ประชาธิปัตย์ ทำตัวเอง

  • Sunday, September 17, 2017 - 00:00

    ทำไมเรตติง ปชป.ทรุด? 'ประชาธิปัตย์ทำตัวเอง'

    โรดแมปการเลือกตั้งค่อยๆ ขยับ มีความชัดเจน หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการประกาศใช้เมื่อ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่เป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน.อีกฉบับที่จะนำไปสู่การเลือกตั้ง ก็มีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีได้นำร่าง พ.ร.บ.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว

    อย่างไรก็ตาม แม้การเลือกตั้งยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนหรืออาจเป็นปี แต่สำหรับ พรรคการเมืองใหญ่อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขับเคี่ยวกับพรรคเพื่อไทยมาตลอด หลายฝ่ายก็ยังมองว่าถึงตอนนี้ ศักยภาพก็ยังห่างไกลพรรคเพื่อไทยหลายขุม

    ยิ่งเมื่อผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อบุคคลหรือคณะบุคคล ของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนความนิยมมาต่ำสุด ตามด้วยองค์กรพัฒนาเอกชน-พรรคเพื่อไทย-พรรคการเมืองโดยรวม ถือเป็นผลสำรวจที่สะท้อนความจริงบางด้าน ที่เป็นการบ้านใหญ่ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ต้องแก้ไขก่อนที่ศึกเลือกตั้งจะมาถึง

    พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-อดีตประธานรัฐสภา-อดีตสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในอดีตผู้อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่กับพรรคมาร่วม 58 ปี โดยเข้าไปร่วมงานกับพรรคตั้งแต่ยุคแรกๆ เลย สมัย ควง อภัยวงศ์ อดีตนายกรัฐมนตรี 4 สมัย ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนแรก

    โดย พิชัย ออกตัวว่า วันนี้แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่ก็ยังรักและผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์อยู่เสมอ แต่แม้จะไม่ได้เข้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่ที่ผ่านมามีสมาชิกพรรค ปชป.บางคนก็แวะมาพูดคุย มาปรึกษาเป็นการส่วนตัว ซึ่งการที่ความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนมาท้ายสุดจากผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าดังกล่าว ก็มีความเห็นว่า ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนนิยมเช่นนั้น ทั้งหมดก็เพราะประชาธิปัตย์ทำเองทั้งสิ้น

    “ผมว่าการที่พรรคประชาธิปัตย์ต่ำลงมาอันนี้ ก็เนื่องมาจากตัวประชาธิปัตย์ทำเอง ไม่ใช่คนอื่นทำหรอก ประชาธิปัตย์ทำเอง แต่มันก็แล้วมาแล้ว จะทำยังไงได้ ผลออกมาแบบนี้ ผมเสียดาย”

    พิชัย-อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ขยายความตรงที่บอกว่า เสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ในยามนี้ โดยเล่าเกร็ดการเมือง ย้อนอดีต ผสมกับการมองสถานการณ์ปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์ในยุคของอภิสิทธิ์ ไว้ดังนี้

    ...เสียดายที่คนเก่าๆ ของพรรค ตั้งแต่สมัย พ.ศ.2489 ที่ตั้งพรรคประชาธิปัตย์กันมา ผู้ก่อตั้งกันมา เช่น นายควง ที่ผมรักมาก และยังมี พล.ร.อ.หลวงสินธุสงครามชัย (อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ-หัวหน้าคณะราษฎรสายทหารเรือ) ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช แล้วก็ยังมี เช่น หลวงประกอบนิติสาร คนเหล่านี้ ตอนนี้พวกคนในพรรคประชาธิปัตย์ลืมหมดแล้ว แต่ผมไม่ลืม เพราะท่านเหล่านี้มีบุญคุณกับพรรคประชาธิปัตย์มาก

    อย่างการเอาอาคาร สถานที่ ที่เป็นบ้านพักส่วนตัวมาให้พรรคใช้เป็นที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่คิดเงินค่าเช่าอะไร หรือสิ่งที่เคยมีในอดีต เช่นที่พรรคเคยสอนคนในพรรคให้รู้จักการทำงานในสภาฯ ที่ต้องให้ทำการบ้านทุกคน เช่น สอนให้รู้ว่าวิธีการทำงานในสภาฯ อย่าง การเสนอกฎหมาย วิธีการตั้งกระทู้ เสนอญัตติ ต้องทำอย่างไร สอนให้วิธีการทำงบประมาณรายจ่ายในสภาฯ ต้องทำยังไง ถามว่าปัจจุบันมีพรรคการเมืองไหน สอนคนในพรรคให้เรียนรู้เรื่องแบบนี้

    มายุคนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาเป็นเด็กดีมาก ผมรักเขาเหมือนหลานผมจริงๆ เขาเรียกผมว่าลุง คุณรู้ไหม อภิสิทธิ์มาช่วยพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่อายุ 14 ปี มาช่วยพรรคปิดโปสเตอร์ โดยนั่งรถกระบะ หิ้วถังกาว ทาใช้แป้งเปียกติดโปสเตอร์หาเสียง ตามฝาผนังตามที่ต่างๆ

    ประชาธิปัตย์สมัยปี พ.ศ.2512 เราหาเสียง เรามีนโยบายอย่างเดียว ต่อต้านเผด็จการ ไม่ยอมรับเผด็จการ เพราะเราต่อต้าน จอมพลถนอม กิตติขจร พวกเราพูดอย่างเดียวเลยตอนนั้นคือ จะเข้าไปเป็น ส.ส.เพื่อโค่น นโยบายมีแค่นั้น แต่เดี๋ยวนี้นโยบายต่อต้านเผด็จการแบบนั้น ประชาธิปัตย์ไม่มีแล้ว พรรคเพื่อไทยเอาไปหมดแล้ว เขามีทั้งนโยบายประชานิยม และต่อต้านเผด็จการ แต่วิธีการของเพื่อไทย เสื้อแดง อาจรุนแรงไปหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ขอวิจารณ์

    สมัยก่อนเราหาเสียง เราก็พูดถึงนโยบายของเรา เราต่อต้านเผด็จการทหาร แล้วเราก็ชนะ เช่น ชัยชนะในสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร-ธนบุรี แบบชนะทั้งหมด

    “แต่ตอนหลังที่มันตกมา ก็เพราะการเปลี่ยนจุดยืนของพรรค แล้วก็เห็นว่าความอ่อนแอของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะไม่ยึดถือนโยบายเดิมของพรรคที่ว่า ต่อต้านเผด็จการ คราวนี้ พลเอกประยุทธ์ หัวหน้า คสช.ทำรัฐประหาร ขอถามว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ มีใครออกมาให้ความเห็นอะไรบ้างหรือไม่ ก็ไม่มี แต่เพื่อไทยเขาออกมาให้ความเห็น ไปๆ มาๆ นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นนโยบายหลักของคนอื่นไปแล้ว”

    ...ของเรากลับเฉยๆ เพราะเราอาจมีอะไรตุกติกกันหรือเปล่าผมก็ไม่รู้ อาจจะผ่านใคร หรืออาจจะผ่านโดยตรง เพราะอย่างตอนตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เขาอาจมีอะไรตุกติกกันผมไม่รู้ แต่ว่านั่นไม่ใช่ปรัชญาของประชาธิปัตย์ ปรัชญาของประชาธิปัตย์ ต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องประชาชน

    - มองว่าที่กระแสความนิยมต่อพรรคประชาธิปัตย์มีแต่ลดลง เป็นเพราะสาเหตุจากเรื่องพวกนี้?

    ก็มีการแตกแยกกันภายในพรรค เพราะอย่างก็มีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาล้วนแต่อวดเก่ง แต่ไม่นับอภิสิทธิ์ เพราะเขาเป็นคนเก่ง ซื่อสัตย์ แล้วผมก็อยากให้เขาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป แต่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาแล้วใช้ไม่ได้เลย จองหอง พอเป็น ส.ส.แล้วอวดเก่ง ทั้งที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่คนดีๆ กลับไม่เอาเข้ามาใช้ อย่าง สุรินทร์ พิศสุวรรณ, ศุภชัย พานิชภักดิ์, คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์, ธารินทร์ นิมมานเหมินท์, อนันต์ อนันตกูล ก็ไม่เอา ทิ้งไปหมด พวกนี้เก่งๆ หายหมด ก็ไม่รักคนเก่า ไปเอาคนใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วมาทำหน้าเจ๋ออยู่หน้าทีวี

    แล้วคนเก่าๆ ของพรรค อย่าง คุณชวน หลีกภัย ผมว่าเขาต้องเป็นหลัก รวมถึง บัญญัติ บรรทัดฐาน, ธารินทร์, สุรินทร์, ศุภชัย ต้องออกมาแนะนำอะไรให้มากๆ คนเก่าๆ ของพรรคหลายคน เขาต่อสู้เผด็จการ

    แนะวิธีสู้เพื่อไทยในอีสาน

    ทั้งนี้ จุดอ่อน สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ทำให้แพ้พรรคเพื่อไทยมาตลอด ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย-พลังประชาชนมาจนถึงเพื่อไทย ก็คือ การไม่มี ส.ส.ในพื้นที่อีสานที่มากพอ จนทุกวันนี้พื้นที่อีสานกลายเป็นฐานสำคัญของเพื่อไทยที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งทุกครั้ง

    จุดอ่อนดังกล่าว พิชัย-อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ให้ข้อเสนอแนะ โดยยกตัวอย่างการต่อสู้ในอดีตของ ปชป.ให้ฟังว่า สมัยผมเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. พรรคเคยมี ส.ส.อีสาน พอสมควร เคยได้ ส.ส.อีสาน 39 คน แต่ช่วงหลังมาได้แค่ไม่กี่คน ได้ 1 คน ถามว่าทำไม ผมไม่ได้ใช้เงิน แต่ผมเอาใจสู้ ไปหาเสียงกับเขา อยู่กับเขา กินกับเขา

    อย่างสกลนคร ใครเลยจะคาดคิดว่าประชาธิปัตย์จะมี ส.ส.สกลนครได้ ตอนนั้นผมตั้งใจไปหา ประชา ตงศิริ อดีต ส.ส.ของพรรค จอมพลถนอม กิตติขจร เขาขายรถจักรยานยนต์ที่สกลนคร กำลังจะเลิกเล่นการเมือง ผมรู้ข่าวก็รีบไปที่สกลนครทันที ไปขอคุยกับเขา จะให้ลงพรรคประชาธิปัตย์ แต่ปรากฏว่า คุยไปคุยมา ตอนที่นั่งคุย ภรรยาเขานั่งอยู่ด้วย คือ อนงค์ ตงศิริ ผมคุยอะไร ถามอะไรกับสามีเขา แต่คุณอนงค์แสดงความเห็นได้หมด ผมเปลี่ยนใจทันทีวันนั้นเลย บอกว่า ผมขอให้คุณอนงค์มาลงสมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ จากนั้นช่วงหาเสียง ผมก็ไปอยู่ที่สกลนคร 7 วัน ตอนนั้นผมก็ลง ส.ส.กทม.อยู่ด้วย แต่ผมทิ้งพื้นที่ กทม.เขตเลือกตั้งผมเลย ให้คนอื่นช่วยดูให้ ไปช่วยเขาหาเสียงตั้งแต่เช้าถึงดึก ปรากฏเขาชนะเลือกตั้ง (เป็น ส.ส.สกลนคร 3 สมัย)

    หรือยกตัวอย่างที่ยโสธร พีรพันธุ์ พาลุสุข (อดีต ส.ส.ยโสธรหลายสมัย) ลงเลือกตั้งครั้งแรก ในนามพรรค ปชป. ทางพรรคยกทีม ส.ส.ไปช่วยหาเสียงให้เขา 30 คน หัวหน้าทีมคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ พวกเราไปอยู่ยโสธร ทั้งหมดก็นอนตามวัดต่างๆ ในจังหวัด มีการแบ่งหน้าที่กัน อย่างพลเอกหาญ ลีลานนท์ ท่านขอทำหน้าที่ทำกับข้าว เขาตื่นมาตั้งแต่ตี 4 ออกไปซื้อของมาทำกับข้าว ผัดข้าวกินกันในจานสังกะสี โดยสุเทพตอนนั้นวางแผนการหาเสียงทั้งหมด ผมกับสุเทพ เราสู้ด้วยกันมา แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีอีกแล้วที่จะสู้กันแบบนั้น สู้แบบนั้นมันกินใจคน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่แค่ไปช่วยแบบไปเช้าเย็นกลับ แต่ไปตอนเย็นเลย ปราศรัยเสร็จก็กลับเลย แล้วเราชนะเลือกตั้ง

    “ตอนนี้พวกนี้มันลืม มันลืมการสู้ของพวกเรา มันลำบากขนาดนั้น ประหยัดขนาดนั้น วันนี้ผมอายุมากแล้ว 92 ปี แล้วหากกลับไปแบบอายุ 40 ปี ผมจะสู้ให้พรรคเต็มที่เลย”

    - มาถึงตอนนี้ คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์สู้พรรคเพื่อไทยได้หรือไม่?

    ตอนหลังยาก เพราะพรรคเพื่อไทยใช้เงินทองเยอะเหลือเกิน ผมรู้สึกอย่างนั้น ก็เห็นมีคนยอมรับ การเมืองสมัยผม ผมบันทึกไว้ในหนังสือเตรียมงานศพที่ทำไว้ ผมเขียนเสร็จแล้ว ในนั้นจะมีบอกหมดว่า สมัยผมเป็นหัวหน้าพรรค ผมให้เงินค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง ให้ใครเท่าไหร่ ในนั้นจะมีบัญชีบอกไว้ เช่น จังหวัดตรัง ทั้งจังหวัดใช้ไปสี่แสนบาท หรือโคราช พรรคเคยได้ ส.ส.มา 3 คน บางคนตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นได้เงินจากพรรคไปสองหมื่นบาทในช่วงเลือกตั้ง หรือที่จังหวัดเลย วัชรินทร์ เกตะวันดี อดีต ส.ส.เลยหลายสมัย ลงเลือกตั้งครั้งแรกก็จนแสนจน ไม่เคยเป็น ส.ส. แต่ผมบอกต้องเอาให้ได้ ให้ไปหนึ่งหมื่นบาท ก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามา

    ฟังจากที่เล่ามาเลยถามว่า แล้วหากจะให้พรรค ปชป.กลับมามี ส.ส.ในอีสานได้มากขึ้น พรรคต้องสู้อย่างไร พิชัย ยอมรับว่า มันยาก แต่ต้องทำแบบค่อยๆ ทำไป ต้องใช้เวลา วันนี้เราสู้ยากมาก ต้องเริ่มทำกันใหม่ ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี

    ถามย้อนกลับมาอีกรอบว่า กระแสของพรรค ปชป.ไม่ค่อยดี จนอาจถึงขั้นตกต่ำ มองว่าเกิดจากอะไร อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุว่า เกิดจากหลายอย่าง โดยเฉพาะคู่แข่งของเรา เขาแข็งแรงขึ้น พรรคเพื่อไทยเขาเข้มแข็งขึ้นมาก แต่เขาเข้มแข็งอย่างไรเราไม่รู้ แต่ก็เข้มแข็งขึ้นมาก และเขาได้คนไปเยอะ เขาสร้างนักการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาเยอะ เขาสร้างมานานไม่ใช่เพิ่งสร้าง อีกทั้งเขามีเงิน มีทุน นโยบายของเขาก็ชัดเจน เรื่องต่อต้านเผด็จการ เหมือนของเราเลย แล้วของเขามีนโยบายประชานิยมเยอะ คนจนเขาต้องการ

    ส่วนจุดแข็งที่เคยเป็นจุดขายของพรรค ปชป.ว่าเชื่อมั่นระบบรัฐสภา ต่อต้านเผด็จการ เราถามว่าถึงตอนนี้ยังเหมือนเดิมไหม อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ตอบว่า ผมว่าประชาธิปัตย์ยังเชื่อมั่นอยู่ แต่ประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำ ประชาธิปัตย์ไปเชื่อในทางนามธรรม ไม่เชื่อในรูปธรรม ไม่มีการทำกันจริงๆ ได้แต่พูด

    พิชัย-อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. เสนอว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรต้องเร่งแก้ไข ปรับปรุงพรรค แนวทางก็มองว่า พรรคต้องอย่าลืมเรื่องคนเก่าในพรรค อันนี้สำคัญ สอง ต้องมีนโยบายใหม่ เพราะทุกอย่างตอนนี้มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ หากพรรคไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ของโลกและของบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางที่จะขึ้นได้ ที่ความนิยมพรรคไม่ค่อยดี ก็เพราะเราไม่มีนโยบายอะไรเลย ไม่มีนโยบายที่จะไปดึงดูด ไม่มีจริงๆ เมื่อก่อนมีดึงดูดคือ การต่อต้านเผด็จการ และอย่าลืมใช้คนเก่าให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็หาคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วย

    ในฐานะเคยเป็นสมาชิกพรรคมาก่อน ก็ขอบอกว่า ผมเป็นห่วงพรรคประชาธิปัตย์มาก ผมรักพรรคประชาธิปัตย์มาก ผมมีตำแหน่งต่างๆ ทางการเมือง ก็เพราะพรรคประชาธิปัตย์สร้างผมขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ผมไม่เคยลืม ผมติดหนี้บุญคุณของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ แม้วันนี้จะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว แต่หากมีการเลือกตั้งเมื่อใด ผมก็จะไปลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ ก็อยากแนะนำคนรุ่นใหม่ว่า อย่ากระโดดเร็วนัก ไม่ว่าพรรคจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ให้ไปตามขั้นตอน พยายามศึกษา แม้จะจบปริญญาเอกมา แต่อย่าคิดว่าจะรู้หมดในเรื่องการเมือง โดยต้องดึงคนเก่าๆ มาช่วยแนะนำการทำงานให้กับพรรคด้วย และขอให้หัวหน้าพรรค ผู้นำพรรค ต้องไปเยี่ยมสาขาพรรคให้มากๆ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องไม่ลืมพรรคพวกเรา

    ...ส่วนอภิสิทธิ์ต้องเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป ผมมองไม่เห็นใคร เพราะอย่างสุรินทร์ ผมก็รู้มาว่าเขาไม่เอา ศุภชัยก็ไม่เอา การเป็นหัวหน้าพรรคมันต้องเหนื่อย ต้องไปหาคนตลอด อย่างสมัยผมเป็นหัวหน้าพรรค ประธานสาขาพรรคเล็กๆ เช่นที่ขอนแก่น ไม่สบาย ผมก็ไปเยี่ยม แม้เขาไม่ได้เป็น ส.ส. แต่เขามาช่วยพรรค จนประชาธิปัตย์เคยได้ ส.ส.ที่ขอนแก่นมา 2 คน ถามว่าตอนเขาป่วย มีมนุษย์คนไหนไปเยี่ยมเขาบ้าง ไม่มี แต่ผมไป เราต้องมีน้ำใจ ต้องไม่ลืมคนของเรา ส่วนคนนอก ผมก็ไม่เห็นจะมีใครมา แล้วพรรคเขาจะเอาหรือไม่ ก็ไม่รู้

    พิชัย ยังได้พูดถึงบทบาทของสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มอดีต กปปส.ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า มีคนมาคุยกับผมถึงบทบาทของ กปปส.ในพรรคประชาธิปัตย์ ก็พบว่ามีครึ่งต่อครึ่ง คือครึ่งหนึ่งเห็นด้วยกับการกระทำของ กปปส. แต่อีกครึ่งหนึ่งที่มาคุยกับผม ก็ไม่เห็นด้วยกับ กปปส. แต่ส่วนตัวผมไม่อยากให้ความเห็นเรื่องนี้ แต่ภายในพรรค ผมทราบมาว่า มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

    ถามถึงว่า หากสุเทพคิดไปตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจริงๆ จะเป็นอย่างไร พิชัย ที่ทำงานกับสุเทพมาหลายสิบปีมองว่า เขาอาจจะไปตั้งพรรคก็ได้ ไม่มีใครรู้ เขาอาจจะมี ส.ส.ก็ยิ่งสบายทหารเลย ยิ่งชอบใหญ่ เป็นการส่งเสริม แต่การปรองดองก็จะไม่เกิดขึ้น สุเทพก็ยังต้องไปทะเลาะกับเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ก็ต้องไปทะเลาะกับเพื่อไทยอีก ก็เป็นศัตรูอะไรกันอีก ก็ไม่เกิดความปรองดองแล้ว.

    ........

    เปรมโมเดล ทางลง บิ๊กตู่-คสช.

    หลัง พิชัย รัตตกุล เสนอสูตรการเมืองให้พรรคการเมืองหลักๆ เช่น พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ควรตั้งโต๊ะพูดคุยกันก่อนการเลือกตั้ง แล้วพอเลือกตั้งเสร็จก็ให้จับมือกันตั้งรัฐบาล โดยให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามช่องทาง นายกฯ คนนอก ในโมเดล รัฐบาลแห่งชาติ จนมีปฏิกิริยาการเมืองต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะท่าทีจากเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ที่ไม่ค่อยตอบรับ ส่วนพลเอกประยุทธ์เลือกที่จะสงวนท่าที

    พิชัย ระบายความในใจกับปฏิกิริยาที่ตามมา โดยบางช่วงเขาถอนหายใจแล้วตั้งคำถามกลับ

    “ผมอยากถามนัก มีใครบ้างที่คิดแบบนี้ คิดอย่างผม มีใครเป็นห่วงแบบนี้แล้วทำแบบนี้บ้าง ผมอยากรู้นัก ไม่เห็นมีใครพูดกันเลยสักคน มีแต่พูดนามธรรมว่าต้องปรองดอง ก็บอกมาสิวะ ปรองดองต้องทำอย่างไร

    พูดแล้วมันเจ็บใจเหลือเกิน ทำไมไม่ทำกัน พูดแล้วเหมือนอยากร้องไห้ อยากร้องไห้ว่าทำไมไม่ทำกัน ไม่มาหาทางแก้ไขกัน ก็เสียดาย บ้านเมืองเรา ไม่มีใครออกมาพูดกันบ้าง โดยเฉพาะผู้ใหญ่ควรต้องออกมาพูดกันบ้าง ผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว พูดให้ลูกหลานได้ยินได้ฟัง แต่พูดแล้วมีคนไม่เห็นด้วย ก็ช่วยไม่ได้"

    ...มีหลายคนเขียนเรื่องนี้ลงในหนังสือพิมพ์ บอกว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมเสนอ บอกว่าเป็นไปไม่ได้ มันก็จริงว่าเป็นไปได้ยาก แต่มันไม่มีทางอื่น ผมว่าทางที่ผมบอกเป็นทางเดียวที่น่าจะทำให้รอด และน่าจะลองทำ แต่จะให้ผมมารับรองร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันจะสำเร็จ ก็โน ผมรับรองไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็มีทางออกแล้ว ทางออกมันต้องหาให้ได้ และคนที่จะทำได้ก็คือพลเอกประยุทธ์ โดยทำในแนวทางที่บอก ปรับเล็กน้อยแล้วก็ว่าไป

    พิชัย-อดีตประธานรัฐสภา ขยายความเรื่องสูตรตั้งรัฐบาลแห่งชาติแบบชัดๆ หลังมีคนสงสัยว่ามีรูปแบบไหน แม้แต่อภิสิทธิ์ก็ยังบอกว่ายังไม่เข้าใจวิธีการ โดยบอกว่าที่เสนอรัฐบาลแห่งชาติ เพราะมองดูแล้วความปรองดองในประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ทั้งที่มีความพยายามจะทำกันมาแล้วหลายปี ผมมองดูแล้วเรียกได้ว่าหมดโอกาสจะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่เหตุผลสำคัญก็คือ เป็นเพราะพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์

    ผมเคยคุยและเคยเสนอวิธีการสร้างความปรองดองให้คนของสองพรรคใหญ่นี้ ซึ่งคนของเพื่อไทยก็เห็นด้วยกับแนวทางของผม คนของเพื่อไทยมานั่งคุยกับผมที่บ้านของผม แล้วเมื่อผมไปคุยกับคนของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์เคยมานั่งคุยกับผมเรื่องการสร้างความปรองดอง ผมเสนอแนวทางไปโดยคุยกันสองครั้ง เขาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม ทำให้ความคิดอ่านของผมเรื่องการสร้างความปรองดองก่อนการปฏิวัติของ คสช.จึงล้มเหลวไป แต่ผมยังยึดถือว่าบ้านเมืองจะกลับมาเจริญก้าวหน้าต่อไป บ้านเมืองเราจะต้องเกิดความปรองดองให้ได้ โดยเป็นความปรองดองในระดับนักการเมืองกับนักการเมือง พรรคการเมืองกับพรรคการเมือง

    พิชัย ยืนกรานว่า ข้อเสนอปรองดองผ่านการตั้งรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่การให้มาซูเอี๋ยกัน ระบบยังคงเหมือนเดิมคือให้แข่งขันกัน โต้เถียงกันไปในรัฐสภา แต่หากฝ่ายไหนแพ้ในรัฐสภาแล้วออกมาสู้กันข้างนอกรัฐสภา มายกขบวนต่อสู้กันอีกข้างนอกแบบนี้จะทำไม่ได้

    อย่างในอดีตเช่นสมัยพรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้กับจอมพลถนอม เราก็สู้กันในสภา พอจบออกมาจากสภาทุกอย่างก็จบ กินข้าวกัน เป็นเพื่อนกัน กอดคอกัน โดยไม่ทำเพื่อเล่นละคร แต่เราสู้กันในระบบรัฐสภา สู้ด้วยนโยบาย แต่ระยะหลังไม่ใช่แบบนั้น ช่วงหลังการเมืองเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามากัน แล้วพอแพ้ในสภาก็ออกมาข้างนอก มาตั้งขบวนให้เกิดการเผชิญหน้ากัน จนเกิดเสื้อแดงเสื้อเหลืองขึ้นมา แล้วนำไปสู่การรัฐประหาร

    ผมยังไม่เลิกคิดอ่านเสนอแนวคิดเรื่องการสร้างความปรองดอง เพราะหากเกิดขึ้นบ้านเมืองถึงจะเดินหน้าไปได้ โดยเมื่อมาคิดหาหนทางก็พบว่าต่อให้เลือกตั้ง ผลการเลือกตั้งออกมาแล้วไปสู้กันในสภา ก็จะมีฝ่ายหนึ่งชนะอีกฝ่ายก็แพ้ และอาจออกมาข้างนอกกันอีก ต่อให้มีการเลือกตั้งแล้วก็ไม่อาจเกิดความปรองดองขึ้นมาได้ ขณะเดียวกันเมื่อมองในฝ่ายผู้คุมอำนาจตอนนี้คือ คสช. ถามว่าเขาจะยอมหรือให้มีการเลือกตั้ง แล้วเลือกตั้งเสร็จก็มาทะเลาะกัน เผชิญหน้ากัน เดินขบวนกัน เขาก็ไม่ยอมแน่เพราะคสช.เสี่ยงทำปฏิวัติมาแล้ว

    ที่ผ่านมา 3 ปีกว่าของ คสช. หลายฝ่ายก็พูดตรงกันว่าอยากเห็นการปรองดอง แต่ถามว่ามีอะไรเป็นรูปธรรมหรือไม่-ก็ไม่มี เป็นนามธรรมทั้งสิ้น เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วเราต้องยอมรับว่า ทหารและคสช.ยังต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง เห็นได้ง่ายๆ คสช.มีอำนาจในการคัดเลือก หาตัวคนมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ถามว่าจะมีพรรคการเมืองไหนที่จะชนะเขาได้

    ดังนั้นหลังเลือกตั้ง คสช.ก็ยังมีอำนาจอยู่ต่อไปอีก นอกเสียจากสองพรรคใหญ่รวมกันแล้วได้คะแนนมากกว่า 250 เสียงของ คสช.ที่อยู่ใน ส.ว. แต่ถึงต่อให้ได้ ส.ส.มากเกินกว่า 250 เสียง แต่ก็ไม่วายที่พรรคการเมืองก็ยังต้องมาทะเลาะกันอีก เพราะไม่ได้ปรองดองกันไว้ก่อน หลังเลือกตั้งเสร็จกลับมาก็ต้องมาทะเลาะกันอีก ถึงแม้ต่อให้อีกฝ่ายตั้งรัฐบาลได้แต่ก็ต้องมาทะเลาะกันอีก สุดท้ายทหารก็ต้องเข้ามาอีกรอบ

    ด้วยเหตุนี้เราต้องมายอมรับความจริงกันว่า ยังไงซะทหารและ คสช.เขาก็ยังมีอำนาจอยู่ เช่นการที่มีอำนาจเลือกเอาคนมาเป็น ส.ว. 250 เสียง ที่มีอำนาจในการโหวตเห็นชอบคนที่จะมาเป็นนายกฯ ที่ก็แปรเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก คสช.ก็อยากจะคุมอำนาจไว้อีกต่อไป แต่ลำพังทหารคุมอำนาจฝ่ายเดียว มันก็ปรองดองไม่ได้ เพราะเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ก็ยังทะเลาะกันต่อไปอีก ก็ขอถามว่าจะมีทางอื่นอีกไหมที่จะทำให้ทุกฝ่ายปรองดอง ก็ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว

    ...นอกเสียจากให้สองพรรคใหญ่คือเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ และอีกสองพรรคคือ ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา รวมกันเป็นสี่พรรค มาพูดคุยตกลงกันก่อนในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่ทะเลาะกัน แต่สุดท้ายไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็สู้ 250 เสียงที่เป็นพวก ส.ว.ที่เป็นคนของ คสช.เขาไม่ได้ ซึ่งเสียงจำนวนนี้ใน ส.ว.ก็จะสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อไป แต่เมื่อ 4 พรรคการเมืองนี้เขาได้คุยกันแล้วว่าจะไม่ทะเลาะกัน โดยคุยกันไว้ก่อนการเลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้งเสร็จตัวนายกฯ ก็ไปดึงนักการเมืองจากสี่พรรคการเมืองนี้มาช่วยงานด้วยในการบริหารประเทศ โดยให้โควตารัฐมนตรีไปตามจำนวนที่นั่งของแต่ละพรรคการเมือง

    เช่นสัดส่วนรัฐมนตรีคือ 1 คนต่อจำนวน ส.ส. 15 คน สมมุติประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. 100 คน คนของประชาธิปัตย์ก็ได้เป็น รมต.ประมาณ 6 คน นอกนั้นก็ให้เป็นโควตาทหาร แต่ทหารจะได้แง่ดีคือเขาจะได้นักการเมืองมาช่วยทหารทำงาน

    พิชัย พูดเรื่องการสนับสนุนให้พลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบว่า ต้องยอมรับความจริงว่าพลเอกประยุทธ์ที่เป็นนายกฯ 3 ปีกว่า เขาก็ทำงานได้ดี ต้องชมเชยเขา แต่เขาขาดนักการเมืองที่จะให้ความเห็นด้านการเมือง เขาขาดนักเศรษฐกิจที่จะให้ความรู้ด้านเศรษฐกิจ ไม่เหมือนอย่างพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพราะสมัยพลเอกเปรมมีนักการเมืองมาร่วมงาน 3-4 พรรค มีนักวิชาการเข้ามาช่วยงานหลายคน เช่น สมหมาย ฮุนตระกูล, สุธี สิงห์เสน่ห์, จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา หรืออดีตข้าราชการมาช่วยงานอย่าง พลเอกประจวบ สุนทรางกูร ทั้งหมดเพราะพลเอกเปรมรู้จักเลือกคน เอาคนเก่ง มือสะอาดมาช่วยงาน แล้วก็รู้จักรับฟังความเห็นคนจากฝ่ายต่างๆ ผ่านภาคธุรกิจเอกชน ที่ทำผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ส่งผลให้รัฐบาลพลเอกเปรมจึงมีทั้งนักการเมืองที่มาจากหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ก็เกิดความปรองดองกันแล้ว อีกทั้งยังได้ ภาคราชการ นักวิชาการเช่นจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาช่วยงาน และได้ความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชน แสดงให้เห็นว่าพลเอกเปรมรู้จักเลือกใช้คนเป็น พรรคใหญ่ๆ ก็มาทำงานอยู่กับพลเอกเปรม ก็ลองหลับตาดูว่ารูปแบบนี้มันจะแข็งขนา
    ดไหน

    พิชัย กล่าวต่อไปว่า ผมก็มาคิดดูว่าแล้วทำไมตัวพลเอกประยุทธ์จะทำให้เกิดแบบนั้นไม่ได้ ผมเชื่อว่าพลเอกประยุทธ์ทำได้ แต่ว่าลำดับแรกต้องหาทางให้เกิดความปรองดองกันให้ได้ก่อน โดยเขาต้องไปตกลงกับ 4 พรรคการเมือง คือ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติพัฒนา โดยเรียก 4 พรรคการเมืองนี้มาคุยกันก่อน แล้วบอกเขาไปว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นช่วงไหน พูดไปเลย แล้วเร่งให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว แล้วพลเอกประยุทธ์ก็ต้องคุยกับ 4 พรรคนี้ว่าช่วงเลือกตั้งอย่าทะเลาะกัน แล้วพลเอกประยุทธ์ก็บอกไปว่าพอเลือกตั้งเสร็จให้มาคุยกับผม

    ...นี่แหละคือรัฐบาลแห่งชาติ สิ่งที่ได้ก็คือ มันจะเกิดความปรองดองระหว่างพรรคการเมือง เพราะถ้าพรรคการเมืองไม่ปรองดองมันก็มีปัญหา หากทำตามที่บอกก็จะทำงานได้ดีขึ้นอีกเยอะ เพราะมีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ เข้ามาช่วยงาน แล้วเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรู้จักใช้คน คือก็ทำแบบเดียวกับที่พลเอกเปรมเคยทำ

    สิ่งที่ผมเสนอ ผมในวัย 92 แล้ว ผมพูดด้วยความหวังดีที่มีคนในบางพรรคเช่น เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา บอกว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางรัฐบาลแห่งชาติ แต่ก็มีคนเห็นด้วยบางส่วน อยากบอกว่าผมไม่รู้จะเสนออย่างไรแล้ว ที่พูดเพราะอดเป็นห่วงบ้านเมืองไม่ได้ ยังไงก็ต้องทำให้มันเกิดความปรองดองให้ได้ อันนี้ผมอยากระบายให้ฟัง

    กับประสบการณ์การเมืองก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาอย่างโชกโชน เลยถามไปว่านอกจากข้อเสนอข้างต้นแล้ว ไม่มีทางออกอื่นอีกเพื่อแก้ปัญหาการเมืองระยะยาวหรือ พิชัย ย้ำว่ามันไม่มีทางอื่นอีกแล้ว และยกเหตุผลมาอธิบายว่าต้องยอมรับความจริง คสช.ตั้ง ส.ว.ได้ 250 เสียง แล้ว ส.ว.มีสิทธิ์เลือกนายกฯ ได้ด้วย ก็หมายถึง คสช.ควบคุมได้เลย 250 คน แล้วหากพรรคการเมืองต่างๆ ต่างแข่งขันกันไปทะเลาะกันไป แล้วพอเลือกตั้งเสร็จยังไงก็ไม่มีพรรคไหนได้ถึง 250 เสียง และเมื่อ ส.ว. 250 คนที่ก็ต้องไม่เอานักการเมืองมาเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ ทำให้ คสช.เขาก็ยังมีอำนาจอยู่เต็มที่อยู่ดี

    “แนวโน้มผมว่านักการเมืองเขาก็จะยอม ทำไมพรรคการเมืองยอมให้พลเอกเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีเกือบ 9 ปี ทั้งที่ไม่ได้เป็น ส.ส. โดยที่พรรคการเมืองต่างๆ เห็นชอบให้พลเอกเปรมเป็นนายกฯ ทำไมไม่ทำแบบนั้นบ้าง”

    ถามแย้งว่าแต่ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยกับ ปชป.แข่งขันกันสูง แล้วจะมาอยู่ร่วมรัฐบาลทำงานร่วมกันได้ยังไง อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ตอบว่าก็ใช่ แต่ก็ลองคิดอีกมุมหนึ่ง หากไม่ทำให้เกิดความปรองดอง ความขัดแย้งมันก็จะยิ่งสูงขึ้นต่อไปอีกอยู่ดี สูงขึ้นแน่นอน เวลานี้มันแบบนี้แบบแทบจะชกกัน แล้วก็จะขัดแย้งสูงขึ้น มันก็จะกัดคอกัน จะว่ายังไง ยิงกัน จะว่ายังไง อันนี้ผมเปรียบเทียบ ความขัดแย้งมันก็จะยิ่งสูงขึ้น ยิ่งช่วงหาเสียงจะยิ่งเล่นกันยับเลย แล้วปรองดองมันจะเกิดขึ้นได้ยังไง

    …ความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ พลเอกประยุทธ์เป็นคนกลาง แน่นอนว่ามีโอกาสที่พลเอกประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็ให้พรรคการเมืองมีส่วนร่วมเข้าไปเป็นพรรครัฐบาล เขาต้องยอมแน่ ไม่อย่างนั้นเขาไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล โดยให้แต่ละพรรคการเมืองหาเสียงกันไป แต่อย่าทะเลาะกัน

    “เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็ต้องยอมรับ แล้วเอาโควตาของแต่ละพรรคการเมืองมาหาร ว่าพรรค ก.ควรได้รัฐมนตรีกี่คน พรรคข.ต้องได้ รมต.กี่คน มันก็จะกลายเป็นรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาเลย โดยพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะยังไงพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ แน่ๆ เพราะเขามีแล้ว 250 เสียง ก่อนเลือกตั้งเขามี 250 เสียงในกระเป๋าแล้ว ประชาธิปัตย์มีศูนย์บาท เพื่อไทยมีศูนย์บาท พลเอกประยุทธ์มีในกระเป๋าก่อนแล้ว 250 บาท จะให้ใครเลี้ยงก็ต้องให้คนที่มี 250 บาทเลี้ยง คิดกันง่ายๆ แค่นี้”

    สิ่งที่ผมเสนอมันเป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้ แต่แน่นอนว่าผมไม่กล้ารับรองว่ามันจะสำเร็จเป็นไปตามนี้ได้ แต่คนอื่นก็คิดกันบ้างสิ ผมอายุ 92 แล้ว ผมคิดทุกคืน เป็นห่วงบ้านเมือง

    - แต่หากเพื่อไทยที่มีมวลชนคือเสื้อแดง และ ปชป.ที่ก็มี กปปส.คอยเป็นกองเชียร์ หากสองพรรคนี้มาจับมือกัน มวลชนสองฝ่ายก็คงรับไม่ได้ พรรคก็ต้องเสียมวลชน?

    ผมไม่ทราบจะทำยังไงได้ แต่ผมก็ไม่เชื่อว่า ปชป.จะไปจับมืออะไรกับ กปปส.กับสุเทพ เทือกสุบรรณ เพราะฟังดูแล้วเขาขัดแย้งกันอยู่ ไปด้วยกันไม่ได้ หาก กปปส.มาร่วมอะไรด้วย มันจะยิ่งทำให้เกิดปัญหาหนักขึ้นไปอีก แต่ไม่ได้หมายถึงผมเกลียดสุเทพอะไรเขา เขาเป็นเหมือนน้องชายผม เขาทำงานกับผมมาทั้งทุกข์และสุข มีทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน กอดคอปรับทุกข์กันเลย ผมยังยืนยันว่าคนที่จะแก้ปัญหาได้คือพลเอกประยุทธ์และพลเอกประยุทธ์ ต้องทำแบบพลเอกเปรม เพราะแนวทางอื่นๆ ดูแล้วไม่มีทางแก้ปัญหาได้

    ถามถึงว่าข้อเสนอดังกล่าวยุคสมัยมันก็แตกต่างกันมาก เพราะยุคสมัยพลเอกเปรมกับยุคนี้ สถานการณ์การเมือง บริบท สภาพต่างๆ มันแตกต่างและเปลี่ยนแปลงไปมาก พิชัย กล่าวยอมรับว่าก็ใช่ สมัยพลเอกเปรมกับยุคนี้สถานการณ์บ้านเมืองและของโลกมันเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ว่าแนวทางมันมีแล้ว มันเห็นแล้วว่าพลเอกเปรมทำยังไง ก็ทำแนวนั้น แล้วก็ปรับอะไรบ้าง ไม่ได้หมายถึงต้องทำตามเป๊ะเลย คือเอามาเป็นแนวทาง

    - แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอที่เปิดทางให้ คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปอีก?

    แล้วหากไม่ทำแบบนี้ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลานี้มันเห็นชัดแล้วว่าไม่มีใครเป็นนายกรัฐมนตรีได้นอกจากฝ่าย คสช. เพราะเขามี 250 เสียงที่เป็น ส.ว.อยู่ในกระเป๋าของเขาแล้ว คำตอบมีแค่นี้เอง แล้วสมมุติว่าทำได้ก็บริหารประเทศไป 4 ปี จนเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ภูมิใจไทย พอจะเข้ากันได้บ้างแล้ว เพราะเป็นรัฐบาลร่วมกันภายใต้ คสช. แล้ว คสช.ก็ค่อยๆ ออกไป เมื่อครบสี่ปี แล้วมีการเลือกตั้ง อะไรต่างๆ ก็จะเบาลงไปแล้ว แต่แม้จบสี่ปีแล้วมีการเลือกตั้ง คสช.ไม่อยู่ไม่เกี่ยวแล้ว แต่ก็ยังมีไม้เรียวอยู่ หากทะเลาะกันอีกก็เฆี่ยน ซึ่งหมายถึงปฏิวัติอีก

    กับคำถามที่ว่าทำไมไม่เชื่อว่า เพื่อไทยหรือ ปชป.อาจได้ ส.ส.หรือรวมเสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง จนตั้งรัฐบาลได้ พิชัย ก็ยังคงยืนยันว่า ถึงหากได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง แต่หากยังมีการทะเลาะกันอยู่แล้วมันจะลงกันได้อย่างไร มันก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ต่อ มันไม่ปรองดองกันได้เลย แต่ถ้าพรรคการเมืองทุกพรรค อภัยอะไรให้กันบ้าง แล้วมารวมกันผนึกกำลังกัน ก็อาจชนะ 250 เสียง ส.ว.ของ คสช.ได้ แต่เขาก็ต้องเลิกทะเลาะกัน แล้วถามว่ามันเป็นไปได้ไหม คำตอบก็คือเป็นไปไม่ได้.

    ………………………..

  • เปลว สีเงิน

    ๑๐๗ ปีที่ผ่านมา........... เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต! พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงประชาชาวไทย ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช"
  • บทบรรณาธิการ

    จากการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ผ่านมา พบว่ายังมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม แม้แต่สื่อมวลชนบางสำนักที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลและให้ความรู้กับประชาชนมาโดยตลอดเรื่องแนวทางการปฏิบัติยังละเมิดข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ หลังถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือไลฟ์สดขณะซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง