองไทย แต่จะทำแบบสุดขั้วสุดโต่งแค่ไหน มันก็จะไม่เหมือนอดีต เพราะมีสังคมคอยตรวจสอบ

    …คำตัดสินที่ออกมาของศาล พรรคเพื่อไทย เขาถือว่าเขาไม่แพ้ คือเรื่องการโกง เป็นเรื่องของรัฐมนตรีที่พรรคอาจจะรู้ เพราะอย่าง บุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็โดนปลดจาก รมว.พาณิชย์ ทางเพื่อไทยก็อาจจะรู้ว่ามีการทุจริตกันเองเป็นแก๊งเพื่อต้องหาเงิน ซึ่ง เรื่องจีทูจี พรรคเพื่อไทย แต่ก็ถือว่าเสีย เพราะทุจริต และชัดมาก แต่ปัญหาอันนี้มันไม่ได้มาก ถึงกับไปทำลายว่า พรรคนี้หวังแต่จะได้คะแนน แล้วนโยบายจำนำข้าวมันทำให้ประเทศชาติเสียหาย พรรคเพื่อไทยอย่างน้อยก็ยืนกรานได้ว่า เห็นหรือไม่ ศาลก็ไม่ได้ เอาผิดเรา

    เมื่อถามว่า ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ จากผลคำพิพากษาที่ให้จำคุกยิ่งลักษณ์ เรื่องนี้ถอดบทเรียนในเชิงนโยบายอย่างไรได้บ้าง ดร.ไพโรจน์ ย้ำว่า ประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยน ยังไม่มีการพลิกแผ่นดินในเชิงความคิดและนโยบาย ศาลก็ยังมองแบบเดิมๆ ว่า เขาก็ยังมีอำนาจรัฐ เขาทำได้ นโยบายแบบนั้น ตราบใดที่ไม่ทุจริต นักวิชาการคิดว่า นโยบายจำนำข้าวสุดโต่งมาก มีที่ไหน รัฐผูกขาดข้าว จนมีนักวิชาการจากนิด้าเคยไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาล รธน.ยกคำร้อง แต่ศาลเขาไม่ได้คิดแบบนั้น

    นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนโยบายจำนำข้าว อยากให้ศาลยุติธรรมคิดแบบเขา เอาผิดยิ่งลักษณ์ประเด็นว่า ไปออกนโยบายจำนำข้าวแบบนี้ไม่ถูกต้อง ต้องรับผิดชอบ ผมคิดแบบนั้น ผมคิดว่าถ้าเป็นแบบนั้น จะทำให้การออกแบบเรื่องนโยบายหลายอย่างโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหาย ทั้งที่ทำนโยบายไปแล้ว สังคมมีการคัดค้านกันเยอะ ว่าควรต้องรอบคอบ เพราะการทุจริตจีทูจีมันชัดมาก คนทำก็ลุแก่อำนาจ

    อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า เรื่องความผิดพลาดของการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ที่สุดท้ายเกิดคดีจีทูจี-คดียิ่งลักษณ์ เป็นเพราะถ้าจุดใหญ่ มันพลาด การบริหารต่อไปมันก็ยาก เช่น การกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาดมาก ก็ทำให้ใครๆ ก็อยากขายข้าวให้โครงการ ทำให้ปริมาณการผลิตก็มากขึ้น จนมีปัญหา เช่น การปลอมข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขาย เพราะราคาที่รับจำนำมันสูงมาก แล้วก็มาเกิดปัญหาขั้นตอนต่างๆ อีก เช่น การเก็บข้าว จนข้าวมีปัญหา แล้วตามด้วย ปัญหาในขั้นตอนต่างๆ ไล่ตั้งแต่จากกระทรวงพาณิชย์จนไปถึงท้องถิ่น ตั้งแต่ซื้อข้าวมาเก็บไว้จนขายออกไป ที่มีปัญหาเรื่องไม่โปร่งใส อีกทั้งกระบวนการก็ให้อำนาจรัฐ เช่น ความลับในการขายข้าว หรือระบบการปิดบัญชี ที่ซื้อข้าวมาเก็บไว้ แต่เมื่อข้าวยังขายออกไปไม่หมด มันก็ยังปิดบัญชีไม่ได้ เมื่อกระบวนการต่างๆ เหล่านี้มีปัญหา มันก็เป็นจุดอ่อน

    - มองว่าพรรคเพื่อไทยอาจคิดว่าพรรคไม่ได้แพ้ในเชิงนโยบาย เพราะศาลฎีกาฯ ก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้?

    ใช่ ถูกต้อง เพื่อไทยถือว่าเรื่องนี้เป็นจุดขายของเขา ส่วนเรื่องทุจริต ผมมองว่า กับคนระดับล่าง เรื่องคะแนนเสียงคงไม่มาก เว้นแต่กับคนชนชั้นกลางที่อาจเคยศรัทธา ก็อาจมีบ้าง แต่คงมีผลไม่มาก เพราะทุจริตโดยกลุ่มบุคคล เช่น รัฐมนตรี มันมีอยู่เสมอ ก็ดูอย่าง ทักษิณ ชินวัตร โดนศาลฎีกาฯ ตัดสินคดี แล้วก็โดนยึดทรัพย์ แต่ก็ยังชนะเลือกตั้งตลอด อย่างล่าสุดคะแนนนิยมก็ไม่ได้ลง

    ดร.ไพโรจน์ วิเคระห์ว่า หลังจากนี้นโยบายจำนำข้าว หากฝ่ายการเมืองจะเข้ามาทำอีก ทั้งที่เราก็รู้ว่ามันไม่ได้ผลและเสียหาย แต่หากจะมีการทำต่อในอนาคต ก็ควรทำพอประมาณ แล้วหาทางไปปรับปรุงโครงสร้างการผลิต ใช้เทคโนโลยีการผลิตให้ดี ทำภาคการเกษตรสมัยใหม่ หรือไม่ก็คำนวณรายได้ภาคเกษตร แล้วหากพบว่าใครมีรายได้ต่ำ ก็ให้เงินอุดหนุนไปเลย การช่วยเหลือยังมีทางเลือกเยอะ เช่น หากจะจำนำ ก็ต้องทำให้มีการจำนำกันจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ทำก่อนหน้านี้ ที่เป็นการขายขาด ไม่ใช่จำนำ ซึ่งเมื่อต่อไป ถ้าภาคเศรษฐกิจเติบโตได้ คนในภาคเกษตรจริงๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ ก็จะน้อยลงไป เพราะทุกวันนี้ภาคเกษตรมันเล็กลดลงไปแล้ว ข้าวก็เหมือนกัน ถ้าดูจากผลผลิตจีดีพี ข้าว ก็เล็กลงไปมาก ไปทุ่มเสียหายอะไรกัน 4-5 แสนล้านบาท มันไม่คุ้ม ไปสร้างรถไฟทำบ้านเมืองให้เจริญ เดินทางสะดวก ดีกว่าเยอะ เป็นการผลาญเงินที่ไม่คุ้มเลย

    - คิดว่าทักษิณและพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้เมื่อมีการเลือกตั้ง จะยังคงชูนโยบายจำนำข้าวต่อไปหรือไม่?

    แน่นอน ยิ่งหากภาคอีสานกับภาคเหนือยังเลือกคนของพรรคเพื่อไทยแบบที่ผ่านมา เขาไม่เลิกนโยบายจำนำข้าวแน่นอน แต่คงไม่กล้าทำแบบเดิม ที่จะจำนำแบบเดิม คือเกวียนละ 15,000 บาท และคงประกาศในช่วงหาเสียงด้วย เพราะเป็นจุดขายของเขา เขาจะเลิกทำไม และคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ก็ไม่ได้บอกว่า อดีตนายกฯ ผิดในเรื่องเชิงนโยบาย แต่ขณะนี้ก็ถือว่ายิ่งลักษณ์จบไปแล้ว

    ………………………

    โกงจำนำข้าว จบที่ไม่มีแผ่นดินอยู่

    สำหรับนักการเมืองที่ตรวจสอบเรื่อง การรับจำนำข้าว ที่มีบทบาทสำคัญมาตลอด คงไม่พ้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ที่คนเรียกกันว่า หมอข้าว เพราะเปิดประเด็นเรื่องจำนำข้าว โดยมีการเดินหน้าตรวจสอบต่อเนื่อง ตั้งแต่ในรัฐสภา-คณะกรรมการ ป.ป.ช. จนคดีไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ

    หลังศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาจำคุกยิ่งลักษณ์ 5 ปี ดังกล่าว นพ.วรงค์ วิเคราะห์ว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ชัดเจนและตอบสิ่งที่คาใจคนในสังคมหลายประเด็นมาก โดยเฉพาะประเด็นที่ฝ่ายเพื่อไทยพยายามจะพูดว่า นโยบายช่วยชาวนาทำไมผิด คำพิพากษาที่ออกมาระบุชัดว่า การตรวจสอบเชิงนโยบาย ศาลฎีกาฯ ไม่มีอำนาจไปตรวจสอบ เป็นเรื่องของสภาฯ-รัฐสภาในการตรวจสอบ ทำให้ต่อไปนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีสิทธิ์มากล่าวหาได้อีกแล้วว่า ช่วยชาวนาทำไมผิด เพราะคำพิพากษาเคลียร์ชัดเจนตรงนี้แล้วว่านโยบายรัฐบาล เป็นเรื่องการตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ และนโยบายเป็นเรื่องที่รัฐบาลแต่ละชุดสามารถออกมาได้ แต่หากรัฐบาลทำผิดกฎหมาย ศาลยุติธรรมก็มีอำนาจในการตรวจสอบ ถ้าทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่ง-อาญา หรือคำสั่งทางปกครอง โดยกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระมีอำนาจการตรวจสอบทั้ง ป.ป.ช. อัยการ จนมาถึงศาล

    หมอวรงค์ กล่าวต่อไปว่า โครงการรับจำนำข้าว การดำเนินการแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เริ่มจากหนึ่ง ต้นน้ำ ก็คือข้าวของชาวนาที่นำไปจำนำที่โรงสี ซึ่งทำหน้าที่แทนรัฐบาลในการรับซื้อข้าว แต่พบว่ามีการเอาเปรียบชาวนา โกงความชื้น โกงตาชั่ง มีการสวมสิทธิ์ นำข้าวจากเขมรเข้ามาร่วมโครงการรับจำนำ จนนำมาสู่ความเสียหาย

    ส่วนที่สองคือ กลางน้ำ คือนำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร แล้วนำไปเก็บไว้ในโกดัง ที่มีการทุจริต ทำให้มีข้าวเสื่อมสภาพ ข้าวไม่ได้มาตรฐาน จนเป็นข้าวเน่าไปเก็บไว้ในโกดัง

    คำพิพากษาของศาลก็ระบุถึงเรื่องพวกนี้ แต่ศาลก็ยกประโยชน์ให้ ตรงที่บอกว่า ตัวยิ่งลักษณ์ก็พยายามปรับปรุงแก้ปัญหาพวกนี้ จึงถือว่ายิ่งลักษณ์ไม่ได้มีความผิดฐานปล่อยปละละเลยทำให้เกิดความเสียหาย หรือทุจริต จึงเท่ากับว่า นโยบายรับจำนำข้าว ในขั้นตอนต้นน้ำและกลางน้ำ ศาลยกประโยชน์ให้ แต่โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการใหญ่ มีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คือการระบายข้าว ที่ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบเรื่องการระบายข้าวด้วย

    ...ประเด็นนี้ คำพิพากษาคดียิ่งลักษณ์ได้อ้างอิงคำพิพากษาคดีจีทูจี ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยไว้ว่า เป็นการแอบอ้าง ทำสัญญาระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ มีการเวียนเทียนข้าว ขายข้าวในราคาถูก แล้วนำมาเวียนเทียนขายในประเทศ ในคำพิพากษาบอกอีกว่า ฝ่ายค้านคือพวกเรา ในพรรคประชาธิปัตย์เคยอภิปรายให้จำเลยคือยิ่งลักษณ์ทราบถึงปัญหาแล้ว ศาลยังบอกอีกว่า แม้แต่ผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าว คนกลุ่มนี้เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริตในอดีต อีกทั้งคนที่เคยเป็นผู้ช่วย ส.ส.ในพรรคเดียวกับยิ่งลักษณ์ ก็ยังเข้ามาเป็นตัวแทนภาคธุรกิจทำธุรกรรมจีทูจี และศาลยังบอกอีกว่า ตัวยิ่งลักษณ์ก็ยังเคยให้สัมภาษณ์ว่า มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ อีกทั้งการตั้งกรรมการสอบของบุญทรง เตริยาภิรมย์ ก็กลับไปตั้งผู้ใต้บังคับบัญชามาตรวจสอบ และตรวจสอบไม่ตรงประเด็น ในเรื่องการทำสัญญาจีทูจีที่ผิดปกติ

    ...ศาลยังบอกอีกว่า เมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องจำนำข้าวรัฐบาล ตอน พ.ย. ปี 2555 แต่ตัวจำเลยคือยิ่งลักษณ์ กลับปรับนายบุญทรงออก หลังผ่านไป 7 เดือน ซึ่งเราบอกมาตลอดว่าการให้นายบุญทรงอยู่ต่อ 7 เดือน ทำให้บุญทรงไปเซ็นสัญญาจีทูจีรอบ 2 ที่ก็ไปสร้างความเสียหายไปอีก 14 ล้านตัน และศาลยังบอกอีกว่า จำเลยก็น่าจะทราบว่าสัญญาจีทูจีมีปัญหา แต่ก็ยังกลับปล่อยให้มีการส่งมอบข้าว จนเกิดความเสียหายต่อเนื่อง ศาลจึงตัดสินว่ายิ่งลักษณ์ จำเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

    “คำพิพากษาของศาลมีคำตอบที่ชัดเจนมาก คือโครงการที่ช่วยชาวนาไม่ได้ผิด แต่หากทุจริตไม่ติดคุกก็ต้องไม่มีแผ่นดินอยู่”

    นพ.วรงค์ ย้ำว่า ถ้าเราดูภาพรวมทั้งหมดของเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งฝ่ายยิ่งลักษณ์ พรรคเพื่อไทยพยายามบอกว่าต้องการช่วยชาวนา ซึ่งเรื่องช่วยชาวนาไม่มีใครว่า ศาลก็ไม่ว่า และยังบอกอีกว่าศาลไม่มีอำนาจในการตรวจสอบนโยบาย แต่มาตัดสินความผิดตรงเรื่องทุจริต อันเป็นสิ่งที่เราก็พยายามต่อสู้มาตลอดว่าเรื่องนี้มีการทุจริตเชิงนโยบาย

    “ขอยืนยันเมื่อมาถึงตอนนี้ว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ปากบอกว่าช่วยชาวนา แต่เอาเงินภาษีมาผลาญ แล้วก็นำข้าวในโครงการมาถลุง มาขายหาประโยชน์กันในกลุ่มพรรคพวกตัวเอง หลังศาลมีคำพิพากษาออกมาแบบนี้ เราพูดได้เต็มปากแล้วว่าช่วยชาวนาไม่ใช่ความผิด แต่ที่ผิดคือไปทุจริต”

    ผมมองว่าความผิดพลาดสำคัญของการดำเนินนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเพื่อไทยก็คือเรื่องทุจริต แล้วเป็นทุจริตทุกขั้นตอน แต่ศาลท่านก็ยกประโยชน์ให้จำเลยยิ่งลักษณ์ ในขั้นตอนต้นน้ำ กลางน้ำ แต่ทุจริตที่ใกล้ตัวคือการระบายข้าว เพราะมันใกล้ตัวยิ่งลักษณ์และบุญทรงมาก เพราะต้องใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการระบายข้าว การทุจริตจำนำข้าวจึงเป็นการทุจริตที่สร้างความเสียหายใหญ่ที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยตั้งมา

    นพ.วรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ก็คือ กระบวนการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ หลังที่ผ่านมาพบว่าฝ่ายยิ่งลักษณ์มีความพยายามจะลี้ภัยการเมือง โดยอ้างเรื่องว่าคดีที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะวันนี้เห็นแล้วว่าเป็นเรื่องของการทุจริต ก็ต้องดูว่าเขาจะใช้สิทธิ์ลี้ภัยการเมืองได้ไหม แต่ผมเชื่อว่ายากเพราะคำพิพากษาชัดเจนทุกอย่าง ศาลไม่แตะเรื่องนโยบายของฝ่ายบริหาร แตะเรื่องทุจริตอย่างเดียว และทุกประเทศทั่วโลกเขาต่อต้านการทุจริตหมด ผมจึงคิดว่าการขอลี้ภัยเป็นเรื่องยาก

    สิ่งที่ต้องระวังคือการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เพราะเรื่องนี้เป็นสงครามของข้อมูลจริงกับข้อมูลเท็จที่สู้กันมาตลอด พวกผมถึงต้องออกมาชี้แจงเรื่องนี้ตลอด เพราะมีความพยายามจะส่งข้อมูลผิดๆ ออกมา เราจึงต้องอธิบาย หลังจากนี้ต้องติดตามว่าจะมีการส่งข้อมูลผิดๆ เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้คนในสังคมหรือไม่ ซึ่งตรงนี้รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสื่อสารกับประชาชน เช่นนำคำพิพากษามาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ

    ผมมองไปข้างหน้าว่าในฐานะเป็นนักการเมือง วันนี้นักการเมือง พรรคการเมืองต้องมีความชัดเจนแล้วว่า ในการจะช่วยเหลือประชาชนสิ่งที่ทำต้องไม่มีการทุจริต คุณจะออกนโยบายอะไรมาก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่มีการวางแผนมาหาประโยชน์จากนโยบายที่ทำไว้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคดีรับจำนำข้าวมีการติดตามตรวจสอบใช้เวลา 6 ปี ซึ่งมันก็อาจช้าหน่อย ประเทศชาติก็เสียหายไปเยอะ เราจึงต้องเรียกร้องทุกฝ่ายว่าถึงเวลาต้องดูแลชาวนา ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนจริงๆ โดยไม่หวังจะมาทุจริต

    เมื่อถามว่ากระบวนการบังคับคดีเพื่อนำตัวยิ่งลักษณ์กลับมารับโทษ เช่นส่งผู้ร้ายข้ามแดน การถอนหนังสือเดินทาง เกรงไหมว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่ทำจริงจัง นพ.วรงค์ ตอบว่าเมื่อศาลฎีกา ตัดสินไปแล้ว ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ต้องบังคับคดี คือติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษ เรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วย ในการทำความเข้าใจกับสังคมโลกให้เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น คดีที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องเผด็จการ ไม่ใช่เรื่องการประชาธิปไตยอะไร แต่เป็นคดีที่เกิดจากทุจริต หากรัฐบาลอธิบายให้ต่างประเทศเข้าใจ กระบวนการติดตามตัวมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะกลายเป็นเรื่องยากของฝ่ายยิ่งลักษณ์หากคิดจะลี้ภัยต่างประเทศ

    - ประเมินกันว่ายิ่งลักษณ์คงทำแบบทักษิณ คือหนีคดีอยู่ในต่างประเทศไปเรื่อยๆ?

    ดูรูปการณ์แล้วก็คงแบบนั้น แต่ยิ่งลักษณ์จะทำได้ยากกว่า เพราะคดีของทักษิณเกิดหลังรัฐประหาร แต่คดีของยิ่งลักษณ์แตกต่างกัน เขาไม่ได้รับผลอะไรจากการปฏิวัติ ยังคงมีเสรีภาพทุกอย่าง แล้วยิ่งลักษณ์เขาก็ต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมมาตลอด

    สำหรับบทบาทของตระกูลชินวัตรในทางการเมือง ผมว่าเขาก็ต้องปรับตัว และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปก็จะเป็นบทเรียนกับทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคที่เป็นของครอบครัว เราเห็นเจตนาเขาชัดเจนในเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ ผมว่ามันก็เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ไม่ควรต้องกลับไปสู่วงเวียนแบบเดิมๆ ที่ทุกอย่างเป็นของครอบครัว แล้วก็มาดูแลประเทศผ่านครอบครัวครอบครัวหนึ่ง ผมเชื่อว่ารอบนี้เขาได้บทเรียนแล้ว

    นพ.วรงค์ กล่าวหลังถามไปว่า วิเคราะห์ว่าการสู้ทางการเมืองของทักษิณต่อจากนี้จะถอยหรือว่าจะสู้หนักขึ้นกว่าเดิม โดยเขาตอบว่าถือว่าเรียกร้องก็ได้ คือเขาก็สู้มาเป็นสิบปีแล้ว คือเมืองไทยเป็นเมืองที่เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระสยามเทวาธิราช เมื่อวันหนึ่งประเทศกำลังมีปัญหาโดยบางคนมีอำนาจแล้ว เหิมเกริม แต่สุดท้ายก็มีคนนำข้อมูลออกมาตีแผ่ จนระดับนายกฯ และรัฐมนตรีก็ไปต่อไม่ได้

    ผมจึงต้องเรียกร้องไปที่ทักษิณ เพราะนโยบายจำนำข้าวคือนโยบายทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ว่าควรตั้งหลักใหม่ คนไทยเมื่อถึงจุดหนึ่งหากคุณดูแลเขาจริงๆ คนไทยให้อภัย แต่อย่าไปเอาเปรียบเขา อย่าไปโกหกเขา วันนี้ก็ควรพอได้แล้วและไปตั้งหลักคิดนโยบายทำให้ประชาชนจริงๆ ถ้าประชาชนเขาเห็นว่าอยากให้โอกาสกลับมา ก็อย่าไปทำแบบเดิมๆ เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง เพราะที่ผ่านมาดูแล้วเขาปากกับใจไม่ตรงกัน พูดอย่างทำอย่าง อย่าไปทำแบบเดิม คนไทยเขาไม่ยอม

    - ก้าวที่ผิดพลาดของยิ่งลักษณ์ในเรื่องนี้จนส่งผลถูกตัดสินจำคุก คิดว่าเป็นเพราะอะไร เช่น เกรงใจใครหรือไม่ จึงไม่กล้าปรับบุญทรงออกจาก รมต.ตั้งแต่เนิ่นๆ หลังมีปัญหาเรื่องจีทูจี?

    ผมว่ามีคนที่มีอำนาจเหนือกว่ายิ่งลักษณ์ในการวางแผน เราอย่าลืมว่านโยบายนี้คือนโยบายที่ ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ แล้วกลุ่มที่เข้ามาจัดการระบายข้าวก็เป็นกลุ่มเดิมที่ทำสมัยทักษิณมีอำนาจ แล้วกลุ่มนี้กลับมาอีก สิ่งที่เขาพลาดคงเพราะกลุ่มนี้เขาเหิมเกริม ไม่คิดว่าจะมีใครตรวจสอบได้ เขาเหิมเกริมจนทุกคนห่วงประเทศ ข้อมูลต่างๆ จึงไหลมาเยอะมาก

    การดำเนินการมันใหญ่มันหมดทุกอย่าง เงินที่ใช้ซื้อข้าวใช้เงินไป 878,000 ล้านบาท มหาศาลไหม แล้วทำไมชาวนายังจนอยู่ เงินหายไปไหนหมด แล้วยังมีค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ย เบ็ดเสร็จก็ร่วมๆ 940,000 ล้านบาท

    “เป็นโครงการที่ใช้เงินมากที่สุด สร้างความเสียหายมากสุด ตัวเลขล่าสุดหากปิดบัญชีก็ประมาณ 5 แสนล้านบาท แต่หากตัวเลขคาดการณ์ความเสียหายก็จะอยู่ที่ประมาณร่วม 6 แสนล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ไปไม่ถึงมือชาวนา เป็นกระบวนการโกงที่ใหญ่สุด โดยมีการใช้บริษัทข้ามชาติมาร่วมโกงในประเทศด้วย”

    เรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ เพราะโครงการมันใหญ่มาก ซับซ้อนมาก มันต้องมีการสุมหัวร่วมกันคิด วางแผนกันเป็นขั้นตอนว่ามีการระบายข้าวแบบจีทูจี ตั้งแต่เริ่มการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การระบายข้าว ที่ในคำพิพากษาคดีจีทูจีก็ระบุไว้ว่า มีการเสนอตรงไปที่ยิ่งลักษณ์ ทั้งที่ความเป็นจริงต้องให้ที่ประชุม ครม.และคณะกรรมการนโยบายข้าวพิจารณาเห็นชอบด้วย แต่ก็ไม่มีการเสนอ กลับส่งไปให้ยิ่งลักษณ์โดยตรงเลย

    ผมจึงเชื่อว่ากระบวนการใหญ่ขนาดนี้ต้องมีทีมร่วมกันคิด ไม่ใช่คนคนเดียวคิด จากนั้นก็แบ่งงานกันทำ ซึ่งส่วนนี้ก็ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาบางตอนของคดีจีทูจี เช่นในขั้นตอนการนำข้าวไปไว้ที่โรงสี ก็ต้องมีคนไปคอยดูแลผลประโยชน์ให้โรงสี หรือการจัดการในขั้นตอนเซอร์เวเยอร์ ก็ต้องมีคนไปหาผลประโยชน์ในขั้นตอนตรงนั้น กระบวนการทั้งหมดก็ต้องมีการบริหารจัดการ ดูแลเรื่องผลประโยชน์ ไปจนถึงการระบายข้าว ดูแล้วมันก็ต้องมีคนคิดให้เขาว่าจะโกงกันอย่างไร แล้วการทุจริตก็กระจายกันไป โดยคนที่เกี่ยวข้องได้ผลประโยชน์กันหมด แต่มันคือเงินของชาติ ภาษีของแผ่นดิน แล้วสร้างละครว่าช่วยชาวนา แต่ทุกคนสนุกสนานกับการหาผลประโยชน์

    ถามว่าการตัดสินจำคุกยิ่งลักษณ์จะเป็นบทเรียนสำหรับการใช้นโยบายประชานิยมของรัฐบาลชุดต่อๆ ไปจากนี้หรือไม่ หมอวรงค์ มองว่า ผมใจกว้างพอเรื่องตรงนี้ ประชานิยมไม่ได้ว่าจะเสียหายทั้งหมด มันมีทั้งบวกและลบ ผมแบ่งประชานิยมเป็น 3 แบบ แบบแรกที่ดีก็มีเช่น 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ก็โอเค แต่ก็ต้องมาปรับปรุงเพราะงบประมาณในการทำโครงการเริ่มไปไม่ไหว หรือโครงการเรียนฟรีของประชาธิปัตย์ที่ทำให้คนตื่นรู้ทางปัญญา หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนโดยตรง ไม่ได้เอื้อทุจริต

    อันที่สอง ประชานิยมที่แย่ เช่นแจกแท็บเล็ต มันเป็นประชานิยม แต่ไม่ได้สร้างสรรค์ให้เด็ก หรือรถยนต์คันแรก

    อันที่สาม คือประชานิยมที่แย่ที่สุด คือประชานิยมที่นำไปสู่การทุจริต ถือเป็นประชานิยมที่เลวที่สุด คือบอกว่าต้องการช่วยคนจน ช่วยประชาชน แต่มีแผนในการทุจริตซ้อนเอาไว้ในนโยบาย ที่ก็คือ นโยบายรับจำนำข้าว ที่มีการวางแผน โดยไม่ได้มีแค่นักธุรกิจ ข้าราชการ แต่เอาคนต่างประเทศ เอกชนต่างประเทศ มาร่วมวางแผนในการโกง เป็นทุจริตเชิงนโยบาย จนเป็นการโกงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะสร้างความเสียหายหลายแสนล้านบาท จึงเป็นประชานิยมที่เลวร้ายที่สุด

    ถามว่าการที่ยิ่งลักษณ์หนีคดีไปแบบนี้ การติดตามสืบทรัพย์ อายัดทรัพย์ ไม่รู้ว่าทรัพย์สินต่างๆ ถูก โยกย้ายถ่ายเทไปหรือยัง หมอวรงค์ กล่าวว่า ผมเชื่อว่าช่วงแรกๆ เขาก็น่าจะโยก เพราะเขาต้องรู้อยู่แล้ว ก็เหมือนบุญทรงก็เหลือเงินในบัญชีไม่กี่บาท เพราะกว่าจะมีการสรุปเรียกค่าเสียหายต้องผ่านมาจากกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วไปที่กรรมการพิจารณากำหนดค่าเสียหาย ขั้นตอนเหล่านี้มันช้า ก็โยกเยอะ

    ในฐานะตรวจสอบเรื่องจำนำข้าวมาร่วม 6 ปี ถามไปว่าผลคำพิพากษาคดีจีทูจีกับคดียิ่งลักษณ์ มาถึงตอนนี้คิดว่าประสบความสำเร็จในการทำงานหรือยัง หมอวรงค์ กล่าวว่า เราอยากให้การเมืองมีการเปลี่ยนแปลง ในอดีตการตรวจสอบในสภาข้อมูลจะหลวม เอกสารหลักฐานอะไรก็ไม่ค่อยมี เวลาจะเอ่ยชื่อใครในสภาก็ต้องพูดชื่อย่อกันเพราะไม่มีหลักฐาน

    ...การตรวจสอบเรื่องจำนำข้าวเป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเอ่ยชื่อจริง นามสกุลจริง เพราะมีเอกสารหลักฐานรองรับหมด ยุคนี้เป็นยุคที่นักการเมืองบอบช้ำ ความศรัทธาจากประชาชนไม่มี เราก็ต้องปฏิรูปตัวเอง เพราะหากวันหนึ่งถ้าเราไปอยู่ฝ่ายบริหาร เราจะมีสำนึกในใจว่าเราจะดูแลประชาชนให้ดีที่สุด แบบนี้ศรัทธากลับมาแน่นอน แต่ถ้าเป็นฝ่ายค้านก็ตรวจสอบด้วยสาระ ไม่ใช่ว่าตอนเราตรวจสอบจำนำข้าว แต่เพื่อไทยมาตอบโต้โดยเอาเรื่องการขายสินทรัพย์ ปรส.ทั้งที่ผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่ฝ่ายเขาไม่ดำเนินการตรวจสอบก่อนหน้านี้ หรือไปเอาเรื่องการก่อสร้างโรงพักตำรวจขึ้นมา ทั้งที่ไม่มีมูล แล้วเอากระดาษแผ่นเดียวไปร้อง ป.ป.ช.

    ผมก็มองว่าคำพิพากษาที่ออกมาทั้งคดีจีทูจีและคดียิ่งลักษณ์ ต่อไปนี้จะทำให้การทุจริตต่างๆ ของนักการเมืองมันจะยากขึ้น เพราะทั้งสองเรื่องคือบทเรียนสำคัญของนักการเมือง ข้าราชการทุกระดับ และนักธุรกิจ แล้วครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทั้งสามส่วนโดนดำเนินคดีหมด นักการเมืองก็ระดับบิ๊กเนม ไล่ตั้งแต่ อดีตนายกฯ, รมว.พาณิชย์, รมช.พาณิชย์, เลขานุการรัฐมนตรี ต่างโดนดำเนินคดีหมด ข้าราชการก็ระดับอธิบดี ภาคธุรกิจ ก็โดนเอาผิดหมดทั้งบริษัท ครั้งนี้น่าจะเป็นการทำให้ต้องมีการตั้งหลักของประเทศในเรื่องการตรวจสอบทุจริตเชิงนโยบาย

    การทำงานตรวจสอบเรื่องจำนำข้าวที่ผ่านมา คนที่ผมต้องขอบคุณมีเยอะมาก โดยเฉพาะทีมงาน อย่าง ราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ช่วยผมมากในการเตรียมคดี ทำงานกันแบบทั้งวันทั้งคืน รวมถึงผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ในพรรค ปชป.ที่คอยให้คำแนะนำและสนับสนุน รวมถึงต้องขอบคุณประชาชนที่เขาห่วงใยประเทศ เช่นกลุ่มโรงสี และสุดท้ายที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ พนักงานอัยการ ผมบอกเลยว่าทีมที่ทำคดีเรื่องนี้เขาสุดยอดมาก ทำการบ้านมาดีมาก ต้องชื่นชม เท่าที่ได้สัมผัสหัวใจและแววตา ทำให้รู้ว่าอัยการดีๆ ก็มีเยอะ

    ถามปิดท้ายว่า ที่ผ่านมาเคยเจอหรือเคยคุยกับยิ่งลักษณ์บ้างหรือไม่ นพ.วรงค์ บอกว่าเคยเจอเห็นกันตอนประชุมสภา แต่ก็ไม่เคยพูดคุยหรือทักทายกัน ยืนยันว่าผมกับคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีอะไรส่วนตัวกัน เราต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ เขาคือฝ่ายบริหารที่อ้างว่าจะดูแลประชาชน ดูแลชาวนา ส่วนผมก็ถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน ก็ต้องปกป้องประโยชน์ประเทศชาติและชาวนา

    “ยืนยันว่าการช่วยชาวนาไม่ได้ผิด แต่การทุจริตคือความผิด เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการ คือไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ แต่หากมีการโกง มีทุจริตเกิดขึ้น ก็ติดคุกทุกคน หากไม่ติดคุกก็ต้องไปซุกแผ่นดินประเทศอื่น” หมอวรงค์กล่าวปิดท้าย.

    โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

    ...............

  • เปลว สีเงิน

    การไปไหน-มาไหน ที่เรียก "พักผ่อนยาวๆ" นึกว่าจะดี เอาเข้าจริง....... มันไม่ดีเลย เพราะทำให้ "สันหลังยาว" ซึ่งเหตุมันเกิดขึ้นแล้วกับตัวผม
  • บทบรรณาธิการ

    ในที่สุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของนักเตรียมทหารภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่มีพลอากาศเอกชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นประธาน ก็ได้สรุปผลการสอบสวน จากการให้ข้อมูลของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนหน้าที่นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ให้กับสาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว โดยเป็นไปตามขั้นตอนการสรุปข้อมูลของส่วนราชการ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางทหารที่รับผิดชอบดูแลนักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิต
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผ่านมาค่อนทาง เหลืออีก 4 จังหวัดตูนจะวิ่งครบ 2,191 กม.พิชิตเป้าหมายที่แม่สาย หลายฝ่ายลุ้นยอดบริจาคอาจถึงพันล้าน ขณะที่วันพฤหัสฯ นักร้องหัวใจแกร่งยังย่ำไม่หยุด โดยมีนักกีฬาพาราลิมปิกเข้าร่วมท่ามกลางประชาชนออกมาให้กำลังใจแน่นเหมือนเคย ลำปางทำกระทงธนบัตร ส่วนขอนแก่นระดมกว่า 3 หมื่นวิ่ง-เดินหาทุนสมทบ
    นครบาลโชว์ผลงานจับ 2 คนร้ายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ พร้อมยาบ้า 5.3 ล้านเม็ด ไอซ์ 120 กก. รับมาจากกลุ่มว้าแดงจำหน่ายใน กทม.และปริมณฑล ผบ.ตร.เผยในช่วง 3 อาทิตย์ที่ผ่านมายึดยาบ้าได้ถึง 26 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 4 พันล้าน อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานจับกุมตัวการใหญ่
    ‘ฐิติราช’ สั่งกองปราบฯ-ปอท.เล่นงานพระตุ๊ดเณรแต๋ว ดวดเหล้าบ่อนเบียนศาสนา
  • x-cite inside

    ทั้งแปลกและน่ารักจนไม่อยากกิน กระทั่งเอื้อมมือไปแตะเพราะกลัวพัง สำหรับ “บ้านขนมปังขิง” รับเทศกาลคริสต์มาส ที่ตกแต่งด้วยแอคเซสเซอรี่ทานได้ อาทิ ซานตาคลอส ต้นคริสต์มาส ทำด้วยไข่ขาวและน้ำตาลไอซิ่ง
    แม้รัฐบาลจะออกประกาศคุมเข้มร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย เพื่อลดปัญหาการมอมเมาเยาวชนและอาชญากรรมต่างๆ เพื่อหวังให้นักศึกษาได้ใช้เวลาเรียนและทำกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนยังเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่โซนนิงอย่างไม่เกรงกลัวใคร
    ปัญหาสำคัญประการหนึ่งสำหรับผู้เรียน นั่นคือ ครอบครัวมีรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอในการซื้ออุปกรณ์ประกอบการเรียน ทำให้เป็นอุปสรรคที่ทำให้เยาวชนผู้มีใจรักศิลปะหลายคนไม่สามารถแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างเต็มที่ และบางคนหมดโอกาสที่จะสำเร็จการศึกษา เพราะครอบครัวแบกรับภาระไม่ไหว