ไพรมารีโหวต แท้-เทียม?

  • Sunday, June 25, 2017 - 00:00

    เกิดแน่ Primary Vote พรรคไหน ใครได้เปรียบ?

    ระบบการส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ที่ให้สมาชิกพรรคโหวตออกเสียงลงคะแนนรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งไปให้ หรือ ไพรมารีโหวต จะเกิดขึ้นในการเมืองไทยหรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป แม้ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้อาจขัด รธน. รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบไพรมารีโหวตจะสร้างปัญหาในทางปฏิบัติมาก ซึ่งจนถึงปลายสัปดาห์ก็ยังไม่ชัดว่าคณะกรรมการร่าง รธน.จะใช้สิทธิ์ทำความเห็นแย้งร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองหรือไม่

    2 นักวิชาการจะมาสะท้อนทัศนะแบบรอบด้านต่อระบบไพรมารีดังกล่าว

    เริ่มที่ รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่เข้าไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สายนักวิชาการ-คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า วิเคราะห์แบบเชื่อมั่นว่า ไพรมารีโหวตจะเกิดขึ้นแน่นอนกับการเมืองไทย เพราะท่าทีจาก กรธ.เช่นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. พบว่าก็ไม่ได้ถึงกับคัดค้านโดยตรง แต่ห่วงเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งหากมีการยืนยันว่าในทางปฏิบัติไพรมารีโหวตทำได้ กรธ.ก็น่าจะยอม หาก กรธ.ไม่เอาด้วยกับไพรมารีโหวตก็เท่ากับ กรธ.ขัดแย้งกับ รธน.ที่ยกร่างมาเอง เพราะในมาตรา 90 ของ รธน.ได้บัญญัติว่า การจัดทําบัญชีรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ต้องให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ซึ่งร่างเดิมที่ กรธ.ส่งมาให้ สนช.ไม่มีเรื่องนี้ แต่ กมธ.กับ สนช.เขียนให้มีเรื่องนี้ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง

    “แม้ กรธ.อาจห่วงเรื่องการปฏิบัติ แต่ก็ไม่ควรเอาเรื่องการปฏิบัติมาล้มล้างหลักการ และหากสุดท้ายมีการตั้งกรรมการร่วม 3 ฝ่ายแล้วเกิดมีความเห็นแย้งเรื่องไพรมารีโหวต จนส่งไปให้ที่ประชุม สนช.พิจารณา ก็ยังมองว่า สนช.คงไม่ชักเข้าชักออก เพราะหากทำแบบนั้นก็เท่ากับสิ่งที่ สนช.ลงมติมาเองไม่ถูกต้อง สนช.ก็ต้องยืนยันสิ่งที่ตัวเองลงมติตัดสินใจไปแล้วว่าถูกต้อง”

    ...เชื่อว่าสุดท้ายจะมีไพรมารีโหวตเกิดขึ้น และมันจะมีคุณูปการต่อระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างใหญ่หลวง จะก่อให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและพรรคการเมืองอย่างเห็นผล ทำให้คนมีแรงจูงใจที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะตัวเองมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวผู้สมัคร ส.ส. เมื่อใช้ระบบนี้ พรรคการเมืองก็ต้องปรับตัวให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการบริหารงานมากขึ้น ทำให้พรรคการเมืองเห็นคุณค่าสมาชิกพรรคมากขึ้น ตอนยกร่าง กมธ.เห็นว่าในเมื่อให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินค่าบำรุงพรรคปีละไม่เกินหนึ่งร้อยบาท การให้เสียเงินเฉยๆ แต่ไม่มอบสิทธิ์ให้สมาชิกเลยก็เป็นเรื่องแปลก จะทำให้สมาชิกรู้สึกว่าเสียเงินไปแล้วได้อะไร แต่หากมอบสิทธิ์ในการเลือกผู้สมัคร ส.ส.ให้ด้วย ก็ทำให้คุณค่าการเป็นสมาชิกพรรคมีมากขึ้น เกิดความตื่นตัวทางการเมืองในการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

    ไพรมารีโหวตจะช่วยพรรคการเมือง เพราะในอดีตตกอยู่ภายใต้กฎเหล็กของคณาธิปไตย แม้พรรคการเมืองอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย แต่การตัดสินใจสำคัญๆ ทางการเมือง เช่นการเลือกผู้สมัคร ส.ส., การกำหนดนโยบายสำคัญ ล้วนตกอยู่กับคนไม่กี่คนในพรรค เช่นหัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรค หรือหัวหน้าพรรคกับทีมงานไม่กี่คนในพรรค ทำให้อำนาจในการส่งคนลงเลือกตั้ง กำหนดนโยบาย ก็อยู่แค่กับคนไม่กี่คน ไม่ได้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย

    กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองสายนักวิชาการ วิพากษ์ต่อไปว่า พรรคการเมืองที่เป็นองค์กรประชาธิปไตยแต่ตัวพรรคเองกลับไม่เป็นประชาธิปไตยเสียเอง ปัญหานี้มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คำถามก็คือว่าแล้วจะทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย

    ระบบไพรมารีโหวตจะช่วยให้มีความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองมากขึ้น โดยให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการเลือกผู้สมัคร ส.ส.และสร้างประชาธิปไตยในพรรคขึ้นมา เพราะเมื่อสมาชิกมีส่วนในการกำหนดชื่อ ก็ทำให้การตัดสินใจของพรรคการเมืองที่เดิมมีแค่ 4-5 คนในอดีต มีการขยายตัวออกไปกับคนนับพันคนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง

    โดยพื้นฐานแล้วคนที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเขาก็ต้องมีความตื่นตัวทางการเมือง ที่อาจมากกว่าคนธรรมดาเพราะต้องสมัครเป็นสมาชิก ต้องเสียเงินค่าบำรุงพรรคทุกปี ซึ่งจะต่างจากของเดิม ที่พรรคการเมืองก็ใช้วิธีไประดมคน ไปเอาชื่อประชาชนมาเป็นสมาชิกพรรค ก็เป็นแค่สมาชิกพรรคในนาม แต่ร่างนี้จะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองเป็นสมาชิกอย่างแท้จริง ทำให้ตื่นตัวและเข้าไปมีส่วนร่วมการเมืองกับพรรค จะเป็นการขยายตัวของระบอบประชาธิปไตยให้กว้างขวางกว่าอดีต จะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย เราจะเห็นการที่พรรคการเมืองต้องไปเชิญชวนให้คนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคทั่วทุกจังหวัด เพื่อให้นำไปสู่การจัดตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด สาขาพรรค และนำไปสู่การส่งคนลงเลือกตั้งให้ครอบคลุม

    - มีการวิจารณ์ว่าไม่ได้เป็นไพรมารีจริง ที่ให้อำนาจความสำคัญกับการออกเสียงของสมาชิกพรรคอย่างแท้จริง เนื่องจากพอไพรมารีโหวตเสร็จต้องส่งชื่อกลับมาให้กรรมการบริหารพรรค กรรมการสรรหาพิจารณาอีกรอบ โดยให้อำนาจปฏิเสธผลไพรมารีโหวตได้ เท่ากับเสียงที่สมาชิกโหวตมาก็ไม่มีความหมาย?

    กมธ.เปิดช่องไว้ว่าเมื่อส่งไป 2 ชื่อ เผื่อว่าคนที่ได้ที่ 1 คุณสมบัติไม่ครบ แล้วสมาชิกพรรคไม่รู้ข้อมูลครบถ้วนแล้วเลือกมาอันดับ 1 หรือเผื่อกรณีเหตุฉุกเฉิน เพราะถ้าไม่มีเหตุผลอื่นอะไรมาเลย คุณสมบัติครบทุกอย่าง คนที่ได้รับการโหวตเสียงอันดับ 1 พรรคก็ต้องส่งคนนั้น แต่หากเกิดเขาพลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่นมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ พรรคก็จำเป็นต้องส่งคนที่สองลง เพราะหากไม่มีการสำรองรายชื่อไว้ก็อาจเกิดปัญหา เช่นเสียเวลาที่ต้องไปทำไพรมารีโหวตอีกครั้ง

    ถามอีกว่าแม้ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองจะเขียนไว้ว่าให้พรรคการเมืองทำล่วงหน้าได้ แต่ กรธ.แย้งว่า กกต.ยังไม่ประกาศกำหนดเขตล่วงหน้า แล้วจะไปทำไพรมารีโหวตได้อย่างไร โดยเฉพาะระบบเขต เพราะการกำหนดเขตเลือกตั้งจะออกมาหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ดร.พิชาย แจงว่าตอนนี้ให้ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งในการทำล่วงหน้า เช่นชลบุรีมี 3 เขตเลือกตั้ง พรรคนั้นก็ไปทำไพรมารีโหวตมา 3 เขต ก็จะได้ 6 คน แล้วบอกว่าคนไหนอยู่เขตเลือกตั้งไหน เพราะในการเลือกตั้งที่จะถึงไม่ได้ใช้สาขาระดับเขตเลือกตั้ง แต่ใช้จังหวัดเป็นหน่วยในการเลือกตั้ง คือหากพรรคการเมืองมีสาขาพรรคแค่สาขาเดียวในจังหวัดนั้น ก็สามารถไปทำไพรมารีโหวตได้ทุกเขตเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมีกี่เขตเลือกตั้ง โดยการให้ทำล่วงหน้าไว้ก่อนได้ คนในพรรคก็จะรู้กันเอง เช่นจะรู้ว่าเขต 1 นาย ก.จะเป็นคนที่พรรคส่งลง หรือเขต 2 จะเป็นนาย ข. ซึ่งคิดว่า กกต.เขาก็มีแพตเทิร์นเดิมเรื่องพื้นที่เขตเลือกตั้งอยู่ และคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายจากเดิม ทำให้เรื่องลักษณะพื้นที่ก็จะมีการรู้กันคร่าวๆ อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นจะไม่มีปัญหาว่าเตรียมการไม่ทันเพราะแค่จังหวัดละ 1 สาขาเท่านั้นเอง

    ยกตัวอย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์มีสาขาพรรคที่นครศรีธรรมราช 1 สาขา ซึ่งหนึ่งสาขาดังกล่าว จะทำหน้าที่เลือกผู้สมัครทุกเขตที่อยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งลักษณะดังกล่าวแบบนี้ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองมีการเขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ให้ใช้รูปแบบดังกล่าวแค่กับการเลือกตั้งครั้งแรกหลังประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเท่านั้น

    ส่วนที่คนทักท้วงว่าหากเป็นกรณียุบสภา พรรคการเมืองจะทำไพรมารีโหวตไม่ทัน ซึ่งการยุบสภา ก็จะมีเวลานับจากวันที่ยุบไปจนถึงวันลงคะแนนเสียง ก็จะอยู่ประมาณ 45-60 วัน ก็มองว่าพรรคการเมืองก็ต้องมีการเตรียมพร้อมที่จะทำไพรมารีโหวตได้ตลอดเวลา เพราะในการเป็นพรรคการเมืองที่ให้มีสาขาพรรค ตัวแทนพรรคแต่ละจังหวัด หากมีการยุบสภาการดำเนินการก็น่าจะทำได้ทัน ก็ให้มีการจัดประชุมเพื่อออกเสียง ดูแล้วไม่ยากในทางปฏิบัติ เพราะอย่างบางทีเขาก็อาจรู้ล่วงหน้าว่ามีสัญญาณบางอย่าง พรรคก็อาจทำไพรมารีโหวตไว้ล่วงหน้า และตอนยกร่าง กมธ.ได้ถามนายแสวง บุญมี ตัวแทนจาก กกต.ที่เป็น กมธ. เขาก็บอกว่า กกต.ทำได้ รับมือได้หมด เพราะเขาก็มีสำนักงานประจำทุกจังหวัด มีบุคลากรมากพอสมควร สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำไพรมารีโหวตพรรคการเมืองต้องเป็นผู้ออก ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เช่นการเชิญสมาชิกพรรคมาออกเสียง โดย กกต.จังหวัดก็เข้าไปติดตามว่าการทำไพรมารีโหวตของแต่ละพรรคทำถูกต้องหรือไม่

    - แต่ยังไงแม้จะใช้ไพรมารีโหวตก็คงเกิดปัญหา เช่น การระดมสมาชิก การบล็อกโหวต การซื้อเสียงสมาชิกพรรค เพื่อให้ออกเสียงเลือกให้ได้ลงสมัคร ส.ส.?

    ก็เป็นไปได้อยู่แล้ว ในสังคมไทยเป็นไปได้หมด ถ้ามีการเลือกตั้ง แต่หากคิดกลัวอันนี้ก็ไม่ต้องคิดให้มีการเลือกตั้ง เมื่อมีการเลือกตั้ง บล็อกโหวตก็เป็นไปได้ ซื้อเสียงก็เป็นไปได้ แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่าแล้วระบบเดิมดีกว่านี้ไหม กับระบบที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค คือคนที่กำหนดว่าจะให้ใครมาเป็นผู้สมัคร ส.ส. มันดีกว่าระบบที่ให้สมาชิกเลือกนี้หรือไม่ หรือระบบประชาธิปไตยที่เราใช้ที่ก็มีการซื้อเสียง ถ้าเราไม่ชอบเราจะให้ คสช.อยู่ต่อหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของพัฒนาการ

    ในสังคมไทยที่ใดมีการเลือกตั้งก็มีแนวโน้มว่ามีการแข่งขัน เมื่อมีการแข่งขันก็มีคนอยากชนะ คนอยากชนะก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้ชนะ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์แบบนั้น ผมไม่ได้ปฏิเสธว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ แต่บางเขตก็อาจไม่เป็นแบบนั้น ก็ต้องอาศัยพัฒนาการ แต่หากเรามีฐานคิดที่ว่าคนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองน่าจะมีความสนใจการเมืองมากกว่าปกติ ซึ่งหากคนเหล่านี้ถูกชักจูงได้ง่ายก็ไม่ต้องไปคิดถึงคนกลุ่มอื่นๆ เลยที่ก็น่าจะยิ่งถูกชักจูงได้ง่าย ดังนั้นใครที่พูดแบบนี้แล้วบอกว่าเป็นประชาธิปไตย ก็คือเขาไม่เชื่อมั่นในประชาชน โดยเฉพาะพวกอดีต ส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ ที่บอกว่าระบบนี้จะเกิดบล็อกโหวต ซื้อเสียงกันตอนทำไพรมารีโหวต แล้วถามว่าปัจจุบันตอนเลือกตั้งไม่มีหรือ

    ดร.พิชาย-กมธ.วิสามัญร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง กล่าวถึงอนาคตพรรคการเมืองหากใช้ไพรมารีโหวตว่า โอกาสพรรคเล็ก พรรคเกิดใหม่ หากใช้ระบบไพรมารีโหวตก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาทำการเมืองมวลชนมากขนาดไหน พรรคเล็กก็มีโอกาสเกิดหากทำงานมวลชนแล้วได้คนมีชื่อเสียงมาสมัคร แต่ไม่ควรเหวี่ยงแหหมด 76 จังหวัด เพราะโดยธรรมชาติเขาก็ไม่ได้คาดหวังจะได้รับเลือกมากอยู่แล้ว พรรคเล็กก็ต้องคิดในเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะโฟกัสพื้นที่ซึ่งคิดว่าจะได้ความนิยม แต่พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ หากต้องการส่งคนลงเลือกตั้งให้ครบทุกจังหวัด ก็ต้องไปจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบ 76 จังหวัด ไม่ใช่ทำแบบในอดีตที่พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทย แต่กลับมีสาขาพรรคแค่ไม่กี่สาขา

    ต่อจากนี้พรรคใหญ่อย่างเพื่อไทยก็ต้องไปตั้งสาขาพรรคให้ครบ 76 จังหวัด หากจะส่งคนลงเลือกตั้งให้ครบทุกจังหวัดจะมาทำแบบเก่าไม่ได้แล้ว ก็ไม่ได้แปลกใจที่เขาคัดค้าน เพราะการตั้งสาขาพรรคมันเหนื่อย ไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นการหาสมาชิกพรรค ต้องมีกรรมการสาขาพรรค แต่อย่างประชาธิปัตย์ที่เขามีเป็นร้อยสาขา เขาอาจเฉยๆ เรื่องนี้ไม่ได้วิตกเท่าใด

    ส่วนข้อทักท้วงที่ว่าระบบนี้อาจทำให้การไปดึงคนบางกลุ่ม เช่นนักวิชาการมาลงเลือกตั้ง อย่างระบบบัญชีรายชื่อ แต่ตอนทำไพรมารีโหวตคนจะไม่รู้จัก ซึ่งเรื่องนี้ผมกลับคิดว่าคนจะเป็น ส.ส.ต้องสัมผัสกับมวลชน คุณจะเป็นนายทุนแล้วถือกระเป๋ามาแล้วไปลงเลือกตั้งโดยไม่รู้จักชาวบ้านเลย มันไม่ได้ เช่นหากจะลง ส.ส.เขตก็ต้องไปทำงานมวลชนในเขตนั้นก่อน แล้วก็ไปชักชวนคนในเขตนั้นให้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค แล้วพอมีการทำไพรมารีโหวตก็ไปเชิญชวนให้เขาไปประชุมแล้วโหวตเสียงให้ เพราะ ส.ส.ต้องอยู่กับประชาชน ไม่ใช่มีเงินแล้วก็ไปสมัคร มันไม่ได้ หรือหากเป็นนักวิชาการอยู่แต่ในห้องแอร์ แล้วมีชื่อเสียงเกิดอยากลงสมัคร ส.ส. จู่ๆ ก็ไปลงสมัคร แบบนี้จะไม่ได้อีกแล้ว ถ้าอยากลงสมัครต้องไปวางรากฐานทำงานกับประชาชน

    เช่นเดียวกับในระบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นนายทุนเข้ามา หรือเป็นนักวิชาการดังในระดับนานาชาติอย่างเดียวแล้วมาลงสมัคร มันก็ไม่ได้ เขาต้องไปทำความรู้จักกับสมาชิกพรรค รู้เรื่องโครงสร้างการบริหารงานของพรรค ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ลอยมา เหมือนมาชุบมือเปิบ ก็ไม่ได้ เพราะแม้จะมีชื่อเสียงก็ต้องทำงานการเมือง เพื่อให้เข้าใจประชาชนและสมาชิกพรรค

    ปัจจุบันที่มีปัญหาก็คือ พวกนายทุนมีเงิน ก็มอบให้ผู้มีอำนาจในพรรค แล้วก็ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ของบัญชีรายชื่อพรรค หรือนักวิชาการคนไหนที่ใกล้ชิดกับหัวหน้าพรรคก็อยู่อันดับต้นๆ คนไหนไม่ใกล้ชิดก็อยู่อันดับท้ายๆ จนไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ระบบใหม่นี้อันดับปาร์ตี้ลิสต์จะขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคทั้งหมดที่มาลงคะแนนเสียง ว่าเขาอยากให้ใครอยู่อันดับเท่าใด ตามคะแนนที่ทำไพรมารีโหวตออกมา.

    ...

    ไพรมารีเทียม!ผลโหวตสมาชิกไม่ขลังจริง

    ด้านมุมมองนักรัฐศาสตร์ ผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สอนและทำวิจัยเรื่องพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และการเลือกตั้งมาหลายครั้ง พูดถึงหลักวิชาการเรื่องไพรมารีโหวตว่า การเลือกและส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนพรรค หรือแคนดิเดต จะเป็นเรื่องของการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรคไม่กี่คน ภาษาอังกฤษเรียก smoke filled room คือแกนนำพรรคก็เข้าไปนั่งสูบซิการ์ในห้องแล้วคิดกันว่าจะส่งใครลงเลือกตั้งดี ไพรมารีจึงเป็นการดึงอำนาจจากคนเหล่านี้ พวกกรรมการบริหารพรรคที่เลือกใครก็ได้มาเป็นเรื่องของคนทั่วๆ ไป ที่คนไหนดีที่สุดก็ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคให้ลงเลือกตั้ง ที่ก็คือการให้อำนาจกลับไปสู่ประชาชนให้มากขึ้น

    ไพรมารีโหวตในระบบพรรคการเมืองโลกจะมี 2 ระบบ คือ ระบบเปิดกับระบบปิด ระบบเปิดคือ วันออกเสียง ใครก็ได้ไม่ต้องเคยเป็นสมาชิกพรรคก่อนก็ได้ แล้วมาลงทะเบียนพรรคในวันออกเสียง ส่วนระบบปิดคือ ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นๆ ถึงจะมาไพรมารีได้ บางแห่งก็มีการผสมผสานมีทั้งระบบปิดและเปิด ในร่างที่เขียนออกมาเป็นระบบปิดต้องเป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

    ข้อดีของไพรมารีโหวต คือให้โอกาสประชาชนในการเลือกคนไปลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วทำให้ ส.ส.ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติพรรคมากนัก

    ...จากการที่เคยทำวิจัยเรื่องการลงมติของ ส.ส.ในสภา พบว่า ส.ส.ถูกคุมโดยพรรคมาก เวลาจะโหวตอะไรจะต้องทำตามมติพรรค ที่เขาต้องทำแบบนั้นเพราะ ส.ส.เองก็ดื้อต่อพรรคไม่ได้ หากไม่ทำก็อาจไม่ถูกส่งลงเลือกตั้ง แต่ระบบไพรมารีจะทำให้เขามีอะไรมารองรับ เช่นหากว่าดื้อแต่ดื้อเพื่อประชาชน เช่น ประชาชนในเขตต้องการให้เขาโหวตแบบนี้ในสภา โดยดื้อกับพรรค แล้วต่อมามีการเลือกตั้ง พรรคอาจจะไม่ส่ง แต่สมาชิกพรรคในเขตออกเสียงสนับสนุนเขา พรรคก็ปฏิเสธเสียงนี้ไม่ได้ ก็ทำให้ ส.ส.อาจดื้อได้บ้าง เพราะคนที่ตัดสินใจว่าจะให้พรรคส่งใครลงเลือกตั้ง ก็คือประชาชน ไม่ใช่พรรคแล้ว

    เท่าที่ศึกษาพบว่า ในร่างพยายามทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน ทำให้การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของประชาชนมีความเป็นสมาชิกจริงๆ ไพรมารีที่เขียนออกมาตามร่างถือว่าดี แต่ดีแค่ครึ่งเดียว เพราะยังให้นำรายชื่อที่สมาชิกโหวตเสียงมาให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกรอบ ซึ่งทั่วโลกไม่มีแบบนี้ เพราะหากใครทำไพรมารีมาแล้วได้อันดับ 1 ก็จบ พรรคก็ต้องประกาศส่งคนนั้นลงโดยทันที อีกทั้งจะกำหนดกรอบระยะเวลาการทำไพรมารีอย่างไร เพราะในระบบรัฐสภาของไทยที่ผ่านมา ดูแล้วมันไม่ค่อยเอื้อกับการมีไพรมารีเท่าใด

    ดร.อรรถสิทธิ์ มองว่า ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ผ่าน สนช.มา กมธ.และ สนช.มองพรรคการเมืองในความหมายใหม่ใน 3 ประเด็น 1.พรรคการเมืองคือนักการเมือง 2.ต้องเป็นเรื่องของโครงสร้างทางองค์กร เช่น สาขาพรรค การบริหารพรรค 3.สมาชิกพรรค ผู้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงไม่ได้มองว่าพรรคคือพวกที่เห็นแบบเดียวกันมารวมตัวกัน แต่พยายามปรับ มีการใส่เข้ามา เช่น การให้มีสาขาพรรค มีตัวแทนพรรค ให้มีการประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องสำคัญของพรรคจริงๆ

    ถามขยายความถึงข้อเป็นห่วง ข้อทักท้วงต่อระบบไพรมารีโหวตตามร่างที่ผ่าน สนช. นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวตอบว่า กังวลว่าในแง่การเป็นสมาชิกพรรคต่อไปอาจไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ แต่อาจเจอลักษณะว่านักการเมืองบางคน ที่จะลงเลือกตั้งในบางพรรค เขาก็ต้องคิดแล้วว่าจะต้องใช้คนกี่คนถึงจะชนะในไพรมารีได้ อันนี้มองโลกในแง่ร้าย แต่ถ้าเป็นนักการเมืองก็ต้องคิดทำแบบนั้น ก็เลยเกรงว่าจะมีการจัดตั้งกันหรือไม่

    ...หากใช้ระบบนี้ จะทำให้ต่อไปการเมืองไทยจะเข้มข้นมากขึ้นจากเดิม ไปเลือกกันครั้งเดียวตอนวันลงคะแนนเสียงทั่วไป แต่หากใช้ระบบนี้ ก็ต้องมีการแข่งขันกันตั้งแต่ตอนลงสมัครในนามพรรค คนลงสมัครก็ต้องคิดก่อนแล้วว่า หากไพรมารีจะมีคนที่จะเลือกเขาแค่ไหน ต้องใช้คะแนนเท่าไหร่ถึงจะชนะ

    “การทำให้คนเป็นสมาชิกพรรคก็ต้องใช้เงิน” ดร.อรรถสิทธิ์ระบุ

    ...อย่างก่อนหน้านี้ หัวคะแนนของคนลงเลือกตั้งอาจแค่ต้องกังวลตอนมีการเลือกตั้ง แต่หากเป็นแบบนี้จะต้องเริ่มคิดตั้งแต่ตอนไพรมารีแล้ว ต้องหาคนมาเป็นสมาชิกก่อน ต้องแข่งกันแล้ว แล้วเมื่อมีสมาชิกพรรคก็ต้องมีระบบต่างๆ มารองรับ เช่น ฐานข้อมูลสมาชิก การจัดเก็บข้อมูลสมาชิกพรรค หากทำไม่ดี ก็เกรงว่าจะกลายเป็นความผิดของพรรคการเมืองได้ แล้วก็ต้องมาคำนึงถึงเรื่องการจัดการออกเสียงไพรมารีด้วย ถามว่าระบบจะออกมาอย่างไร จะให้แต่ละพรรคทำของตัวเองให้เสร็จทั้งหมดทุกเขตภายในวันเดียวใช่หรือไม่ แล้วคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เขาจะไปไพรมารีได้หรือไม่ มองว่าจะมีคนกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 18-25 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบหัวคะแนน หรืออย่างคนต่างจังหวัดมาทำงานในโรงงาน แต่เขาเกิดอยากไปไพรมารีในวันนั้น จะทำอย่างไร

    ดร.อรรถสิทธิ์ ย้ำว่า ไพรมารีโหวตที่เขียนออกมาแม้จะมีข้อดี แต่ในทางปฏิบัติก็ต้องมองให้กว้าง อย่างเมืองไทย นายกรัฐมนตรีอาจยุบสภาเมื่อใดก็ได้ มันต้องมีการเตรียมการหากใช้ไพรมารี แล้วช่วง 45-60 วัน หากยุบสภาพรรคการเมืองจะทำได้ทันหรือไม่ จะไปหาเสียงตอนทำไพรมารีกันตอนไหน แม้ในทางการเมือง การยุบสภาอาจเห็นสัญญาณล่วงหน้า 2-3 เดือนก็ตาม เพราะก็ต้องรอให้ กกต.ประกาศกำหนดเขตเลือกตั้งอีก เพราะแม้ในร่างจะบอกว่าให้ทำได้ก่อน แต่ใครจะรู้ได้เช่นเขตเลือกตั้งที่ 1 กับ 2 ในจังหวัดจะมีการเปลี่ยนพื้นที่ไปจากเดิมหรือไม่ แล้วจะไปทำไพรมารีล่วงหน้าได้อย่างไร

    ดร.อรรถสิทธิ์ ระบุว่า ไพรมารีโหวตตามร่างดังกล่าว มันไม่ใช่ความหมายไพรมารีแบบที่ทั่วโลกใช้กัน เพราะต่างประเทศ คนที่ได้รับเลือกจากระบบไพรมารีมา เช่น ได้คะแนนอันดับ 1 ในการออกเสียง เขาก็คือคนที่จะเป็นตัวแทนพรรคลงเลือกตั้งไปเลย ก็จบ แต่ในร่างกลับไปให้เอาคนที่ได้คะแนนที่ 1 กับ 2 มาให้กรรมการสรรหากับกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกที เท่ากับเสียงของประชาชนก็ยังถูกกรองอีกชั้นหนึ่ง เช่นคนที่ได้เสียงมาอันดับ 2 ก็อาจกลายเป็นผู้สมัครของพรรคไปก็ได้

    “มันเป็นไพรมารีไม่จริง ไพรมารีเทียม ไพรมารีแล้วต้องจบ ประชาชนเอาเท่านี้แล้วต้องจบ อาจมีคนบอกว่าส่งชื่อไปแลว เขาก็คงเลือกคนได้อันดับหนึ่งในการทำไพรมารี แต่อันนี้ก็อาจมองโลกในแง่ร้ายบ้างคือ มันก็มีโอกาสที่คนได้เสียงอันดับสองจะถูกเลือกให้ลง เพราะร่าง พ.ร.บ.ก็ให้อำนาจเขาอยู่ หรือจะไม่เอาใครเลยก็ได้ แล้วก็ให้กลับไปนับหนึ่งใหม่ อ้าวแล้วจะทำไพรมารีไปทำไม”

    นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มธ. ชี้ประเด็นจุดด้อยของไพรมารีโหวตตามร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการส่งคนลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ โดยกล่าวว่า ปาร์ตี้ลิสต์กับการเมืองไทย พบว่าคนไม่ค่อยรู้สึกยึดโยงกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เท่าใด เลยมองว่า การทำไพรมารีของผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์อาจไม่เข้มข้นเท่าระบบ ส.ส.เขต แต่ก็อาจเกิดปัญหา เช่น ที่ให้สมาชิกพรรคไปเลือกมาสิบห้าคน ตอนทำไพรมารี จากที่พรรคส่งบัญชีไปหนึ่งร้อยห้าสิบคน คำถามคือ อันดับแรก เขาก็ต้องรู้จักคนก่อน หนึ่งร้อยห้าสิบคน แล้วเลือกมาสิบห้าคน แล้วเขาจะเลือกอย่างไร เพราะเขาอาจไม่ค่อยรู้จักใครเลยก็ได้

    ผมก็เกรงว่า การหาเสียงของปาร์ตี้ลิสต์อาจเน้นพรรคไม่ต้องสนใจก็ได้ แล้วอาจเกิดลักษณะที่ว่า คนที่ลง ส.ส.เขต ตอนเขาหาเสียงกับสมาชิกพรรค เช่น บอกว่าให้เลือกผม แล้วก็ตอนโหวตสิบห้าชื่อในปาร์ตี้ลิสต์ก็ให้เลือกคนที่ผู้สมัครคนนั้นสนับสนุนหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย

    มันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ก็กลายเป็นว่า คนลงปาร์ตี้ลิสต์ก็ต้องไปพึ่งผู้สมัคร ส.ส.เขต เพื่อให้ช่วยหาเสียงให้ ทั้งที่จริงๆ ระบบปาร์ตี้ลิสต์ อาจไม่ได้ต้องการให้คนลงสมัครต้องหาเสียงถึงขนาดนั้น มันก็อาจกลบไปเป็นแบบเดิมๆ เช่น ลูกลง ส.ส.เขต-พ่อลงปาร์ตี้ลิสต์ หรือพ่อลงเขต ลูกลงปาร์ตี้ลิสต์ ก็จะกลายเป็นการเมืองในพรรคแบบเดิม เช่น การตั้งกลุ่มเพราะคนลงปาร์ตี้ลิสต์ ก็ต้องทำให้สมาชิกรู้จักเขา เพื่อจะได้โหวตเสียงให้ มันไม่ควรมาไพรมารีกับปาร์ตี้ลิสต์

    ถามแย้งว่า แต่ สนช.ให้เหตุผลว่าที่เขียนออกมาแบบนี้ เพื่อทำให้ต่อไปจะหมดยุคนักธุรกิจ-นายทุนพรรคหิ้วกระเป๋าเงิน แล้วนำเงินมาให้พรรค แล้วได้อันดับปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ต้นๆ รอเป็น ส.ส.ได้เลย หมดยุคนายทุนพรรคที่ใช้เงินเล่นการเมืองอย่างเดียวแล้ว ดร.อรรถสิทธิ์ มองประเด็นนี้ว่า แต่มันอาจเกิดสภาพนายทุนไม่ต้องใส่เงินในกระเป๋าเจมส์บอนด์แล้วเดินเข้าพรรค แต่หิ้วกระเป๋าเงินเดินไปหาผู้สมัคร ส.ส.เขตของพรรค ที่สำคัญ แม้จะให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศออกเสียงทำไพรมารี บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ แล้วนำคะแนนมารวมแล้วจัดอันดับตามคะแนน แต่พอจัดเรียงลำดับตามคะแนนแล้ว ในร่างก็ยังเขียนให้กรรมการสรรหานำรายชื่อทั้งหมดไปให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกรอบหนึ่งอยู่ดี เท่ากับการทำไพรมารีก็ไม่ได้ช่วยอะไร ทั้งที่สมาชิกพรรคออกเสียงจบไปแล้ว แล้วยังให้อำนาจสามารถไม่ยอมรับกับบัญชีรายชื่อที่เรียงลำดับตามผลการออกเสียงของสมาชิกได้ หากผลการประชุมร่วมกันของกรรมการสรรหากับกรรมการบริหารพรรคเห็นชอบตรงกัน

    เมื่อถามความเห็นว่า ทาง สนช.เน้นว่าโมเดลนี้จะทำให้พรรคเป็นของประชาชน ทำให้เกิดการปฏิรูปพรรคการเมือง อำนาจการตัดสินใจด้านต่างๆ ของพรรคไม่ได้ผูกขาดแค่คนไม่กี่คน คนบางตระกูลที่ยึดกุมพรรคทั้งหมด นักรัฐศาสตร์ จาก ม.ธรรมศาสตร์ มองว่า อันนี้ถูกครึ่งหนึ่ง ไพรมารีส่วนหนึ่งก็เป็นระบบที่ดี แต่คนที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ไม่มีสิทธิ์ แล้วมองโลกในแง่ร้าย คือระบบนี้มันก็อาจทำให้มีคะแนนเสียงจัดตั้งเพื่อให้คนในพื้นที่เลือกคนบางคนมาเป็นผู้สมัครของพรรค

    ระบบแล้วไพรมารีโหวตที่ออกแบบมาในร่างเป็นเรื่องดี แต่มาติดตรงประเด็นที่ว่า พอสมาชิกพรรคออกเสียงแล้ว ทำไมต้องนำกลับมาให้กรรมการสรรหากับกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดกรรมการบริหารพรรคก็ยังกุมอำนาจส่วนใหญ่ไว้อยู่ ทำให้หากมีร้อยก็ให้แค่ห้าสิบ เพราะประเด็นนี้เลยรู้สึกไม่ดี วิธีการจัดการมันไม่ใช่ เพราะดูแล้วอาจไม่ได้นำไปสู่การกระจายอำนาจในพรรคไปให้สมาชิกพรรค สาขาพรรคอย่างแท้จริง

    ดร.อรรถสิทธิ์ วิเคราะห์โอกาสของพรรคการเมือง หากมีการใช้ระบบไพรมารีโหวตว่า ยังมองอยู่ว่า พรรคการเมืองขนาดเล็ก เขาจะทำไพรมารีโหวตไหวหรือไม่ จะมีใครมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองขนาดเล็กพอให้ทำไพรมารีได้หรือไม่ เช่น หากพรรคเล็กมีสมาชิกพรรคในพื้นที่แค่ 120 คน แล้วมาทำไพรมารีกันแค่ 120 คนกันเองหรือ มันก็เป็นเรื่องตลก เพราะในร่างเขียนไว้ว่า หากพื้นที่ไหนมีสมาชิกพรรคเกิน 500 คน ก็ให้เป็นสาขาพรรค แต่หากมีแค่ 100 คน ก็ให้มีตัวแทนพรรคประจำจังหวัด หากทำไพรมารีแบบนี้ คนจะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองแต่ละพรรคกันทั้งหมดหรือในความเป็นจริง

    สำหรับพรรคใหญ่คงไม่มีปัญหา แต่พรรคเล็กโดยเฉพาะหากเป็นพรรคจัดตั้งใหม่ เขาจะหาสมาชิกพรรคได้แค่ไหน เพราะการทำไพรมารีต้องใช้ทรัพยากรมาก ไม่ต้องพูดถึงเงินก็ได้ เอาแค่กระบวนการจัดการ เช่น การให้มีสาขาพรรค ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด แล้วยังมีเรื่องอื่นๆ เช่น ทุนประเดิมพรรค ก็อาจทำให้พรรคเล็ก พรรคตั้งใหม่อาจไม่ได้เกิด

    ส่วนการตั้งพรรคการเมืองเพื่อมาสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเลือกตั้ง ก็พบว่าทุกคนก็ประเมินว่าจะมี ซึ่งส่วนตัวก็มองว่าก็มีความเป็นไปได้ แต่ด้วยเงื่อนไขตาม รธน. ก็ทำให้รูปแบบจะไม่เหมือนเดิม เช่น ไม่เหมือนยุคพรรคสามัคคีธรรมตอนปี 2535 เพราะ รธน.ฉบับปัจจุบัน ก็ให้มีการแต่งตั้ง ส.ว.ชุดแรก 250 คน และระบบการเลือกตั้ง การใช้ไพรมารีโหวต จะทำให้การตั้งพรรคทำได้ยาก โดยเฉพาะพรรคขนาดเล็ก ที่หลังจากนี้พรรคจะต้องเป็นพรรคขนาดกลางหรือใหญ่ ถึงจะอยู่รอดในระบบที่จะออกมาใช้กับการเลือกตั้งได้

    ...มองว่าช่วงเลือกตั้ง จะมีฝุ่นตลบทางการเมืองแน่นอน โดยเฉพาะประชาชนจะถูกเรียกร้องมากขึ้นให้ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และอาจทำให้วัฒนธรรมการเมืองมีการปรับเปลี่ยนไปมาก ทำให้พรรคการเมืองที่ทำการเมืองแบบเดิมๆ ก็ต้องปรับตัว เพราะหากคนไม่ชอบระบบที่คนเดียวมากุมพรรค สั่งพรรคได้ทุกอย่าง คนก็จะไม่ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคนั้น ก็ทำให้พรรคการเมืองแบบเก่าๆ ก็ต้องปรับวัฒนธรรมการเมืองของตัวเองให้อยู่รอดในบริบทใหม่ อีกทั้งจะทำให้พรรคการเมืองแบบท้องถิ่น ภูมิภาค ก็ต้องปรับ เช่น บางพรรคที่เน้นฐานเสียงแค่บางจังหวัด เช่น ชลบุรี แล้วได้คะแนนเสียงจนมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่หลังจากนี้จะเน้นแค่จังหวัดเดียวแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะต้องหาคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้มากที่สุด ตามระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่จะนำทุกคะแนนมารวมกันหมด

    ...การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เกณฑ์การออกเสียงมองว่าคนจะเลือกพรรคเป็นหลักมากกว่า ทำให้ต่อไปพรรคที่ทำการเมืองแบบพรรคจังหวัด พรรคท้องถิ่น จะไม่เหมือนเดิม จะอยู่ยาก จนอาจจะไม่มีอีกต่อไป ส่วนหลังการเลือกตั้ง แนวโน้มอนาคตพรรคการเมืองไทยน่าจะมีลักษณะคือ พรรคขนาดใหญ่ต่อไปจะไม่ใหญ่มาก พรรคขนาดกลางจะมี และจะต่อรองได้มากขึ้น แต่พรรคขนาดเล็กจะหายไป เพราะปาร์ตี้ลิสต์จะไม่มาช่วยพรรคขนาดเล็ก แต่ไพรมารีโหวตจะไปช่วยพรรคขนาดกลางมากกว่า โดยเฉพาะกับพรรคที่มีทรัพยากรพอที่จะไปเก็บคะแนนเสียงได้ในพรรคที่มีพื้นที่เลือกตั้งขนาดใหญ่ ที่สำคัญระบบนี้จะทำให้ต่อไป จะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองเปิดเผยตัวมากขึ้น

    นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มธ. ซึ่งเคยทำวิจัยเรื่องการลงมติออกเสียงของ ส.ส.ในสภาฯ ยังพูดถึงการที่ กมธ.สนช.เขียนร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะต้องการให้ ส.ส.เป็นอิสระ ไม่ให้ถูกครอบงำการทำหน้าที่ว่าเรื่องการครอบของพรรคต่อ ส.ส.เคยทำวิจัยเรื่องนี้ ก็พบว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในช่วงต้นของการจัดตั้งรัฐบาล เพราะพอเลือกตั้งเสร็จ ตั้งรัฐบาลได้แล้ว พวกมุ้งต่างๆ ในพรรคการเมืองก็เป็นการคุมกันเพื่อให้ได้เสียง ส.ส.มาเป็นรัฐมนตรี แต่การทำงานในสภาพบว่าจากนั้นจะเป็นอิสระ แต่พอถึงตอนโหวตเรื่องต่างๆ แม้ ส.ส.จะเป็นอิสระ แต่ด้วยระบบการส่งคนลงเลือกตั้ง ทำให้ก็มีการครอบงำเกิดขึ้นจริงๆ เพราะหากทำอะไรไม่ถูกใจ เขาไม่ส่งลงเลือกตั้งก็จบเลย ตอนแรกที่บอกว่าจะใช้ระบบไพรมารี ก็คิดว่าจะช่วยได้ แต่พอวางไว้ว่า ให้นำชื่อคนที่ได้อันดับ 1 กับ 2 มาให้กรรมการบริหารพรรคมาพิจารณาอีกที ก็เท่ากับมันก็จะกลับไปแบบเดิมก็ได้.

  • เปลว สีเงิน

    ๒๖ ตุลาคม........... ประชาชนใน ๖ ภาค คือ เหนือ ๙ อีสาน ๒๐ กลาง ๒๑ ตะวันออก ๗ ตะวันตก ๕ ใต้ ๑๔ รวม ๗๗ จังหวัด คงไม่สามารถเดินทางเข้ามาร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด เหตุนั้น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" จึงพระราชทานพระราชานุญาต ให้รัฐบาลจัดสร้าง "พระเมรุมาศจำลอง ๘๕ แห่ง" กระจายไปทั่วประเทศ
  • บทบรรณาธิการ

    การออกมายืนยันทั้งน้ำตาไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ต่อภาพการขึ้นขบวนรถแห่เชิญชวนให้ประชาชนชาวลาดปลาเค้าร่วมถวายดอกดาวเรือง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีป้ายชื่อ "สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" แผ่นใหญ่ติดอยู่หน้ารถ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    พบโพรงน้ำไหลเป็นทาง ใต้รอยแยกกลางชุมชนแม่เมาะ ขณะที่ดินทรุดตัวเพิ่มไม่หยุด ล่าสุดบางจุดลามเข้าตัวบ้าน ทำบ้านเรือนชาวบ้านแตกเพิ่ม แถมลามถึงพื้นที่การเกษตรอีก ผู้ว่าฯ สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม.ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เด็ดขาด นักธรณีวิทยานัดเจาะดินตรวจแล้ว
    ตำรวจภาค 3 สกัดยึดยาไอซ์ 508 กก.ขณะลำเลียงเข้ากรุง ผบ.ตร.เผยขบวนการยาเสพติดเปลี่ยนเส้นทางจากเหนือเข้าทางอีสานแทนหลังถูกสกัดอย่างหนัก ระบุยาไอซ์ล็อตนี้อยู่ไทยมูลค่า 1,000 ล้าน ถ้าหลุดไปต่างประเทศได้มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
    กองสลากขู่อีกจับติดคุกกองสลากแก้ปัญหาหวยโก่งราคาไม่จบ งัดมาตรการใหม่จับปรับ 1 หมื่นจำคุก 1 เดือนพร้อมตัดโควตาห้ามจำหน่าย
  • x-cite inside

    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง
    ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และมีพลังเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการประกวดผลงานเรื่อง "ความดี" ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกิจกรรม "ดี 7 DAY ทำดี ทำได้ทุกวัน"