ปรับบทบาทบีโอไอ ยกระดับกลยุทธ์ดึงลงทุน

  • Wednesday, August 30, 2017 - 00:00


    "นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มียุทธศาสตร์การกระจายรายได้ออกไปยัง 6 ภาคทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีโครงการอีอีซีที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกแล้ว ส่วนอีก 5 ภาคที่เหลือ อีสาน เหนือ กลาง ใต้ และตะวันตก บีโอไอจะต้องไปศึกษาว่าจะมียุทธศาสตร์อะไรเป็นจุดขายในการดึงดูดการลงทุนเข้าไป หากทำได้จะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย"

    หลังจากผ่านช่วงครึ่งแรกของปีมาได้ ประเทศไทยก็เห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านไม่น้อยเช่นกัน ไหนจะด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลเดินหน้าเต็มกำลัง ทั้งทางบก ทางน้ำ โดยเฉพาะทางราง ที่เห็นโครงการผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ซึ่งสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เอกชนสนใจทั้งในไทยและต่างประเทศที่จะเข้ามาทำการค้าขาย ขยายกิจการในไทยมากขึ้น

    สิ่งหนึ่งที่เป็นตัววัดว่าประเทศไทยได้รับความสนใจมากน้อยเพียงใด คงหนีไม่พ้นตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ที่เป็นสิทธิประโยชน์สำคัญที่เอกชนรายใดจะมีการลงทุน ก็ต่างสนใจจะได้รับสิทธิพิเศษนี้อย่างแน่นอน

    ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขของบีโอไอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทำได้ตามเป้ามาตลอด ซึ่งในช่วงปี 2560 นี้ ครึ่งปีแรกตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. มีเอกชนทั้งไทยและต่างชาติมียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนแล้วจำนวน 612 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 291,790 ล้านบาท กระจายไปในทุกๆ อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลเองก็เดินหน้าเต็มกำลัง โดยได้มีการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวมครึ่งปีแรกมีมูลค่ากว่า 341,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน และขั้นออกบัตรส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่ากว่า 322,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% ซึ่งในปีนี้บีโอไอได้ตั้งเป้าหมายของคำขอรับส่งเสริมของเอกชน จะมียื่นเข้ามาไม่ต่ำกว่า 600,000 ล้านบาท

    เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยกำลังก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น ต้องมีกระบวนการหรือเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วยให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาบีโอไอเองก็เดินหน้าประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นเอกชนในประเทศเอง หรือบริษัทชั้นนำของโลกด้วย เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศพัฒนาไปสู่ไทยแลนด์ 4.0

    อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี จึงเร่งโหมให้มีการสนับสนุนการลงทุนเพิ่มขึ้นไปอีก โดยล่าสุด นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายภารกิจใหม่ให้กับบีโอไอ เพื่อปรับทิศทางการดึงดูดการลงทุนในระยะต่อไปให้ชัดเจนขึ้น เพื่อใช้การลงทุนเป็นหัวหอกในการปฏิรูปโครงสร้างการลงทุนของประเทศใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง

    โดยเน้นนโยบายใหม่ที่ไม่ได้ทิ้งการส่งเสริมการลงทุนด้านการผลิตไปและเน้นด้านบริการอย่างเดียว แต่จะปรับโฉมครั้งใหญ่ว่าจะทำอย่างไรให้มีมูลค่าสูง จะทำอย่างไรที่จะดึงคนเก่งๆ ระดับโลกเข้ามาทำงาน จะทำอย่างไรให้ดึงนักวิจัยที่เกษียณแต่มีความสามารถเข้ามาทำงาน ไม่ใช่ดูแค่เรื่องสิทธิประโยชน์เท่านั้น และสุดท้ายคือจะทำอย่างไรให้คนที่มีศักยภาพพวกนี้รู้สึกอยากอยู่ไทยนานๆ

    รวมถึงในปัจจุบันประเทศคู่แข่งในอาเซียนได้เพิ่มมาตรการเพื่อดึงดูดการลงทุนมากขึ้น ดังนั้นบีโอไอต้องกลับไปวางแผนว่าจะทำอย่างไร ให้ตอบโจทย์ของรัฐบาลที่ต้องการกระจายรายได้ให้ทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ นำประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง รวมทั้งให้ไทยเข้าสู่ประเทศนวัตกรรมอย่างแท้จริงและต้องยั่งยืน

    นอกจากนี้ ต้องมีการยกระดับในอุตสาหกรรมการเกษตรและบริการให้มากขึ้นด้วย โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ในช่วงครึ่งปีหลังต้องการให้บีโอไอออกสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนแก่อุตสาหกรรมเกษตรและการบริการ ให้มีความเชื่อมโยงกัน นอกเหนือจากการที่จะไปสนับสนุนแต่เพียง 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพราะการเกษตรของประเทศไทยถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แต่ยังไม่มีการพัฒนาที่มากพอ ทำให้มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี เพียง 8-10% ถึงจะมีเกษตรกรกว่า 25 ล้านคน

    "จะต้องยกระดับรายได้เกษตรกร นำสินค้าเกษตรของไทยไปวางจำหน่ายร้านค้าในต่างประเทศ มีระบบโลจิสติกส์กระจายสินค้าที่ดี และสามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยภาคเกษตรมากขึ้น นอกจากนี้ในภาคบริการปัจจุบันมีความสำคัญเพราะมีสัดส่วนรายได้ถึง 60% ของจีดีพี โดยจุดเด่นของไทยคือการนำเที่ยว การบริการ ดังนั้นต้องทำให้ภาคการท่องเที่ยวมีความเชื่อมโยงกับเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม" นายสมคิดกล่าว

    นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า บีโอไอเตรียมเสนอแพ็กเกจยกระดับภาคอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป รวมทั้งอุตสาหกรรมภาคบริการ ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมครั้งหน้า ในเดือน ก.ย.นี้ โดยแพ็กเกจที่จะนำเสนอจะเป็นภาพรวมทั้งหมด ว่าแต่ละหน่วยงานใดจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่แพ็กเกจสิทธิประโยชน์การลงทุนของบีโอไอเท่านั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนทั้งระบบเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

    รวมถึงยังจะมีการประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี มากขึ้น เพื่อมาช่วยในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร เพื่อยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปราคาสูงขึ้น และต้องเชื่อมโยงอุตสาหกรรมภาคบริการ ท่องเที่ยว ให้เชื่อมโยงลงไปสู่ภาคเกษตร ภาคชุมชนพื้นที่ต่างๆ

    โดยโจทย์แรกที่บีโอไอจะต้องทำก็คือการช่วยพัฒนาการเกษตรกรรมที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดการการเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติในการตรวจวัด เข้ามาใช้เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นในดิน ความชื้นในอากาศ แสง และปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำ หรือที่รู้จักกันในนามสมาร์ทฟาร์มมิ่ง ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

    ซึ่งจะต้องทำหน้าที่เป็นข้อต่อในการดึงคนที่มีทักษะสูงจากทั่วโลกมาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปให้เกิดสมาร์ทฟาร์มมิ่ง โดยให้แรงจูงใจทั้งในด้านมาตรการทางภาษีและไม่ใช่ภาษี มีเป้าหมายต้องยกระดับมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรให้ได้ โดยเบื้องต้นบีโอไอได้ร่วมมือหน่วยงานเช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตั้งศูนย์บุคลากรทักษะสูงขึ้นมา เพื่อระดมบุคลากรที่มีความสามารถระดับสูงมาช่วยตอบโจทย์การลงทุนตามนโยบายประเทศ

    "นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้มียุทธศาสตร์การกระจายรายได้ออกไปยัง 6 ภาคทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีโครงการอีอีซีที่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกแล้ว ส่วนอีก 5 ภาคที่เหลือ อีสาน เหนือ กลาง ใต้ และตะวันตก บีโอไอจะต้องไปศึกษาว่าจะมียุทธศาสตร์อะไรเป็นจุดขายในการดึงดูดการลงทุนเข้าไป หากทำได้จะเป็นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย" นางหิรัญญากล่าว

    ยกตัวอย่าง เช่น ภาคอีสานมีจุดเด่นที่การมีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็ปักหมุดเป็นสามเหลี่ยมในการพัฒนาคนและเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาพื้นที่ภาคอีสาน พัฒนาในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ ส่วนภาคใต้ก็มีสินค้าฮาลาลและยางพารา ให้ไปดูว่าจะดึงมหาวิทยาลัย ดึงนักลงทุนเก่งๆ เข้ามาลงทุน เพื่อส่งเสริมอุตฯ ในภาคนั้นๆ อย่างไร

    ขณะเดียวกัน บทบาทของบีโอไอต่อไป นอกจากจะทำหน้าที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาแล้ว ก็ต้องเน้นส่งเสริมการออกไปลงทุนในซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ด้วย เพื่อขยายตลาด โดยอาจต้องให้ 3 ธุรกิจใหญ่อย่างสถาบันการเงิน (ธนาคารพาณิชย์) ธุรกิจประกันและโลจิสติกส์นำไปก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีออกตามไปได้ง่ายขึ้น โดยจะต้องทำเป็นแพ็กเกจให้ดีและมีความชัดเจนขึ้นว่าจะส่งเสริมในกลุ่มไหนอย่างไร

    อย่างไรก็ตาม การที่จะออกไปเจาะตลาดต่างประเทศจะมีการโฟกัสมากขึ้นว่าจะไปลงทุนอะไร ที่ไหน โดยเบื้องต้นกำหนดตลาดหลักคือยุโรป ที่มีการลงทุนกลุ่มเทคโนโลยีและหุ่นยนต์ ในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอีกตลาดคือเอเชีย ในที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ที่มีการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องเอสเอ็มอีอย่างแข็งแกร่งแล้ว

    ซึ่งรัฐบาลเชื่อว่าการปรับบทบาทใหม่ของบีโอไอซึ่งเป็นหน่วยงานที่นักลงทุนต่างชาติเชื่อถือนั้น จะสามารถทำให้ประเทศไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นคง และอาจจะเปลี่ยนคำนิยามประเทศที่กำลังพัฒนา มาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ผมว่าพิลึกนะ!? ที่ "อุทยานราชภักดิ์" นี่ กระดิกทำอะไรเป็นไม่ได้ เป็นต้องมีคนจ้องจับผิด-จับถูก "โกงมั้ง?" แทบทุกครั้งไป นี่ก็อีก............ ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ ประจวบฯ สร้างห้องน้ำ สร้างอาคารร้านค้า ที่อุทยาน รองรับคนมาสักการะเฉลี่ยวันละเป็นหมื่น ก็มีคนตั้งข้อสังเกต งบก่อสร้าง ๑๕ ล้าน แพงเว่อร์ ไม่โปร่งใสมั้ง...ประมาณนั้น!
  • บทบรรณาธิการ

    ถือได้ว่ายังเป็นสถานการณ์พยากรณ์อากาศที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดสำหรับประชาชน โดยเฉพาะปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะเวลานี้ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วทุกภาคประเทศไทย
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง