27 ก.ย. ตัดสินคดียิ่งลักษณ์ ได้กลับหรือไปยาว?

  • Sunday, September 24, 2017 - 00:00


    27 ก.ย.ยิ่งลักษณ์ รอด-ไม่รอด?

    วันพุธที่ 27 ก.ย.นี้จะได้รู้กันแล้วว่าชะตากรรมของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร จะได้กลับประเทศในอีกไม่นานหรือหนีคดียาวแบบพี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร หลังจากต้องรอคอยการรู้ผลคำพิพากษากันมานับเดือน จากเหตุที่เธอหลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ศาลเลื่อนมานัดฟังในวันที่ 27 ก.ย.นี้แทน

    แก้วสรร อติโพธิ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และอดีต ส.ว.ปี 2543 ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ติดตามการดำเนินโครงการ รับจำนำข้าว ของรัฐบาลเพื่อไทยมาตลอดตั้งแต่ยังไม่เกิดคดีความ ประเมินว่า

    “หากคุณโดนคดีจำนำข้าวแบบนี้ คุณมีทางสู้ 2 ทาง คือ ไม่โง่ก็เหี้ย ถ้าเหี้ยก็ติดคุกที่จะตัดสินกันวันที่ 27 กันยายน ก็คือชั่วร้ายหรือไม่ ทุจริตหรือไม่ ยิ่งลักษณ์ก็ต้องบอกว่าหนูไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเป็นเรื่องโง่ ไม่รับผิดชอบไม่ดูแล อันนี้เป็นเรื่องแพ่งต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ

    ลำพังหากเสียหายมากมายแล้วไม่ยอมเลิก ความเห็นผมยังไม่ถึงทางอาญา ก็แค่ทางแพ่ง สั่งให้ชดใช้ความเสียหายมา แต่ถ้ามีความเหี้ยไปสั่งอะไรเอื้อประโยชน์ใคร หรือพบเห็นทุจริตแล้วไม่ห้าม แบบนี้ถึงจะได้ เราก็ไม่รู้ว่าสำนวนทางอาญาในศาลเขาได้สอบกันไปถึงไหน ยิ่งลักษณ์มีส่วนรู้เห็นอะไรตรงไหน ถ้ามีตรงนี้ด้วยก็ไม่น่าจะรอด”

    แก้วสรร คุยเปิดประเด็นไว้ทำให้การสนทนาดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเขามองในเชิงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏผ่านสื่อ เน้นพูดในเชิงภาพรวมของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ก.ย.ที่จะถึงนี้ โดยกล่าวว่าขณะนี้ยิ่งลักษณ์อยู่ในสภาพกบดาน โดยหากวันที่ 27 กันยายน องค์คณะตัดสินว่ายิ่งลักษณ์ไม่ผิด ก็อาจเดินหูไม่เอียงกลับมา บอกว่าตอนนี้น้ำในหูเท่ากันแล้ว แล้วก็ขอบคุณศาลฎีกาฯ ก็เป็นได้ ช่วงนี้เราต้องมองให้ออกว่าเขายังไม่หนี เขาแค่กบดานรอฟังคำพิพากษา โดยยอมให้ศาลยึดเงินประกันไป 30 ล้านบาท เงินก้อนนี้ถือเป็นเงินที่ยอมเสียเพื่อขอดูคำพิพากษาเท่านั้น ตระกูลนี้เขาไม่ยอมเสี่ยงแน่นอน ไม่ใช่เขาไม่ยอมติดคุก แต่เขาไม่ยอมแม้กระทั่งเสี่ยงติดคุก

    แก้วสรร กล่าวต่อไปว่าในทางกฎหมายแล้ว เรื่องการปฏิบัติราชการโดยไม่ถูกต้อง เครื่องมือทางกฎหมายที่มันกว้างที่สุดและใช้ได้ดีสุด ก็คือการเอาผิดในคดีแพ่ง คือฐานทำให้รัฐเสียหาย เรื่องนี้ควรทำ อย่างคดีจำนำข้าวที่เรียกให้ยิ่งลักษณ์ชดใช้เงิน 35,000 ล้านบาทก็ถูกแล้ว

    “แล้วก็อย่าแปลกใจหากยิ่งลักษณ์หลุดคดีอาญา แต่โดนยึดทรัพย์ในคดีแพ่งได้ เหตุเพราะเรื่องทางแพ่งมันกว้าง เป็นเรื่องที่ทำให้รัฐเสียหาย โดยประมาทเลินเล่อร้ายแรงในคดีจำนำข้าว แต่คดีอาญามันต้องสืบให้ลึกไปถึงความทุจริต ความชั่วในใจด้วย ไม่ใช่สืบได้แค่ความโง่เง่า ความเลินเล่อเท่านั้น” แก้วสรรระบุ

     ผมถึงบอกตลอดว่าพลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องดำเนินการในส่วนแพ่ง ซึ่งทุกวันนี้เขาก็ทำกันแล้ว ตอนนี้ก็ต้องเดินหน้าอายัดทรัพย์ยึดทรัพย์แล้ว พอยึดแล้วยิ่งลักษณ์จะโต้แย้งอย่างไรก็ให้ไปฟ้องศาลปกครอง ให้ศาลปกครองตัดสิน จริงๆ เรื่องคดีแพ่งนี้น่าจะต้องทำตั้งนาน ตั้งแต่แรกรัฐประหารแล้ว ไม่ต้องรอคดีอาญา เพราะคดีอาญาจะโดนหรือจะหลุดมันอีกเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้รัฐเสียหายเมื่อจำนำข้าวเกินราคาตลาด ทำไม่หยุด ได้เงินมาเท่าไหร่ก็เอาไปทำเรื่อย หมุนไปเรื่อยๆ จนเกินวงเงินที่ ครม.อนุมัติ อย่างนี้มันก็ผิดระเบียบอยู่แล้ว เสียหายแล้ว มีการเตือนกันไว้แล้ว แต่ไม่สนใจ มาบอกว่ามอบอำนาจให้คนอื่นไปทำแล้ว อธิบายแค่นี้ไม่รอดครับ ยิ่งไปแถลงต่อศาลฎีกา ว่าไม่รู้เรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นนี้อาจหลุดอาญาได้ก็จริง แต่ยิ่งพูดแบบนั้นจะยิ่งโดนทางแพ่งได้เหมือนกันว่าประมาทเลินเล่อร้ายแรง

    แก้วสรร กล่าวอีกว่าพูดง่ายๆ ให้เข้าใจกัน อย่าหาว่าผมหยาบคายนะ คือหากคุณโดนคดีจำนำข้าวแบบนี้ คุณมีทางสู้ 2 ทาง คือไม่โง่ก็เหี้ย ถ้าเหี้ยก็ติดคุกที่จะตัดสินกันวันที่ 27 กันยายนนี้ ก็คือชั่วร้ายหรือไม่ ทุจริตหรือไม่ ยิ่งลักษณ์ก็ต้องบอกว่าหนูไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเป็นเรื่องโง่ ไม่รับผิดชอบไม่ดูแล อันนี้เป็นเรื่องแพ่งต้องจ่ายค่าเสียหายให้รัฐ ก็ต้องดูไป แต่การที่มาแก้ว่าหนูไม่รู้เรื่อง ก็เท่ากับว่าไม่รับผิดชอบ ยิ่งสารภาพยิ่งสู้แบบนี้ก็จะไปเข้าทางด้านนี้ เพราะมันจะเป็นการสารภาพทางแพ่ง คือไม่รับผิดชอบอะไรเลยบอกไม่รู้เรื่อง

    ผมก็ยังคิดว่าทนายความเขามันฉลาดหรือโง่ มาให้ยิ่งลักษณ์ต่อสู้ทางอาญา แต่กลายเป็นสารภาพทางแพ่งแบบนี้

    ทางอาญาหากไม่มีพยานหลักฐานว่ารู้เห็นในเรื่องทุจริตก็หลุดได้ ลำพังแค่ฟ้องว่าละเว้น แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่ารู้เห็น เช่นรู้ว่าบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กำลังระบายขายข้าวแบบจีทูจีเก๊ โดยยิ่งลักษณ์รู้เห็นด้วยแล้วไม่ยอมสั่งให้ยุติ อย่างนี้ยิ่งลักษณ์จึงจะมีสิทธิ์ติดคุกได้

    คนมันจะติดคุกได้มันต้องมีความชั่ว เอื้อประโยชน์ให้มีการทุจริตโดยให้เองหรือละเว้นก็ตาม หากเป็นนายกฯ แล้วเห็นว่ามีการทุจริตแล้วไม่สั่งระงับ แบบนี้ก็โดนผิดทุจริตมาตรา 157 แต่หากไม่รู้เรื่องเลย ใครกินอะไรก็ไม่รู้ กูโง่ของกูแบบนี้ ฝ่ายตรวจสอบเตือนให้หยุดให้รู้ว่าเสียหายเท่าใด ก็ทำเฉยไม่ยอมสั่งให้หยุด ทั้งที่เสียหายมากมาย ถ้าแบบนี้อย่างเก่งก็ไปเอาผิดทางแพ่ง แต่สำหรับเรื่องทางอาญา ที่จะมีการตัดสินกันในไม่กี่วันนี้นั้น ถ้ามีการพาดพิงถึงการทุจริตใดโดยเฉพาะเจาะจง เช่นรู้เห็นเรื่องจีทูจีด้วยว่าไม่ใช่จีทูจีจริงแล้วทำเฉย แบบนี้มีสิทธิ์ติดคุกได้

    ลำพังหากเสียหายมากมายแล้วไม่ยอมเลิก ความเห็นผมยังไม่ถึงทางอาญา ก็แค่ทางแพ่งสั่งให้ชดใช้ความเสียหายมา แต่ถ้ามีความเหี้ยไปสั่งอะไรเอื้อประโยชน์ใคร หรือพบเห็นทุจริตแล้วไม่ห้าม แบบนี้ถึงจะได้ เราก็ไม่รู้ว่าสำนวนทางอาญาในศาลว่าเขาได้สอบกันลึกไปถึงไหน ยิ่งลักษณ์มีส่วนรู้เห็นอะไรตรงไหนบ้าง ถ้ามีหลักฐานตรงนี้ด้วยก็ไม่น่าจะรอด

    เมื่อถามว่าการเอาความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขอบเขตความผิด มันมีมากน้อยแค่ไหน แก้วสรร มองว่ามันอยู่ที่ว่ายิ่งลักษณ์ไปมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ รู้แล้วละเว้น รู้แล้วไม่ทำ รู้แล้วเฉยหรือไม่ หรือไม่รู้อะไรเลย โง่อยู่อย่างนั้น ถ้าแบบนั้นก็เอาผิดทางอาญาเขาไม่ได้ ต่อให้รู้ว่าทุจริตกันฉิบหาย แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างใครบ้าง แต่แกไม่รู้ว่าใคร แล้วบอกว่าไม่รู้ หนูขี้เกียจ คนแบบนี้จะไปเอาติดคุกได้อย่างไร

    อย่างที่ผมบอกแล้วบอกอีกว่าคนติดคุกมันต้องเหี้ย ถ้าไม่เหี้ยจะให้ไปติดคุกได้ยังไง อย่างเก่งก็อาจประมาทเลินเล่อร้ายแรง ก็ไปชดใช้เงินเอา เลือกเอา บางคนโง่อย่างเดียว มีไหม แต่บางคนทั้งเหี้ยทั้งโง่ แล้วปูเป็นแบบไหน ไร้เดียงสาหรือโง่อย่างเดียว หรือโง่ด้วยเหี้ยด้วย เราก็ไม่รู้นะ แต่ถ้าศาลเขามีหลักฐานพอมันก็ไม่แน่ ถ้าหลักฐานมันพาดพิงถึง ลองไปดูคำพิพากษากลางคดีจีทูจีของบุญทรง เห็นว่ามีการรายงานมีการประชุมเข้าร่วมอะไรกันอยู่ มีแตะๆ อยู่บ้างไม่ใช่หรือ

    - 27 ก.ย.มองโอกาสของยิ่งลักษณ์ในทางคดีเป็นอย่างไร?

    ก็อย่างที่ผมบอกต้องดูว่าโง่อย่างเดียว หรือโง่ด้วยเหี้ยด้วย ถ้าโง่อย่างเดียวก็หลุดอาญาโดนแต่ทางแพ่ง

    ถ้าเขาไม่รู้เห็นจริงๆ ในความเห็นของผมก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้ ก็ต้องยกฟ้องไปเลย แต่ถ้าหลักฐานมันถึงว่ารู้เห็นในเรื่องทุจริตใดแบบเฉพาะเจาะจง แล้วละเว้นไม่ยอมระงับจัดการ ถ้าแบบนี้ก็โดน 157 แต่ที่พูดเราก็ไม่รู้สำนวนของศาลจึงพูดอะไรไม่ได้ แต่หากถามในหลักของกฎหมายก็พูดได้แค่นี้

    แก้วสรร กล่าวอีกว่า สำหรับการแถลงปิดคดีของยิ่งลักษณ์ต่อศาลฎีกาฯ เขาก็พูดแต่ว่าเขาไม่รู้เรื่อง เท่าที่อ่านคำแถลงปิดคดีก็เหมือนกับบอกว่าหนูไม่เหี้ย แต่มันก็สะท้อนว่าเขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย หลัง 27 ก.ย.หากศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ก็ต้องโผล่ จะได้รู้ว่าไปกบดานที่ไหน

    ส่วนสถานการณ์หลังวันที่ 27 ก.ย.น่าจะมีแต่ปฏิกิริยาทางปากโดยทั่วไปเท่านั้น มีทั้งชอบใจไม่ชอบใจ แต่จะให้ถึงขั้นแตกหักคงไม่มี สถานการณ์ภาพรวมก็ยังน่าจะไปต่อได้ ตามสภาพสังขารของอำนาจ คสช.เอง

    - หากยกฟ้องอาจไม่กลับมา รอให้คดียุติ รอผลพิจารณาอุทธรณ์อีกทีถึงค่อยกลับ?

    ก็อาจโผล่มาได้ พอถึงช่วงจะอ่านอุทธรณ์ก็กบดานอีก เสียอีก 30 ล้านขอดูคำพิพากษาอีกก็ได้ มีเงินเสียอย่าง.

    โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร

    ........................................................

    คดีฟอกเงินกรุงไทย โอ๊ค-พานทองแท้รอดได้ถ้า...

    อีกหนึ่งคดีความของคนตระกูล ชินวัตร ที่มีข่าวว่าใกล้จะสรุปสำนวนการสอบสวนแล้ว ก็คือ คดีฟอกเงิน ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ซึ่งตอนนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ กำลังใกล้ปิดสำนวน และคนตระกูลชินวัตรคือ โอ๊ค-พานทองแท้ บุตรชายทักษิณ ก็กำลังลุ้นอยู่ว่าจะรอดจากการถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีนี้หรือไม่

    คนที่ติดตามเรื่องนี้จะรู้ดีว่าจุดเริ่มต้นของคดีปล่อยกู้กรุงไทยที่แม้ศาลฎีกาฯ จะตัดสินไปแล้ว แต่ก็ได้ขยายผลมาเป็นคดีฟอกเงินในชั้นดีเอสไอตอนนี้ ต้นเรื่องก็มาจากการตรวจสอบของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)

    แก้วสรร-อดีต คตส. ซึ่งรู้เรื่องราวทั้งหมดมาเป็นอย่างดี พลิกแฟ้มคดีกรุงไทยให้เข้าใจกันชัดๆ แล้วจะได้รู้กันว่า พานทองแท้เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้อย่างไร โดยได้ลำดับความที่มาที่ไปของการตรวจสอบเรื่องการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย เริ่มมาจากว่าช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ คือกลุ่มบริษัทกฤษดามหานครในตอนนั้น ไปซื้อที่ดินเก็บไว้โดยนำไปจำนองธนาคาร เป็นที่ดินแปลงใหญ่นับพันไร่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่ดินติดจำนองธนาคารกรุงเทพไว้ร่วมหมื่นล้านบาท แต่มาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จึงทำให้ประสบปัญหาทางการเงิน ต่อมาการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิแล้วเสร็จ ที่ดินดังกล่าวก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก บริษัทดังกล่าวก็คิดจะผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ให้เป็นแบบมหานครขึ้นมาแบ่งขาย ซึ่งจะต้องต้องมีทุนก้อนใหญ่ทีเดียว

    ความพยายามแรกที่จับสังเกตได้ว่าโครงการนี้น่าจะมีการเมืองหนุนหลังก็คือ นายกฯ ทักษิณเคยประกาศพัฒนาโครงการมหานครสุวรรณภูมิอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจากนั้นก็มีแนวคิดของประธานรัฐสภาเวลานั้น บอกว่าน่าจะให้มีการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในพื้นที่แถวสนามบิน

    ต่อมาจึงเริ่มเกิดมูลคดี โดยกลุ่มกฤษดามหานครได้ยื่นโครงการพัฒนาที่ดินเพื่อขอเงินกู้ไปที่ธนาคารกรุงไทยเพื่อพัฒนาโครงการเป็นมหานคร จนบอร์ดธนาคารกรุงไทยอนุมัติเงินกู้ให้กลุ่มกฤษดามหานคร แบ่งเป็นเงินกู้สองก้อน ก้อนแรกก็ใช้วิธีนำที่ดินที่ติดจำนองที่ธนาคารกรุงเทพมาแฮร์คัตแล้วเหลือหกพันล้านบาท และเงินอีกก้อนนำไปพัฒนาโครงการ

    เงินกู้ก้อนที่กรุงไทยปล่อยออกมาที่มีปัญหาก็คือ เงินกู้เพื่อนำที่ดินที่ติดจำนองออกมา ในลักษณะซื้อหนี้กันระหว่างสองธนาคาร คือแบงก์กรุงไทยกับกรุงเทพโดยผิดครรลอง เพราะหากทำกันตามปกติ ก็ต้องใช้วิธีธนาคารกรุงไทยต้องจ่ายเงินให้ธนาคารกรุงเทพ ในลักษณะการโอนหนี้ให้แก่กันโดยการยินยอมของลูกหนี้ แต่มาพบว่าแทนที่กรุงไทยจะปล่อยเงินให้แบงก์กรุงเทพ กลับจ่ายเงินกู้ก้อนนี้ให้ลูกค้าคือกลุ่มกฤษมหานครโดยตรงร่วมแปดพันล้านบาท ทั้งที่เงินที่ต้องเอาไปจ่ายธนาคารกรุงเทพจริงๆ นั้น ธนาคารกรุงเทพเขาแฮร์คัตแล้วเหลือเพียงหกพันล้านบาท

    ข้อสงสัยก็คือ ทำไมบอร์ดกรุงไทยไม่รู้ว่ามีการตัดลดหนี้เหลือหกพันล้านบาทแล้ว และเหตุใดไม่จ่ายตรงให้กับ ธ.กรุงเทพ จึงเกิดการสอบสวนเอาผิดขึ้นมา เป็นคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินแล้วว่าทุจริตชัดผิดกฎหมาย เป็นการให้กู้ฟรีๆ แบบไม่มีเหตุผลสองพันล้านบาท

    คดีนี้จริงๆ แล้วเริ่มต้นมาจากการตรวจสอบความผิดปกติของธนาคารแห่งประเทศไทย ยุค ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นผู้ว่าฯ ธปท.มีการไปแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ แล้วก็โอนไปให้ดีเอสไอสอบสวนเพราะเป็นคดีพิเศษ จนเมื่อ คตส.ตั้งขึ้นมาหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ก็มีการเข้าไปตรวจสอบ โดยให้มีการโอนเรื่องมาให้ คตส.แล้วตั้ง อ.เสาวณีย์ อัศวโรจน์ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน แล้วก็ระดมทีมสอบสวนดึงตำรวจเศรษฐกิจและเจ้าหน้าที่ของ ธปท.มาเป็นอนุกรรมการไต่สวน ร่วมกันสอบสวนการปล่อยกู้ดังกล่าว

    แก้วสรร-อดีต คตส. กล่าวต่อไปว่าสิ่งที่ คตส.ตรวจสอบขยายผลต่อจากดีเอสไอก็คือ การตรวจสอบเส้นทางการเงิน เพื่อสอบว่าเงินที่กลุ่มอดีตผู้บริหารของบริษัทที่ได้เงินเกินมาจาก ธ.กรุงไทยร่วมสองพันล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าวเอาไปทำอะไร จนสอบพบว่าผู้บริหารกฤษดามหานครตอนนั้นก็นำเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นของบริษัทคืนมา และอีกสวนหนึ่งที่เราพบก็คือมีการไหลเข้าไปที่ กลุ่มบริวารของอดีตนายกฯ โดยเส้นทางการเงินกระจายออกไปหลายชั้นร่วม 3-4 ชั้น กว่าที่จะไหลไปเข้าบัญชี กลุ่มบริวารชินวัตรประมาณ 120 ล้านบาท เช่นไหลไปของกลุ่มครอบครัว น.ต.ศิธา ทิวารี ประมาณร่วม 70 กว่าล้านบาท และอีกก้อนหนึ่งเงินไหลไปที่เลขาฯ ของคุณหญิงคนหนึ่ง รวมถึงตัวสามีและมารดาของเขา และมีเช็คใบหนึ่งสั่งจ่ายเข้าบัญชีในชื่อของพานทองแท้ ชินวัตร แล้วก็มีการฆ่าทิ้ง

    จากการตรวจสอบสวนของ คตส. โดยมีการเรียกคนที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ ก็มีคำยืนยันว่าเป็นเพราะ บอสสั่ง ที่ก็คือนายสั่ง โดยอดีตผู้บริหารระดับสูงของแบงก์กรุงไทยบอกกับบอร์ดธนาคารตอนนั้นว่างานนี้บอสสั่ง ซึ่งก็หมายถึงนายกฯ ทักษิณนั่นเอง คำรับนี้เชื่อถือได้เพราะหากไม่มีอำนาจขนาดใหญ่มาสั่งแล้ว จะปล่อยเงินกู้โดยทุจริตอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ไม่ได้ แล้วเมื่อพบว่ามีเงินไหลไปเข้าบัญชีกลุ่มบริวารอดีตนายกฯ เรื่องก็เจือสมกัน จน คตส.สรุปผลคดีนี้ว่านักการเมืองคือ ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้บริหาร, อดีตบอร์ดธนาคารกรุงไทยและผู้เกี่ยวข้องต้องถูกสั่งฟ้อง ฐานทุจริตในการร่วมปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนกลุ่มบริวารอดีตนายกฯ ก็ต้องเอาผิดฐานรับของโจรหรือไม่ก็ความผิดฐานฟอกเงิน

    ...ต่อมาเมื่อสำนวนคดีส่งไปที่อัยการ ทางอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องทักษิณ, อดีตบอร์ดกรุงไทย, อดีตผู้บริหารกฤษดามหานครต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่สำหรับ กลุ่มบริวารที่มีเงินไหลเข้าบัญชีดังกล่าว อัยการมีความเห็นว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะรับฟ้องแต่เฉพาะกลุ่มตัวการที่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเท่านั้น พวกคดีต่อเนื่องเป็นคนธรรมดาที่ไปช่วยรับของโจรหรือฟอกเงินนั้นต้องไปศาลอาญาปรกติ จึงควรแยกไปดำเนินคดีต่างหากอีกส่วนหนึ่ง จากนั้น คตส.ก็หมดวาระ

    ...จนปัจจุบันคดีต่อเนื่องที่ว่านี้ก็มาอยู่ในการสอบสวนของดีเอสไอ โดยที่คดีรับของโจรขาดอายุความไปแล้ว เหลือเพียงการสอบสวนในความผิดฐานฟอกเงินกับกลุ่มบริวารชินวัตร เท่าที่ติดตามข่าวก็พบว่าในชั้นดีเอสไอนี้ มีบางคนที่ คตส.เคยตรวจสอบก็อาจหลุดพ้นความผิดไปแล้วด้วย เช่นนายมานพ ทิวารี แต่กลุ่มอื่นยังไม่แน่

    ต่อปัญหาของดีเอสไอในชั้นนี้ เขาก็ต้องมุ่งขยายผลสอบคนที่มีชื่อในเส้นทางไหลของเงิน ว่ามีการรับโอนเงินมาได้อย่างไร ในเมื่อคนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ที่เป็นระดับข้างบนบอกว่า "นายสั่ง" แล้วปลายทางที่ได้เงินก็เป็น กลุ่มลูกน้อง-กลุ่มบริวารนาย หรือ ลูกนาย มันก็ต้องถามเพื่อให้หายข้อสงสัย ว่าเป็นการให้นายโดยบริวารช่วยรับฟอกแทนใช่หรือไม่

    ในกรณีที่โอ๊ค พานทองแท้ โวยวายว่ามีเงินไปเข้าบัญชีมูลนิธิรัฐบุรุษด้วยแล้วทำไมไม่จัดการนั้น ในทางคดีมันไม่ใช่ประเด็น เพราะเงินที่ได้จากการทุจริต เมื่อมันไปเข้ากระเป๋าเขา เงินก็คือเงิน มันจะไปเข้ากระเป๋าไหน มันก็ไปได้ทั้งนั้น ยกเว้นว่าหากปลายทางมีส่วนรู้เห็นรับไว้ แล้วซุกซ่อนเงินจากการทุจริต แบบนี้ก็คือรับของโจร หรือถ้าจะมีการแปลงรูปเป็นการรับโดยอธิบายไม่ได้ โดยแจงว่าเป็นการรับซื้อฝากขายหุ้น แต่สอบแล้วไม่จริง มันก็เป็นการแปลงเงินจากการคอร์รัปชันเป็นเงินจากการขายหุ้น เข้าลักษณะฟอกเงิน

     ในการสอบสวนเอาผิดฐานฟอกเงินนั้น กลุ่มบุคคลที่ถูกดีเอสไอสอบสวนเขาก็ต้องอธิบายพนักงานสอบสวนให้ได้ว่า เงินต่างๆ ที่วิ่งเข้ามาในบัญชีของตัวเองเกิดจากอะไร มีการขายหุ้นต่อกันจริงหรือไม่

    ตั้งคำถามไปว่าจากสำนวนที่ปรากฏเป็นข่าวออกมา พบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีพานทองแท้สองครั้ง จากอดีตผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร ครั้งแรก 26 ล้านบาท ครั้งที่สอง 10 ล้านบาท ตอนนั้นพานทองแท้มาชี้แจงกับ คตส.ฟังขึ้นหรือไม่ แก้วสรร-อดีต คตส. เล่าให้ฟังว่าในชั้นการสอบสวน เท่าที่จำได้ อนุกรรมการไต่สวนมีการเรียกพวกนี้มาสอบถามหมดทุกคน แล้วผลการชี้แจงไม่น่าเชื่อถือ แต่ในชั้นดีเอสไอทุกวันนี้ก็ยังไม่ทราบ ว่าคนที่เกี่ยวข้องเขาได้ไปชี้แจงกับพนักงานสอบสวนครบหมดทุกคนหรือยัง แล้วคนที่ไปชี้แจงได้พูดรายละเอียดต่างๆ อย่างไร ใครบ้างจะหลุดหรือไม่หลุดจากคดี แต่ในชั้นอนุกรรมการไต่สวนของ คตส.รายงานสรุปมาว่า คำชี้แจงของคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่น่าเชื่อถือ  จึงมีความเห็นให้แจ้งข้อกล่าวหาเอาผิดฐานรับของโจรหรือฟอกเงินอย่างใดอย่างหนึ่ง

    - ในทางกฎหมาย หลังอดีตผู้บริหารกฤษดามหานครโอนเงินให้พานทองแท้ เช่นครั้งแรกโอนไป 26 ล้านบาท แต่มีการยกเลิกธุรกรรมดังกล่าวในวันเดียวกัน ตรงนี้คนที่มีชื่อในการทำธุรกรรมอาจอ้างได้ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด คืนไปแล้ว แบบนี้ถือว่าความผิดสำเร็จแล้วหรือยัง?

    ก็เป็นความพยายามที่จะแปลงร่าง อาจจะลังเลหรืออาจมีปัญหาอะไร ก็เลยขีดฆ่าเช็คสั่งจ่าย แล้วก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ป้อนไปทำอย่างอื่น ถ้าจะให้สันนิษฐานก็เป็นความพยายามปิดบังการรับเงินว่า "ไม่เอาแล้ว รับเงินเข้าบัญชีโอ๊คเลยจะซวย" ก็ต้องไปดูว่าแล้วเงินไปไหนต่อ

    - พบว่าโอนไปเข้าบัญชีของคนในครอบครัวอดีตเลขาฯ คุณหญิง?

    ก็พูดตรงๆ ตอนนั้นพานทองแท้ยังเด็ก อย่างถ้าไปดูคดีหุ้นชินคอร์ป เขาก็มีการนำชื่อโอ๊คมาซื้อหุ้นชินคอร์ปจากพ่อตัวเอง แล้วโอ๊คก็จ่ายค่าหุ้นเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน ครั้นพอมีการจ่ายเงินปันผลของชินคอร์ป พวกนี้ก็ไปบอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าไม่ต้องโอนเงินตรงเข้าบัญชีพานทองแท้เลย แต่ให้โอนมาที่บริษัทก่อน แล้วพอบริษัทชินคอร์ปได้เงิน ก็ให้พนักงานรับไปโอนเข้าบัญชีพานทองแท้ โดยให้พานทองแท้เซ็นมอบอำนาจไว้ทั้งฝากและถอน เมื่อมีเงินโอนมาเข้าบัญชีพานทองแท้ สัก 1-2 สัปดาห์เงินก็วิ่งกลับเข้าไปบัญชีคุณหญิงทุกที ไปรวมแล้วร้อยกว่าล้านบาทโดยโอ๊คไม่ได้ยุ่งเลย

     โอ๊คและเอมจึงเป็นคนที่ถูกนำชื่อไปใช้ทั้งสิ้น อันนี้คือกรณีซุกหุ้นชินคอร์ป อย่างตอนที่ คตส.ตรวจสอบเรื่องพวกหุ้นชินคอร์ปว่ามีการซื้อขายหุ้นอย่างไร นำหุ้นชินคอร์ปไปขายให้เทมาเส็กที่สิงคโปร์อย่างไร พวกนี้ที่มีชื่อถือหุ้นก็บอกว่า พี่แจง คือนางกาญจนาภา ที่เป็นเลขาฯ คุณหญิงเป็นคนจัดการ ซักเข้าจริงๆ ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะเรื่องจริงถูกเขาเอาชื่อไปใช้ทั้งนั้น

     กรณีกรุงไทยก็น่าจะเป็นพฤติการณ์เดียวกัน จะเอาเงินเข้าตรงไหน ใช้ชื่อใครดี ถ้ามันเป็นอย่างนั้น แต่ดูแล้วพานทองแท้จะไปให้ปากคำกับดีเอสไอ บอกว่าข้าพเจ้าไม่รู้เรื่อง ถูกเขาใช้ให้เซ็นชื่อ ก็ไม่ได้ ถ้าให้การแบบนั้นมันก็คือการสารภาพ

    ถามว่าทำไมทิ้งร่องรอยมีชื่อโอ๊ครับเช็คกันไว้แบบนี้ คำตอบก็น่าจะเป็นความเลินเล่อ คนพวกนี้ถ้ารอบคอบจริง ฉลาดจริง จะให้คุณหญิงโผล่มาซื้อที่ดินรัชดาฯ จนต้องคดีทำไม ทั้งๆ ที่กฎหมาย ป.ป.ช.ห้ามแล้ว แต่กลับซุ่มซ่ามทำกันไปจนทักษิณต้องคดี พวกนี้เลินเล่อทางกฎหมายมานาน เรื่องกรุงไทยนี้พวกนี้ก็คงไม่นึก เพราะเงินมันหมุนไปหลายรอบมาก แล้วจะมาถึงตัวได้ยังไง พอเกิดคดีขึ้นศาลจึงหาทางเหวี่ยงไปเรื่อยๆ ว่าทำไมไม่จับมูลนิธิรัฐบุรุษด้วย โง่ตอนแรกแล้วมาพยายามฉลาดหาทางรอดทีหลัง อย่างนี้มันมวยวัดเกินไปหน่อย

    แก้วสรร-อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวตอบคำถามที่ว่า เมื่อนำพฤติการณ์ที่ปรากฏมาพิจารณาถือว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายฟอกเงินได้หรือยังว่า เรื่องนี้คนที่เกี่ยวข้องก็ต้องอธิบายให้ได้ แต่ที่เขามาชี้แจงกับ คตส. เขาอธิบายไม่ได้เลยว่านำเงินที่ได้ไปซื้อหุ้น ช.การช่าง ที่ไหนเมื่อไร มีการเสนอการซื้อขายหุ้นกันอย่างไร มันไม่มีหลักฐานอะไรมีแต่คำพูด การสอบสวนเรื่องฟอกเงินมันเป็นหน้าที่ของผู้รับเงินต้องอธิบายให้ได้ เพราะฟอกเงินมันคือเรื่องการปกปิดซ่อนเร้น ตอนนี้หน้าที่นำสืบตกกับผู้ต้องสงสัยแล้ว เพราะความผิดในคดีมูลฐานมันชัดว่ามีการทุจริต จนศาลฎีกาฯ ตัดสินแล้ว และชัดแล้วว่ามันมีเงินจากการทุจริตวิ่งออกมายังคนชื่อนี้ อย่างนี้มันก็เข้าล็อกแล้ว เมื่อเงินจากทุจริตวิ่งไปเข้าบัญชีใครแล้วคนนั้นอธิบายไม่ได้ มันก็คือการฟอกเงิน

    - อย่างกรณีเงินโอนจากอดีตผู้บริหารกฤษดามหานครเข้าบัญชีพานทองแท้รอบที่สอง 10 ล้านบาท เห็นในสำนวนว่าพานทองแท้ชี้แจงเป็นการตกลงร่วมกันทำธุรกิจซื้อขายรถยนต์จากต่างประเทศ แต่กว่าจะชี้แจงที่มาได้ก็ต้องผ่านไปถึงสามเดือน?

    ก็อย่างที่บอก ที่จริงผมว่าโอ๊คเขาไม่รู้เรื่อง ตามที่ผมเข้าใจ คนที่ทำคือ ก..คนที่เป็นเลขานุการพวกผู้ใหญ่ เด็กไม่รู้อะไร เปิดบัญชีไว้ แล้วมันก็เซ็นชื่อตามสั่งไปเรื่อย

    - สองพ่อลูกที่เป็นอดีตผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่งถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุกไปแล้ว หากมีการเอาผิดคดีฟอกเงิน สองคนนี้ที่มีชื่อว่าโอนเงินเข้าบัญชีจะถูกเอาผิดเพิ่มหรือไม่?

    ถ้าแบบนี้มันก็ผิดอีกหนึ่งกระทง เพราะที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินเป็นเรื่องทุจริตปล่อยเงินกู้ แต่การนำเงินมาฟอกมันก็จะเข้าเป็นอีกกรรม อีกหนึ่งกระทง

    แก้วสรร-อดีต คตส. ยังได้กล่าวถึงกรณีคดีรับของโจรขาดอายุความไป ทั้งที่ คตส.ส่งเรื่องไปนานแล้วว่า ผมไม่กล้าไปกล่าวหาใคร มันอาจเป็นเรื่องของช่องว่างทางคดี ซึ่งสำนวนอาจไปค้างอยู่ที่บางฝ่ายเช่นอัยการ หรือ ป.ป.ช. หรือจะเป็นดีเอสไอ เราก็ไม่รู้ทั้งนั้น ที่ดีเอสไอสอบตอนนี้เป็นการสอบตามอำนาจหน้าที่ของเขา เราก็ต้องแฟร์ว่ามันติดตรงไหน ช้าที่ขั้นตอนไหนอย่างไร ก็ต้องถามกันให้ชัดก่อน

    คดีทุจริตในชั้นดีเอสไอกับ ป.ป.ช.มันมีมาก มันก็เป็นความอักลีของกระบวนการยุติธรรมไทย พวกคดีคอร์รัปชันอะไรก็เทใส่ให้ ป.ป.ช.หมด คดีก็ค้างกันเป็นหมื่นคดี รวมถึงกับดีเอสไอ มันค้างนานจนเป็นปกติวิสัย ส่วนจะมีการเมืองมาดึงอะไรไว้หรือไม่ พูดยาก

    คดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย มาถึงตอนนี้เมื่อคดีหลักคือคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทยจบไปแล้วหลังศาลฎีกาฯ ตัดสิน ตอนนี้กำลังสอบสวนเรื่องเงินที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตมีใครได้ไปบ้าง หากพบว่ามีการทำธุรกรรมกันปกติก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขา แต่หากการตรวจสอบพบว่าเช่น กลุ่มเครือข่ายบริวารชินวัตรมันมีพฤติการณ์อะไรน่าสงสัยหรือไม่ หากว่าต้นทางส่วนหนึ่งก็คือชินวัตร แล้วปลายทางส่วนหนึ่งก็ยังเป็น ชินวัตร ก็เป็นเรื่องของมูลคดีทางกฎหมายที่ต้องดำเนินต่อ ก็อยู่ที่ดีเอสไอต้องเรียกมาสอบถาม หากเขาอธิบายได้ก็ยุติ แต่หากอธิบายไม่ได้เรื่องก็ต้องไปที่ศาล แล้วยึดทรัพย์ไปก็แค่นั้น ถ้าหากเป็นฟอกเงินจริงก็จบที่การยึดทรัพย์คนที่เกี่ยวข้อง เท่าที่จำได้ก็ร้อยกว่าล้าน ที่เงินไปเข้าคนต่างๆ ต้องไปดูว่าเงินที่เข้าไปยังอยู่ไหม เงินไปไหนบ้าง หากเป็นการฟอกเงินก็ต้องยึด เพราะที่ผ่านมาเขาตามกันมาหมดแล้ว เมื่อต้นทางมีความผิดมีการทุจริต เมื่อสงสัยก็ต้องเรียกมาสอบถาม

    ...สุดท้ายหากพบว่าฟอกเงินก็ต้องไปยึดทรัพย์ ในส่วนอาญาหากมีการสั่งฟ้องคดีฟอกเงินก็ต้องไปขึ้นศาลอาญา หากใครไม่รู้เรื่องแต่ชื่อถูกนำไปใช้ก็ไม่ติดอาญา อย่างโอ๊คจริงๆ อาจไม่ต้องโดน เพราะตอนนั้นยังเด็กอาจไม่รู้เรื่อง ก็อาจถูกคนเขาเอาชื่อไปใช้ ก็มีสิทธิ์รอดเพราะไม่รู้เรื่อง เลขาฯ ส่วนตัวแม่เป็นคนทำ ก็ไปเอาผิดโอ๊คไม่ได้ คือตระกูลนี้เมื่อจะซุกซ่อนอะไรจะทำให้น่าเชื่อ อย่างพอซุกหุ้นตอนแรกเขาพลาดที่ไปใช้ชื่อคนใช้ ตอนหลังเลยมาใช้ชื่อลูก อ้างความรักลูก ทำให้คนเชื่อว่าพ่อขายหุ้นให้ลูก ราคาถูก ดังนี้น่าจะเป็นจริง คิดเอาความรักมาอำพรางอย่างนี้ ชื่อโอ๊คเอมก็เลยถูกนำมาใช้ รวมถึงน้องเขา จนในที่สุดทั้งน้องทั้งลูกก็เจ็บตัวกันหมด

    - สรุปว่าหากพานทองแท้พิสูจน์ตัวเองได้ ก็อาจไม่โดนเอาผิด?

    ตอนนี้ผมไม่รู้คำชี้แจงของเขาว่ามีหลักฐานอะไรไปชี้แจง แต่ตอนที่ คตส.ตรวจสอบ หลักฐานการชี้แจงเขามันไม่พอ มันลอยๆ ไม่มีหลักฐานอะไรเลย เราจึงไม่เชื่อเรื่องการซื้อหุ้นอะไรต่างๆ หากคนที่เกี่ยวข้อง มันซี้กันอย่างไร ก็ต้องชี้แจงมามากกว่านี้

    หากทางดีเอสไอจะปล่อยเงินก้อนนี้ออกไป เงินร้อยกว่าล้านบาท จะบอกว่าคนที่เกี่ยวข้องไม่มีความผิด ดีเอสไอก็ต้องตอบให้ได้ว่าสอบแล้วมันมีการทำธุรกรรมกันจริงๆ มีการซื้อขายกันจริง ไม่ใช่การฟอกเงิน ก็ปิดคดี แต่หากคนที่เกี่ยวข้องอธิบายแล้วไม่น่าเชื่อ มีการปกปิดกันจริงๆ ก็เป็นเรื่องการฟอกเงิน ถ้าเป็นคดีเกิดขึ้น คดีแพ่งก็ต้องนำไปสู่การขอให้อายัดและยึดทรัพย์ แม้หากทรัพย์กลายเป็นที่ดิน บ้าน แหวนเพชร ก็ต้องตามไปยึดให้หมด แต่การเอาผิดตัวบุคคลก็ต้องไปดูว่าคนรู้เรื่อง หรือใครอินโนเซนส์ถูกใช้ชื่อ ซึ่งเรื่องการเอาผิดอาญาอาจไม่โดนหมด อาจเฉพาะคนที่รู้เรื่อง บางคนเป็นแม่ ไม่รู้เรื่อง ลูกเอาไปใช้ก็มี บางคนเป็นพ่อ อาจไม่รู้เรื่อง ลูกเอาไปใช้ก็มี แบบนี้พ่อแม่ก็อาจไม่โดน แต่ทรัพย์ต้องตามไปยึด

    “ภาพรวมคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทยมันน่าเศร้าตรงระบบ เพราะงานนี้เหมือนกับเปิดแบงก์ให้ปล้นไปเลย แต่คนปกติกว่าจะกู้ได้แต่ละทีตรวจกันยิบ ทั้งหลักทรัพย์ เครดิต แต่กรณีนี้ปล่อยไปเลยทีเดียวสองพันล้านบาท เงินไปไหนก็ไม่รู้ มันเป็นการปล่อยที่อุกอาจมาก ไม่ต่างอะไรกับการปล้นแบงก์เลย

    เป็นคดีตัวอย่างสำหรับบรรดาข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ที่ต้องติดคุกเพราะ 'นายสั่ง' ทั้งคดี กกต., คดีอัลไพน์, คดีกรุงไทย, คดีจำนำข้าวจีทูจี คนถูกสั่งติดคุกติดตะรางกันทั่วไปหมด ส่วนตัว 'นาย' อยู่เมืองนอก นอนอ่านม็องแตสกีเยอร์ให้ฟังพอเป็นกระสายเท่านั้นสบายไป"

  • เปลว สีเงิน

    ผมว่าพิลึกนะ!? ที่ "อุทยานราชภักดิ์" นี่ กระดิกทำอะไรเป็นไม่ได้ เป็นต้องมีคนจ้องจับผิด-จับถูก "โกงมั้ง?" แทบทุกครั้งไป นี่ก็อีก............ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ประจวบฯ สร้างห้องน้ำ สร้างอาคารร้านค้า ที่อุทยาน รองรับคนมาสักการะเฉลี่ยวันละเป็นหมื่น ก็มีคนตั้งข้อสังเกต งบก่อสร้าง ๑๕ ล้าน แพงเว่อร์ ไม่โปร่งใสมั้ง...ประมาณนั้น!
  • บทบรรณาธิการ

    ถือได้ว่ายังเป็นสถานการณ์พยากรณ์อากาศที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดสำหรับประชาชน โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะเวลานี้ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วทุกภาคประเทศไทย
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง