"ทุนต่างชาติ" รุกคืบอสังหาฯ ไทย

  • Monday, August 21, 2017 - 00:00


    ช่วงนี้จะเห็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แจ้งผลประกอบการในครึ่งปีแรกกันแล้ว โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนใหญ่มีผลดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม

    เริ่มกันที่ บมจ.แสนสิริ (SIRI) ผลประกอบการครึ่งปีแรกที่ผ่านมาโกยกำไร 1,316 ล้านบาท รายได้รวม 15,784 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46% ของเป้าหมายรายได้รวมที่ตั้งไว้ในปีนี้ 34,000 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายรวมปัจจุบัน 18,700 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 50% จากเป้าหมายล่าสุดที่ปรับใหม่เป็น 40,000 ล้านบาท

    บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) มีผลกำไรเพิ่มขึ้น 33% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เป็น 279 ล้านบาท มีรายได้ 3,752 ล้านบาท เติบโต 30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2560 โดยกำหนดโอนภายในช่วง 4 ปีข้างหน้า จำนวนกว่า 49,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน

    ด้าน บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) มีผลงานที่ยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน โดยในครึ่งปีแรกมีรายได้รวมสูงถึง 10,593 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้ที่รวมผลการดำเนินงานจากคอนโดมิเนียมร่วมทุนในสัดส่วน 51% กับทางกลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท ด้านกำไรสุทธิครึ่งปีแรกเท่ากับ 1,157 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% หากเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2559 ที่มีกำไรเท่ากับ 981 ล้านบาท ในส่วนของยอดขายรวม 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) จำนวน 23,300 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 76.9% คิดเป็น 89.5% ของเป้าหมายยอดขายรวม 26,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้ในปีนี้

    ส่วนผลดำเนินงานไตรมาส 2/2560 ของ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 550.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนถึง 145.2% คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 46.1% ขณะเดียวกันมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 238.7 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 226.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ระดับร้อยละ 20.3 โดยรวมครึ่งปีกวาดกำไรไปแล้ว 410.7 ล้านบาท ขณะที่รายได้ในครึ่งปีกวาดรายได้รวม 2,054.4 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดรอรับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ในครึ่งปีแรกได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 25,285 ล้านบาท

    ด้วยผลประกอบการที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทำให้ "ทุนต่างชาติ" ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ จากเดิมที่มุ่งพัฒนาโครงการเพื่อเติบโตเพียงลำพัง สู่การจับมือร่วมทุนกับพันธมิตร ทั้งไทยและต่างชาติมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    และในปี 2560 นี้ นับเป็นที่น่าจับตามองสำหรับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ว่ามีแนวโน้มที่จะขยายตัวขึ้น อันมาจากปัจจัยบวกที่จะส่งผลดีให้กับตลาด อาทิ การลงทุนของภาครัฐที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสูงขึ้น เช่น โครงการประชารัฐสร้างไทย ที่ส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบบูรณาการ การมีเออีซีที่ทำให้ชาวต่างชาติยังคงเข้ามาลงทุน และซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้มากขึ้น

    ขณะที่ภาคของการส่งออกและบริการ มีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการบริโภคภาคเอกชนมีการปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากรายจ่ายของการผ่อนชำระมาตรการรถยนต์คันแรกที่จะทยอยหมดลงในปีนี้

    ด้วยปัจจัยบวกจะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลดีสำหรับภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจากผลสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศปีนี้ จะขยายตัวได้ 3-5% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ สอดคล้องกับยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่คาดว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ 3%

    สำหรับกลุ่มทุนทั้งจากจีนและญี่ปุ่น มองหาพันธมิตรร่วมทุนที่เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ปัจจุบันเริ่มเห็นปรากฏการณ์ ผู้ประกอบการไทยร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติทั้งญี่ปุ่นและจีนมาแล้ว

    เริ่มกันที่ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) ร่วมทุนกับ มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป จากญี่ปุ่น โดยได้ดำเนินพัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกันทั้งสิ้น 10 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 41,000 ล้านบาท สร้างยอดขายรวมได้มากถึง 80% และ 4 ใน 10 โครงการร่วมทุนได้แก่ RHYTHM สุขุมวิท 36-38, Aspire รัชดา-วงศ์สว่าง RHYTHM อโศก 2 และ Aspire สาทร-ท่าพระ ก่อสร้างแล้วเสร็จเริ่มส่งมอบแล้วตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

    นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า เอพี ไทยแลนด์ ได้ร่วมมือกับมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ดำเนินธุรกิจร่วมกันตลอดระยะเวลา 3 ปีของความร่วมมือ มากกว่าเรื่องของเม็ดเงิน คือการได้ร่วมลงทุนในด้านองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการพัฒนาที่อยู่อาศัย การพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและจริงจัง ไปจนถึงการร่วมยกระดับมาตรฐานวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอีกด้วย ซึ่งแต่ละฝ่ายต่างมีจุดแข็งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน

    และในปี 2560 ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 4 ของการร่วมทุน ทั้งเอพีและ MEC ยังคงวางแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกเราพร้อมเปิดตัว 2 โครงการใหญ่แห่งปี ได้แก่ Life วัน ไวร์เลส และ Life ลาดพร้าว และบริษัทยังมีแผนเปิดตัวโครงการอื่นๆ อีก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกัน

    "ซึ่งจากการร่วมทุนครั้งแรกเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เอพีและมิตซูบิชิ เอสเตท พัฒนาโครงการร่วมกันมูลค่าสูงถึง 47,000 ล้านบาท" นายอนุพงษ์กล่าว

    ด้าน นายอุทัย อุทัยแสนสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า แสนสิริได้ร่วมมือกับ บริษัท โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นผู้พัฒนาและให้บริการระบบรถไฟในเขตชานเมืองโตเกียว การพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกิจการโรงแรม รีสอร์ต และธุรกิจอื่นๆ และบริษัท สหโตคิว คอร์ปอเรชัน จำกัด ร่วมกันก่อตั้งบริษัท สิริ ทีเค วัน ในสัดส่วน กลุ่มแสนสิริถือหุ้น 70% กลุ่มโตคิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 29% และสหโตคิวฯ ถือหุ้นสัดส่วน 1% เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการแรกในชื่อ "ทากะ เฮาส์" มูลค่า 2,000 ล้านบาท

    “การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ระหว่างแสนสิริและโตคิว กรุ๊ป เริ่มต้นจากการที่สองบริษัทมีการดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญาที่ตรงกัน คือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ด้วยจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจของแสนสิริ ภายใต้กลยุทธ์ Complete Your Living Experience และโตคิว กรุ๊ป สโลแกน Toward a Beautiful Age ที่ไม่เพียงพัฒนาแค่ที่อยู่อาศัย แต่มุ่งมั่นสร้างไลฟ์สไตล์ที่ดีให้กับลูกค้าควบคู่กัน” นายอุทัยกล่าว

    ในส่วนของ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ออริจิ้นได้เดินหน้าร่วมทุนกับ บริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม

    ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 29 ก.ค.2560 มีมติอนุมัติให้บริษัทจำหน่ายหุ้นสามัญของบริษัทย่อยในเครือจำนวน 4 บริษัท บริษัทละประมาณ 49% ให้แก่โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์

    “การร่วมทุนผ่านบริษัทย่อยในเครือ จะทำให้ออริจิ้นและโนมูระ เรียลเอสเตทฯ สามารถร่วมมือกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ได้ในหลากหลายทำเลที่ออริจิ้นมีที่ดินพร้อมพัฒนาอยู่แล้ว ซึ่งการร่วมทุนกันครั้งนี้จะช่วยให้ออริจิ้นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านโนว์ฮาว นวัตกรรม และดีไซน์ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมแบบญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญช่วยให้บริษัทสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น” นายพีระพงศ์กล่าว

    ทางด้าน บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ โดย นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวย้ำถึงความร่วมมือว่า อนันดาได้ร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวรถไฟฟ้าในประเทศไทยกับ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง เรสซิเด็นเชียล จำกัด (MFR) ในปี 2555 ภายใต้ชื่อบริษัท อนันดา เอ็มเอฟ เอเชีย จำกัด นำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมบนทำเลศักยภาพสูงสุด 4 โครงการ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ด้วยจำนวนยูนิตกว่า 4,100 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 26,000 ล้านบาท

    “ในปี 2558 บริษัทยังได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการร่วมทุนครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องอีกครั้งด้วยการพัฒนาคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้าร่วมกันอีก 5 โครงการ จำนวนยูนิตรวมกว่า 4,200 ยูนิต มูลค่าโครงการรวมกว่า 19,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันอนันดาฯ มีโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟูโดซัง แล้ว 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,000 ล้านบาท” นายชานนท์กล่าว

    ด้าน บมจ.ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม (TFD) โดย นายอภิชัย เตชะอุบล ประธานกรรมการบริหาร ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุน บริษัท คันทรี การ์เด้น โฮลดิ้งส์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์และพัฒนาที่ดินอันดับหนึ่งจากประเทศจีน เพื่อจัดตั้ง บริษัท บีจีวาย แอนด์ ทีเอฟดี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยคราวน์ ดีเวลลอปเม้นท์ฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และบริษัท บิวตี้ ฮอนเนอร์ เอ็นเตอร์ไพร์ช ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่อยู่ในกลุ่มบริษัท คันทรี่ การ์เด้นฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 49%

    “วัตถุประสงค์เพื่อร่วมลงทุนในโครงการคอนโดมิเนียมและเรสซิเดนต์ระดับพรีเมียม เป็นอาคารพักอาศัยสูง 34 ชั้น จำนวน 4 ตึก รวมทั้งสิ้น 1,337 ยูนิต มูลค่าโครงการ 6,800 ล้านบาท บนพื้นที่ 8 ไร่ โดยเตรียมที่จะเปิดขายโครงการในไตรมาส 3 ของปีนี้ คาดว่าจะสามารถปิดการขายในส่วนของลูกค้าชาวจีน ซึ่งสามารถลงทุนได้ถึงร้อยละ 50 ของโครงการทั้งหมด ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากเครือข่ายที่แข็งแกร่งของคันทรี การ์เด้นฯ และคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบได้ในปี 2562” นายอภิชัยกล่าว

    เทรนด์การร่วมทุนของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ อาจจะมีให้เห็นกันอีก โดยปัจจัยหลักๆ จากการขยายฐานธุรกิจของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ เพื่อเสริมฐานและต่อยอดธุรกิจ ทำให้การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุค "Real Estate Seasons Change" อีกครั้ง

    สิ่งที่เห็นได้แน่ชัดในอนาคตคือ “จุดเปลี่ยน” ที่เกิดขึ้นและเห็นชัดเจนคือ จะมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นบนทำเลสำคัญ สะท้อนภาพการลงทุนสู่ "เมกะเทรนด์" อสังหาริมทรัพย์ ที่กลุ่มทุนใหญ่ร่วมมือกันลงทุน ลักษณะการผสมผสานการลงทุน รับกับ “ตลาด” และ “โอกาสทางธุรกิจ” ในอนาคต ทั้งค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัยในพื้นที่เดียวกัน.

  • เปลว สีเงิน

    ๑๐๗ ปีที่ผ่านมา........... เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต! พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงประชาชาวไทย ได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช"
  • บทบรรณาธิการ

    จากการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ผ่านมา พบว่ายังมีการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม แม้แต่สื่อมวลชนบางสำนักที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลและให้ความรู้กับประชาชนมาโดยตลอดเรื่องแนวทางการปฏิบัติยังละเมิดข้อตกลงที่ตกลงกันไว้ หลังถ่ายทอดสดผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือไลฟ์สดขณะซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง