โอละพ่อข่าวคาวสื่อ ทนายผู้ถูกพาดพิงขู่ฟ้อง/สมาคมนักข่าวส่อถอยกรูด

  • Thursday, September 14, 2017 - 00:00


    ทนายความผู้ถูกพาดพิงคุกคามทางเพศพนักงานในองค์กร ร่อนหนังสือถึงนายกสมาคมนักข่าวฯ เตือนพึงระวังตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง เสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่นประมาท จี้สอบหนึ่งในกรรมการสมาคมฯ ผู้เผยแพร่ข้อความมีข้อเท็จจริงเพียงใด ฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ ขณะที่นายกและกรรมการสมาคมนักข่าวฯ ต่างพากันใบ้บื้อโดยพร้อมเพรียง และไม่สามารถหาใครมาแสวงหาข้อเท็จจริงได้

    เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สำนักงานกฎหมายวีแอนด์ที โดยนายวิมล ส่งเสริมสกุล ทนายความผู้รับมอบอำนาจ ได้ส่งหนังสือเรื่อง การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการพาดพิงผู้บริหารองค์กรสื่อ ถึงนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยเนื้อหาในหนังสือระบุว่า ตามข้อความที่อ้างถึงสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้เผยแพร่ข้อความว่าผู้บริหารองค์กรสื่อแห่งหนึ่งมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพนักงานในสังกัด จนทำให้ต้องลาออกจากองค์กร และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง กระทบต่อปัญหาจริยธรรมและคุณธรรมอันเป็นพื้นฐานของวิชาชีพสื่อมวลชนโดยรวมและภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น

    จากการเผยแพร่ข้อความของสมาคมฯ ดังกล่าว ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจและตั้งข้อสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา จนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของบุคคลที่อยู่ในกระแสข่าว และอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้ ข้าพเจ้าในฐานะทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจากบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการเผยแพร่ข้อความ ขอเรียนมายังสมาคมฯ เพื่อทราบว่าการกระทำของสมาคมฯ ที่แสดงความห่วงใยต่อกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และได้มีการตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นข้อมูลพื้นฐานให้สมาคมนักข่าวพิจารณาดำเนินการต่อไปนั้น ข้าพเจ้าขอเรียนว่า

    1.การกระทำดังกล่าวปราศจากอำนาจอันจะอ้างตามข้อบังคับของสมาคมฯ ได้ ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดที่เป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้ร้องมายื่นร้องเรียน อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนต่อจริยธรรมและคุณธรรมที่กล่าวอ้าง โดยสมาคมฯ ยกเหตุอ้างซึ่งเป็นข้อความว่า "มีเพียงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อออนไลน์มีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะที่อ้างถึงข้อความ หรือ "โพสต์" ของนายสุเมธ สมคะเน กรรมการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทยนั้น นายสุเมธได้ชี้แจงว่า ข้อเขียนดังกล่าวเป็นข้อเขียนที่เกิดจากการศึกษารวบรวมข้อมูลปัญหาคุกคามทางเพศเกิดขึ้นในหลายองค์กรสื่อ ของสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ซึ่งเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เคยเป็นผู้เสียหายหลายกรณีมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 ไม่ใช่การนำเสนอเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ" นอกจากจะเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุอันจะอ้างตามข้อบังคับแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุอันจะอ้างตามกฎหมาย ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความผิดฐานหมิ่นประมาทได้แต่อย่างใด

    2.คณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่สมาคมฯกำลังจะตั้งขึ้นต่อไป ไม่ปรากฏชัดเจนว่ามีบทบาทหน้าที่ให้แสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องใด ใช้กระบวนการแสวงหาด้วยวิธีใด และจะสิ้นสุดลงเมื่อใด อีกทั้งเมื่อได้ข้อมูลมาจะสรุปผลเพื่อนำไปสู่บทลงโทษสำหรับความผิดโดยอาศัยฐานอำนาจใด

    3.สมาคมฯ ไม่ควรละเว้นหน้าที่ในการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนายสุเมธ สมคะเน กรรมการสมาคมฯ ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นผู้เผยแพร่ข้อความที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นดังกล่าวว่ามีมูลความจริงแค่ไหนเพียงใด มีการประพฤติฝ่าฝืนจริยธรรมทั้งในฐานะสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และในฐานะกรรมการสมาคมฯ ที่ต้องมีวุฒิภาวะสูงกว่าวิญญูชนทั่วไป ในอันที่จะพิจารณาได้ว่าสิ่งใดควรประพฤติหรือสิ่งใดพึงละเว้นหรือไม่เพียงใด ซึ่งข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการใดๆ ต่อบุคคลดังกล่าวนี้ไว้สำหรับผลของการกระทำที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    "นอกจากนี้ โดยหลักความยุติธรรมของไทยแล้ว ผู้กล่าวอ้างย่อมเป็นผู้มีหน้าที่พิสูจน์ถึงข้ออ้างของตนให้มีความน่าเชื่อถือ หาใช่ภาระหน้าที่ของสมาคมฯ ที่จะต้องเป็นผู้เดือดร้อนแสวงหาความจริงจากข้อความที่เกิดขึ้นจากการคาดเดา คาดคะเน การแสดงอารมณ์ ความคิดเห็นหรือความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่อย่างใด" หนังสือระบุ

    4.สมาคมฯ จะต้องคำนึงถึงความเสียหายหรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวถึงทั้งสองฝ่าย และต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่สมาคมฯ ตั้งขึ้นในฐานะ ตัวการร่วมด้วย

    5.การตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงครั้งนี้ มีความสุ่มเสี่ยงต่อการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท ทั้งสมาคมฯ กรรมการสมาคมทุกท่านที่เข้ามามีส่วนร่วมประชุม และคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงที่ยอมรับการแต่งตั้งเข้าร่วมกันทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง และจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติคุณที่สมาคมฯ และผู้บริหารสมาคมฯ ในอดีตทุกท่านได้เพียรพยายามสร้างสมจนเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะมายาวนาน และจะส่งผลเป็นความเชื่อศรัทธาและความเชื่อถือ เชื่อมั่นต่อวงการวิชาชีพสื่อมวลชนมากกว่าความชื่นชมถึงสำนึกในเรื่องมาตรฐานจริยธรรม

    จึงเรียนมาเพื่อท้วงติงต่อคณะกรรมการสมาคมฯและคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อเป็นข้อพึงระวังในการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ อันจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงเกียรติคุณของบุคคลที่ถูกพาดพิง ทั้งนี้ จึงขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีทั้งในทางแพ่งและทางอาญาต่อบุคคลที่ละเมิดสิทธิในอนาคตต่อไป

    นายวิมล ส่งเสริมกุล ทนายความสำนักงานกฎหมายวีแอนด์ที ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เหตุที่ทำจดหมายไปถึงสมาคมฯ เนื่องจากอยากให้ข้อเท็จจริงปรากฏ เพราะขณะนี้ก็มีการพูดกันไปมา บางคนก็ไปออกชื่อเล่น ซึ่งเราก็เชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อต้องการจะให้ไปถึงคนใดคนหนึ่ง โดยบุคคลนั้นก็มอบอำนาจให้ตนออกจดหมายมาถึงสมาคม 1 ฉบับ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า หากยังมีการนำไปพูดต่อ โดยที่บุคคลนั้นได้รับความเสียหาย ก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการใช่หรือไม่ นายวิมลบอกว่า นโยบายตอนนี้ก็พูดให้ชัดๆ ว่ามีอะไร อย่างไร ถ้าต้องการตรงนั้น ขอความชัดเจนหรืออะไรก็ได้ว่ามีเหตุการณ์อะไร อย่างไร ไม่ใช่พอคนนี้พูดที คนนี้ก็เอาไปพูดต่ออีกที อีกอย่างเรื่องนี้มันก็โยงไปถึงสมาคมด้วย เลยไปกันใหญ่ สมาคมก็มาเล่นตรงนี้ด้วยหรือเปล่า ไม่แน่ แต่ที่เขาแจ้งตนมาบอก ช่วยหน่อยเถอะ ช่วยออกหนังสือฉบับหนึ่ง แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ว่าจะขู่ฟ้องหรืออะไรเลยตามที่มีบางสื่อเสนอข่าวไป

    เมื่อถามว่า เนื้อหาในจดหมายตอนหนึ่งระบุถึงการอ้างหลักกฎหมาย และพูดไปถึงกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงด้วย นายวิมลกล่าวว่า เราไม่รู้ เพราะข่าวที่ออกมาก็พูดกันไปมา ขอให้พูดในฐานที่มีข้อมูลเท่านั้นเอง ระบุไปเลยก็ได้ อะไร ใคร ก็นั่นได้ ถ้ามีหลักฐาน หรือมีคลิปอะไร ก็เป็นอย่างนั้น จะได้เอาข้อเท็จจริงมาว่าอะไรเป็นอะไร

    "อย่างไรก็ดี หากกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงเชิญไปให้ข้อมูล ผมพร้อมจะไป แต่ถ้าจะถามว่าเป็นใครตอนนี้ เนื่องจากเป็นทนาย เมื่อเขาไม่ยอมให้บอก ก็บอกไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ไปพูดก็พร้อม แต่ขอให้มีหัวข้อให้หน่อยว่าจะถามเรื่องอะไร เท่านั้นเอง" นายวิมลกล่าว

    ขณะที่นายมงคล บางประภา อุปนายกฝ่ายบริหารและเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อ้างว่าทางสมาคมยังไม่เห็นเอกสารตัวจริงของทนายความ อยากให้เอกสารมาถึงสมาคมเสียก่อน ถึงแม้จะเห็นแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะจะต้องนำเข้าคณะกรรมการสมาคมฯ พิจารณาเสียก่อน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว

    มีรายงานว่า หลังสมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์จะแต่งตั้งกรรมการอิสระขึ้นมาเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง แต่จนถึงเวลานี้ยังไม่มีผู้ใดเสนอตัวเข้าเป็นกรรมการแต่อย่างใด อีกทั้งกรรมการสมาคมนักข่าวฯ รวมถึงนายกสมาคมนักข่าวฯ ต่างสงวนท่าทีต่อเรื่องดังกล่าว โดยมีรายงานว่า ได้มอบหมายให้นายมงคล บางประภา อุปนายกฝ่ายบริหารและเลขาธิการสมาคมนักข่าวฯ เป็นผู้ให้ข้อมูลต่อสาธารณะเพียงผู้เดียว.

  • เปลว สีเงิน

    แหม....ชาวโซเชียลตามติดยิ่งกว่าคู่จิ้น! เสียงกริ๊ดดังไล่หลังยิ่งกว่าฉาก “แจ็ค"กับ"โรส” ยืนกอดกันบนหัวเรือไททานิก "บิ๊กตู่" กับ "บิ๊กป้อม" ไม่เจอหน้ากันหลายวัน วานนี้(๒๐ พฤศจิกายน) ไฟต์บังคับต้องไปเจอกันบนเรือหลวงถลาง
  • บทบรรณาธิการ

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ขณะไปตรวจรถชนกันคนขับวัย71อ้างตาไม่ดีดาบตำรวจนำกำลังไปตรวจสอบคดีรถชนกันในตัวเมืองชัยภูมิ เฒ่าวัย 71 ซิ่งกระบะฝ่าสัญญาณไฟพุ่งชนเต็มแรงแล้วลากร่างไปไกลสุดที่จะยื้อชีวิต
    ตูนซึ้งใจกราบคุณตาขาขาดวัย 90 ปีที่เจียดเบี้ยยังชีพคนพิการสมทบก้าวคนละก้าว ด้านเชษฐ์สไมล์บัฟฟาโลออกวิ่งในเมืองชลหาทุนให้อีกกว่า 5 แสนบาท
    เครื่องเล่นโมบายปลาหมึกยักษ์ในงานนมัส การพระสมุทรเจดีย์โค่นลงมาทั้งยวง ทำเอาผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นไปนั่งบาดเจ็บไปตามๆ รมต.ออมสินรีบไปตรวจสอบ พบไม่ได้ขออนุญาต
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว