เข็มทิศ ปฏิรูปตำรวจ

  • Sunday, July 9, 2017 - 00:00

    ทิศทางปฏิรูปสีกากี กับปัญหาวิ่งเต้น ซื้อขายเก้าอี้

    คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม หรือคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มีพลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ได้ประชุมเพื่อรับมอบนโยบายจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา และกรรมการจะประชุมนัดแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ก.ค.นี้

    ทิศทางการปฏิรูปตำรวจต่อจากนี้ ในความเห็นของ ศ.ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ-นายกสภาการศึกษา โรงเรียนนายร้อยตํารวจ-อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มาจากสายนักวิชาการ-กรรมการร่าง รธน.ที่ยกร่าง รธน.ฉบับปัจจุบัน ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการตั้งกรรมการปฏิรูปตำรวจ ตามมาตรา 258 และ 260 ตามลำดับ โดย ดร.ศุภชัยกล่าวถึงการทำงานของกรรมการปฏิรูปตำรวจนับจากนี้ว่า การทำงานของกรรมการปฏิรูปตำรวจ 36 คน ก็เหมือนกับเป็นองค์กรกลุ่ม กรรมการก็ต้องคุยกัน และทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ปัญหามันไม่ได้แก้ได้โดยมีใครสักคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาแล้วแก้ได้เลย มันไม่ใช่หรอก มันมีเรื่องที่ต้องทำอีกเยอะ

    “การทำหน้าที่อะไร เราก็ต้องทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด แต่บางอย่างก็ไม่สามารถแก้ได้ภายในวันนี้พรุ่งนี้ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามหลักการของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่อยู่ในหมวดว่าด้วยเรื่องแนวนโยบายของรัฐ สิทธิเสรีภาพ ที่สุดท้ายก็ต้องมีการนำไปสู่การปฏิรูป การเสนอให้มีการตั้งกรรมการ แต่การทำงานทุกอย่างก็มีเงื่อนไข ข้อจำกัด บางอย่างเราก็ตามใจตัวเราเองไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ก็เป็นเรื่องดีที่ทุกคนจับตามอง ก็ทำให้กรรมการทุกคนต้องทำงานให้เต็มที่”

    ถามเพื่อขอมุมมองให้ชัดๆ ในฐานะ กก.ปฏิรูปตำรวจว่าปัญหาใหญ่สุดของตำรวจคืออะไร ดร.ศุภชัย กล่าวตอบว่า หากเรามองในตอนนี้จะพบว่าตำรวจในสายตาของประชาชนมันไม่ได้เป็นบวก ที่เมื่อไม่เป็นบวกก็ต้องมาค้นหาสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร ซึ่งในบรรดาหลายสาเหตุก็มีเรื่องที่โจษจันกันตามสื่อ ก็คือเรื่องระบบบริหารงานบุคคลที่ยังไม่ทำให้คนในระบบรู้สึกว่าตัวเขาเองได้รับความเป็นธรรม เมื่อใดที่คนในระบบยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ขวัญกำลังใจของเขาในการทำงานมันก็ไม่มี เมื่อเขาไม่มีสิ่งนี้ ประชาชนที่ไปรับบริการก็คงจะเดือดร้อน

    ...ก็เหมือนกับเช่น หากเราไปทานอาหารในร้าน แล้วพนักงานเสิร์ฟใจลอย ดีไม่ดีก็มาทำกาแฟหก รดใส่เรา แต่ถ้าเขาทำงานกระตือรือร้น เราก็จะได้รับบริการที่ดี เรามองว่าระบบบริหารงานบุคคลที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่ทำให้คนที่เขาอยู่ในระบบรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรม ซึ่งหากเราทำให้เขารู้สึกว่ามีความเป็นธรรม เขาก็จะทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาพะว้าพะวังกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ หากเขาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประชาชนก็น่าจะได้รับการคุ้มครองตามที่ควรได้รับการคุ้มครอง

    และเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของการเกิดขึ้นของกรรมการปฏิรูปตำรวจที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น ซึ่งเป็นการตั้งตาม รธน.มาตรา 260 เพื่อมาศึกษาวางกรอบปฏิรูปตำรวจ-กระบวนการยุติธรรม ที่มาที่ไปของการร่าง รธน.มาตรา 260 ดังกล่าวมีคำอธิบายจาก ศ.ดร.ศุภชัย-กรรมการร่าง รธน. ที่สรุปใจความสำคัญได้ว่า เรื่องนี้มีหลายมาตราใน รธน.มาเกี่ยวข้องเชื่อมโยง โดย รธน.ฉบับปัจจุบันก็จะเหมือนกับ รธน.ในอดีตที่จะบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายที่เป็นสิทธิพื้นฐาน ที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญประเทศไหนก็จะมีหลักประกันในเรื่องของสิทธิในชีวิตและร่างกายที่เป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์

    ...รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 28 ที่บัญญัติไว้ดังนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย

    การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทํามิได้ เว้นแต่มีคําสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

    การค้นตัวบุคคลหรือการกระทําใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกาย จะกระทํามิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ

    การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทํามิได้

    ซึ่งเรื่องนี้การให้มีหลักประกันในเรื่องสิทธิ เสรีภาพในร่างกาย แม้จะมีการเขียนเอาไว้ในหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ยังมีการมาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าด้วยแนวนโยบายของรัฐ ที่จะอยู่ในมาตรา 68 ที่บัญญัติไว้ว่า “รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร”

    ซึ่งในวรรค 2 ของมาตรา 68 ดังกล่าว มีการบัญญัติไว้ว่า “รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงําใดๆ”

    ดร.ศุภชัย กล่าวต่อไปว่า ใน รธน.ที่มีทั้งหมวดว่าด้วยเรื่องสิทธิ เสรีภาพและแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่เรื่องที่เป็นลักษณะเฉพาะของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็คือ หมวดว่าด้วยเรื่องการปฏิรูป เพราะ กรธ.อยากเห็นสิทธิ เสรีภาพและแนวนโยบายของรัฐ ได้รับการนำไปปฏิบัติและบังเกิดผลโดยเร็ว จึงให้มีหมวดว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปประเทศที่มี 7 ด้าน ซึ่งมีเรื่องของการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อยู่ด้วย โดยเนื้อหาในมาตราดังกล่าวจะสอดรับกับเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่กำหนดขึ้นเพื่อประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

    ...ในมาตราดังกล่าว การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่อยู่ใน 258 (ง) สาระสำคัญสรุปได้ว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะมีอยู่ 4 เรื่อง เรื่องแรก ระยะเวลา ต้องการให้ทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมมีการกำหนดเวลาเอาไว้ให้ชัดเจน เพราะว่าไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่คนต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะในฐานะคนที่ถูกรอนสิทธิ หรือคนที่ไปรอนสิทธิของคนอื่น ที่มีเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย ที่ตามหลักเช่น หากเราถูกกล่าวหาว่าเราไปรอนสิทธิคนอื่น หรือไปทำร้ายร่างกายคนอื่น หรือเราถูกทำร้ายร่างกาย เราก็อยากให้คดีความมันจบเร็ว หรือเราก็ต้องอยากรู้ว่ามันจะจบเมื่อใด กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเขียนไว้ใน (1) ที่ต้องการให้มีการกำหนดเวลาของขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมให้ชัดเจน

    นอกจากนี้ มาตรา 258 (ง) ดังกล่าว กรธ.ก็มาโฟกัสไปอีกเรื่อง กระบวนการสอบสวนคดีอาญา ที่เราเน้นตรงนี้ก็เพราะมันไปเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย มันก็เลยต้องเขียนไว้เพื่อมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เช่นเรื่อง คดีขาดอายุความ ซึ่งการขาดอายุความ ก็มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหนึ่งก็คือ การไม่ประสานกันของฝ่ายที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะตำรวจกับอัยการ

    ขณะเดียวกัน กรรมการร่าง รธน.ยังได้เขียนถึงเรื่องการให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ อันเป็นที่กล่าวหากันว่า ระบบงานนิติวิทยาศาสตร์เป็นกลางหรือไม่ และเชื่อถือได้หรือไม่ ซึ่งจริงๆ แล้วในกองบังคับการตำรวจทุกแห่งก็จะมีงานด้านวิทยาการตำรวจอยู่ แต่เราก็จะพบว่าความไว้เนื้อเชื่อใจมันเป็นที่คลางแคลงอยู่เรื่อย เราเลยกำหนดไว้ว่า หน่วยงานที่จะมาทำหน้าที่ด้านนิติวิทยาศาสตร์จะต้องเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อกัน เพื่อจะได้ทำให้มันสิ้นสงสัยในการชี้ผิดชี้ถูก ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็ดูกันที่หลักฐาน

    ดร.ศุภชัย-กรรมการปฏิรูปตำรวจ บอกถึงทิศทางของการปฏิรูปตำรวจตาม รธน.มาตรา 258 ดังกล่าวว่า หากดูทั้งหมดแล้วเราก็จะพบว่า จุดเริ่มต้นของทุกเรื่องเลยในกระบวนการยุติธรรมก็คือตำรวจ เพราะตำรวจคือคนที่จะจับกุมหรือไม่จับกุม

    “เราก็เลยมองว่าถ้าจะเร่งในเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จุดเริ่มต้นต้องมาที่ตำรวจ และในแง่ของความคลางแคลงใจของสังคม สังคมก็จะมุ่งประเด็นไปที่ตำรวจตลอดเวลา เราจึงต้องโฟกัสไปที่ตำรวจ” ศ.ดร.ศุภชัยระบุ

    ...ผมอาจจะพูดแทนกรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมดไม่ได้ แต่รวมๆ แล้วเราก็อยากเห็นกระบวนการยุติธรรมที่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้ แต่ถ้าอยากให้ตำรวจทำหน้าที่ของตัวเองได้ดี อันที่หนึ่ง เราก็รู้กันอยู่ว่าตำรวจมีหน้าที่ภารกิจ ซึ่งบางเรื่องตำรวจไม่จำเป็นต้องทำ เช่นเรื่องรถไฟ ป่าไม้ ทางหลวง ก็มีการคุยกันอยู่เรื่องว่าตำรวจต้องทำเองหรือไม่พวกนี้ เราก็เลยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าต้องมีการไปทบทวนหน้าที่ อำนาจ และภารกิจ ว่าอะไรที่น่าจะเป็น Core Function ของตำรวจจริงๆ ว่ามันคืออะไร

    ...หากสตรีมไลน์ตรงนั้นได้ มันก็จะเหลืองานเฉพาะซึ่งคนอื่นจะมาทำไม่ได้ ต้องเป็นงานของตำวจ ก็แปลว่างานที่มีอยู่ร้อยส่วน ก็อาจจะเหลือแค่เจ็ดสิบ ซึ่งเมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว ก็จะมาพิจารณากันต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้คนที่ทำงาน ซึ่งคนที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานที่ไหนก็แล้วแต่ ก็มีทั้งคนขยัน คนขี้เกียจ คนตั้งใจ คนไม่ตั้งใจ คนมีฝีมือ คนไม่มีฝีมือ มันก็จะเป็นเหมือนกันทุกที่ ตำรวจก็เช่นกัน คำถามก็คือ แล้วจะทำอย่างไร ที่จะทำเรื่อง ระบบการบริหารงานบุคคล เพื่อทำให้คนที่เก่งและดี เขาทำงานได้อย่างมีความสุข ตรงนี้จะเห็นได้ว่า หากเราสตรีมไลน์ บทบาท ภารกิจของตำรวจได้ ก็จะเหลืองานที่เป็นเท่านั้น แล้วก็ต้องทำให้การบริหารงานบุคคลทำอย่างไรที่จะสร้างให้บ้านนั้นเป็นบ้านที่อบอุ่น และทำให้คนที่ทำงานเขามีขวัญและกำลังใจในการทำงาน

    ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวไล่เรียงต่อไปว่า มันก็มาสู่ประเด็นว่า ปกติคนทำงานไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จุดที่มันจะไปรอนขวัญ กำลังใจมากที่สุด มันจะไปเกี่ยวโยงกับเรื่อง เงินเดือน-ค่าตอบแทน-ความก้าวหน้า ก็ทำให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ใน รธน.ว่าต้องทำให้เขาได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเพียงพอ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้ว่า บุคลากรภาครัฐมีอยู่สองล้านคน เพราะฉะนั้นหากจะปรับ 1 คนก็จะกระเทือนทุกคน ก็เป็นสิ่งที่ต้องไปคิดกันว่าจะเป็นอย่างไร ทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็เลยเขียนให้มีคณะกรรมการมาทำหน้าที่ตรงนี้

    ...นอกจากเรื่องค่าตอบแทนแล้ว สิ่งที่มันรอนกำลังใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความก้าวหน้า ที่ผ่านมา เราก็มักจะได้ยินได้ฟัง สิ่งที่พูดกันมาหลายปี ที่จะมีเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นเรื่องที่ต้องดูว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ระบบการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นธรรม กรรมการร่าง รธน.ก็เขียนเป็นโจทย์เอาไว้ แล้วให้กรรมการมารับทำหน้าที่ต่อไป เพราะกรรมการร่าง รธน.ก็ไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะคิดได้ทุกเรื่อง ก็เป็นเหตุที่ กรธ.ให้มีการตั้ง กรรมการปฏิรูปตำรวจ ตามมาตรา 260 ของรัฐธรรมนูญ

    โดยเรื่องการปฏิรูปส่วนนี้ กรรมการร่าง รธน.อยากเห็นมันเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เขียนไว้เพื่อให้ดูสวยงาม ก็เลยมีเงื่อนไขเขียนไว้ในมาตรา 260 ว่าหากกรรมการพิจารณาไม่แล้วเสร็จใน 1 ปี ก็ให้ใช้ระบบอาวุโสในการแต่งตั้งโยกย้าย

    “เพราะว่าระบบอาวุโสน่าจะเป็นระบบที่แย่น้อยที่สุด มันไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดสำหรับผม เพราะผมว่ามันเหมือนคำว่าประชาธิปไตย ทฤษฎีก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นระบบการปกครองที่ดี แต่เป็นระบบการปกครองที่แย่น้อยที่สุด อาวุโสก็เป็นอะไรที่แย่น้อยที่สุด ก็ต้องไปนั่งคิดว่าแล้วอาวุโสจะดูจากหลักเกณฑ์อะไรบ้าง”

    กรธ.เขาก็ตั้งโจทย์เอาไว้ ทางกรรมการปฏิรูปตำรวจก็ต้องมานั่งคิดต่อ นั่นเป็นหลักที่เราทำ ที่ผมต้องย้ำว่าเราก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ เราไม่สามารถคิดทุกเรื่องเองได้

    - ที่ กรธ.เขียนไว้ในมาตรา 260 วรรคท้ายว่า เมื่อครบกําหนดเวลาแล้ว ถ้าการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตํารวจดําเนินการตามหลักอาวุโสตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ทำไม กรธ.ถึงให้ความสำคัญกับหลักอาวุโส?

    ที่บอกว่าหลักอาวุโสเป็นหลักที่แย่น้อยที่สุด เพราะว่าการวิ่งเต้นโยกย้ายมันจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทุกคนรู้อาวุโสของตัวเอง ก็จะไล่ไปตามอาวุโส ก็เหมือนกับอย่างผู้พิพากษา อัยการ ยกเว้นแต่หากเกิดกรณี เช่น หากคุณมีอาวุโสลำดับที่ 1 แต่เกิดมีข้อบกพร่องในเรื่องคุณสมบัติ ก็จะมีคนข้ามอาวุโสคุณ แต่หากไม่มีข้อบกพร่อง ไม่มีลักษณะต้องห้าม ก็ต้องว่าไปตามอาวุโส อย่างน้อยถ้าใช้หลักอาวุโสมันป้องกันการวิ่งเต้นได้มากกว่าวิธีอื่น นี่คือที่ผมเรียกว่ามันแย่น้อยที่สุด

    ถามลงรายละเอียดของมาตรา 258 ที่ กรธ.เขียนไว้ใน รธน.ว่า ให้มีการปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวน กับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม ทาง กรธ.มีหลักคิดอะไรถึงเขียนเรื่องนี้ไว้ใน รธน. ดร.ศุภชัย อธิบายว่า กรรมการร่าง รธน.เรามองว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีคดีขาดอายุความ เช่น ที่เกิดกรณีว่ามีลูกของคนมีเงิน ขับรถชนตำรวจ แล้วข่าวที่ออกมาตามสื่อมวลชน ที่มีอยู่หลายคดี แต่มีอยู่คดีหนึ่งคดีขาดอายุความ ซึ่งตามขั้นตอนของคดีอาญา พนักงานสอบสวนก็ต้องส่งสำนวนการสอบสวนไปให้อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาทำความเห็นว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง การพิจารณาของอัยการหากเขาวินิจฉัยผิด เขาก็เดือดร้อน จึงต้องให้เวลาอัยการพิจารณาสำนวนคดีด้วย แต่เมื่อคดีอาญาขาดอายุความ แสดงว่าพนักงานสอบสวนกับอัยการ เกิดอะไรผิดปกติในขั้นตอนระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการแน่นอน เพราะหากไม่มีอะไรผิดปกติ คดีไม่ควรขาดอายุความ

    สำหรับหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของฝ่ายที่ต้องการให้มีการปฏิรูปตำรวจ โดยเฉพาะภาคประชาสังคม คือการเสนอให้แยกงานสอบสวนออกมาต่างหาก ดร.ศุภชัย ออกตัวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดของเรื่องนี้ทั้งหมด ยังเร็วเกินไปที่จะให้ความเห็น อย่างไรก็ตาม จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า อย่างในปัจจุบันที่บอกว่าอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่ให้คนซึ่งต้องการตรวจสุขภาพของตัวเอง แค่ยืนบนเครื่อง เครื่องดังกล่าวก็สามารถวินิจฉัย ตรวจสุขภาพตัวเองได้ แล้วผลออกมาก็รับยาไปเลย แต่คนที่ไปตรวจ เขาก็อาจบอกว่า เขาอยากพบแพทย์ด้วย มันจึงหมายถึงว่า สิ่งที่เราออกแบบมาแล้ว ไม่ได้หมายถึงว่าคนเขาจะเชื่อ มันจึงมีหลายเรื่องที่ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ

    หลายเรื่องมันเป็นความเคยชินที่เราเคยอยู่กันแบบนั้นมาก่อน การที่พูดเรื่องให้แยกงานสอบสวนออกไป แต่จะพบว่าสมัยก่อนฝ่ายปกครองก็มีบทบาทในเรื่องการสอบสวน แล้วก็มีการสวิงกันไปมา แต่ถามผมถึงเรื่องนี้ตอนนี้คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดๆ

    อย่างผมได้อ่านบทความของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่ง เขาก็บอกว่าหากแก้ปัญหาเรื่องการจับกุมได้ก็จะแก้ปัญหาอะไรได้เยอะ ผมก็มานั่งคิดตามอยู่ โดยนักวิชาการคนนั้นเขายกตัวอย่างในฝรั่งเศส หลักคือเมื่อใดก็ตามที่มีการจับกุม ก็เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน จึงควรต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่เร็วที่สุด เพราะหากขังไว้นานๆ มันไม่ถูกแล้ว ก็พบว่าระบบก็จะมีผู้พิพากษาฝ่ายไต่สวน เป็นคนชี้ตรงนี้เลยจะให้คุมขังหรือไม่ ไม่ใช่ให้อำนาจไปตกอยู่กับตำรวจ ตรงนี้ก็เป็นการ Check and Balance คือมันคงไม่ได้มีระบบเดียวหรือวิธีคิดเดียว แต่ถามว่าอะไรที่มันเหมาะกับประเทศไทยวันนี้มากที่สุด ผมก็ยังตอบไม่ได้ จริงๆ ความสนใจของผมเองจะอยู่ที่การบริหารงานบุคคลมากกว่า

    - มีเสียงวิจารณ์ว่า กก.ปฏิรูปตำรวจมีตำรวจและอดีตตำรวจร่วม 15 คนใน 36 คน ซึ่งตามหลักแล้วการปฏิรูปคนที่อยู่หรือเคยอยู่ในองค์กร เขาก็ไม่อยากทำสิ่งที่ทำแล้วส่งผลให้ต้องเสียอำนาจ?

    เรื่องนี้ก็มีอีกมุมหนึ่งของเหรียญ เพราะหากเราคิดอะไรโดยที่ไม่มีการสอบถามคนที่เขาเกี่ยวข้อง เรายุติธรรมกับเขาหรือไม่ มันเหมือนกับเราจะไปปรับระบบของเขา ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับเขา เขาต้องปฏิบัติ ก็เหมือนกับเวลาหมอจะผ่าตัดคนไข้ หากหมอไม่ถามคนไข้ก่อน เช่นจะทำไหม หรือจะต้องฉายแสง ทำคีโม คนไข้เขาก็คงถามว่าแล้วจะมีวิธีอื่นไหม แล้ววิธีต่างๆ จะส่งผลดีผลเสียกับเขาอย่างไรบ้าง คือหมอกับไข้ หมอจะทำอะไรก็ต้องถามคนไข้ก่อน หากคนไข้ไม่แข็งแรงหรือแม้แต่หมอจะให้ยา หมอยังต้องถามคนไข้ก่อนเลยว่าแพ้ยาอะไรหรือไม่ ไม่ใช่บอกว่ายานี้ดีกินแล้วหาย แต่สุดท้ายคนไข้แพ้ยา

    แต่ขอย้ำว่าที่ผมพูดไม่ได้หมายถึงว่าฝ่ายหนึ่งเป็นหมอ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคนไข้ แต่ยกมาเปรียบเทียบให้เห็นว่าการจะทำอะไรหรือจะขยับอะไร ต้องเป็นข้อเสนอที่เสนอไปแล้วสามารถพอที่จะนำไปทำได้ด้วย ไม่อย่างนั้นหมอเสนอไปอย่างหนึ่ง แต่คนไข้ไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถรักษาได้

    เราถามว่าเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน มีความสำคัญหรือมีความสัมพันธ์กับการทำให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหรือไม่ ดร.ศุภชัย-กก.ปฏิรูปตำรวจ กล่าวว่า อย่าว่าแต่ตำรวจ ผมว่าทุกคนก็เหมือนกัน เพราะว่าถ้าเงินเดือนน้อย เงินเดือนเทียบเคียงกับคนอื่นเขาไม่ได้ คนทำงานก็คงลำบาก ตำรวจก็เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะแค่ไหนเท่าใด เป็นเรื่องที่ต้องคิด เพราะตำรวจเขาเป็นองค์กรใหญ่

    - ปัญหาเรื่องตำรวจที่หลายคนต้องการทำให้ดีขึ้นแก้ไขได้ ก็คงไม่พ้นเรื่องการซื้อขายตำแหน่งในวงการข้าราชการตำรวจ?

    กรรมการร่าง รธน.ถึงได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 260 ว่าหากยังทำอะไรออกมาไม่ได้ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายใช้ระบบอาวุโสไปก่อน เพราะระบบอาวุโสเป็นระบบที่เราจะได้ยินเรื่องของการซื้อขายตำแหน่งน้อยที่สุด แต่จริงๆ แล้วเรื่องซื้อขายตำแหน่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวงการตำรวจ วงการอื่นๆ เราก็เคยได้ยินเหมือนกัน บางวงการก็บอกว่าราคาขึ้นอยู่กับกิโลเมตร ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2540 ผมทำวิจัยเรื่องการซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการทั้งหมด งานแบบนี้ไม่ค่อยมีใครอยากให้ข้อมูล แต่เมื่อไม่มีไฟก็ไม่มีควัน เมื่อมันมีควันออกมาแสดงว่ามันต้องมีคนพูดอะไรออกมาเยอะแยะเต็มไปหมด ก็แสดงว่าต้องมีบ้าง แต่จะเป็นที่ไหนอย่างไรก็ต้องว่ากันอีกที

    บางอย่างถ้าเราสังเกตก็จะพบว่า มันไม่ได้เป็นการซื้อขายตำแหน่งในลักษณะอย่างที่ว่า แต่มันเหมือนกับเป็นลักษณะว่าพวกใคร ก็มีเหมือนกัน

    แล้วเรื่องระบบอุปถัมภ์ ในวงการตำรวจเป็นอย่างไร? ดร.ศุภชัย บอกว่า ผมก็ยังยืนยันว่ามันไม่ได้มีเฉพาะในวงการตำรวจ มันทุกวงการ เอกชนก็มี มีทุกวงการ อยู่ที่ว่ามีมากมีน้อย แต่ถ้ามีมากคนก็คงไม่อยากอยู่ในส่วนนั้น ก็เรื่องธรรมดา

    ดร.ศุภชัย-กก.ปฏิรูปตำรวจ ยังกล่าวถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้ มีการจัดทำข้อเสนอ-แผนงานปฏิรูปตำรวจออกมามากมายหลายคณะ เช่นชุดของ พล.ต.อ.วศิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ หรือกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ที่มีทั้งของสภาปฏิรูปแห่งชาติ, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนกับที่ยกตัวอย่างมาอธิบาย หมอแผนปัจจุบันเขาอาจจะบอกว่าอะไรที่รักษากับคนไข้แล้วไม่เป็นอันตราย แล้วอะไรที่ทำแล้วคนไข้มีความสุข เช่นมารักษากับแพทย์แผนปัจจุบันแล้วก็ยังไปหาหมอพระด้วย ไปนั่งสมาธิด้วย เขาก็บอกจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าทำแล้วจิตใจสงบ ตรงนี้นัยเดียวกันก็คือ อะไรก็ตามที่มันเป็นประโยชน์ เราก็ควรต้องนำมาพิจารณาดูทั้งหมด.

    ............................

    เปิดสารพัดสูตร-ข้อเสนอชงผ่าตัดตำรวจ

    หลังกรรมการปฏิรูปตำรวจร่วมประชุมกับพลเอกประยุทธ์และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปเมื่อ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา กรรมการแสดงท่าทีไว้ว่าจะนำรายงาน ข้อเสนอแนะของฝ่ายต่างๆ ที่เคยศึกษาเรื่องการปฏิรูปตำรวจก่อนหน้านี้มาพิจารณา อีกทั้งมีข่าวว่า กรรมการปฏิรูปตำรวจที่จะนัดประชุมอย่างเป็นทางการนัดแรกสัปดาห์หน้า ที่ประชุมจะมีการตั้งอนุกรรมการด้านต่างๆ มาขับเคลื่อนภารกิจสำคัญนี้ เช่น อนุกรรมการพิจารณาเรื่องโครงสร้าง อำนาจ หน้าที่, อนุกรรมการพิจารณาเรื่องการสืบสวนสอบสวน เป็นต้น

    ทั้งนี้ พบว่าที่ผ่านมามีคณะกรรมการ คณะ กมธ.ทั้งของ สนช., สปช.และ สปท.ที่เกี่ยวข้องเคยศึกษาเรื่องการปฏิรูปตำรวจไว้หลายชุด ที่ขอนำมาสรุปให้เห็นภาพกว้างๆ ไว้ดังนี้

    คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

    ที่มี พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและอดีต ผช.ผบ.ตร.เป็นประธาน โดยพบว่าอนุกรรมการชุดนี้มีกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดปัจจุบันอยู่ด้วยหลายคน เช่น พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด, พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, รศ.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์

    ซึ่งในรายงานของอนุกรรมการชุดดังกล่าวมีข้อเสนอการปฏิรูปหลายเรื่อง โดยข้อเสนอหรือแนวทางที่ตกเป็นที่พูดถึงก็เช่น ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย ที่เสนอว่าเพื่อเป็นการบูรณาการกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ บูรณาการด่านพรมแดนระหว่างประเทศ รวมถึงรักษาความมั่นคงของประเทศมากยิ่งขึ้น จึงควรกำหนดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยขึ้นตรงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บูรณาการด่านพรมแดนระหว่างประเทศในลักษณะการทำงานเป็น Team Thailand

    ในข้อเสนอปฏิรูปกิจการตำรวจของอนุกรรมการชุดดังกล่าว ที่ส่วนใหญ่เป็น สนช.-สปท.ยังเสนอกรอบการปฏิรูประบบงบประมาณไว้ด้วยว่า เพื่อให้ตำรวจได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม จึงควรปรับปรุงเงินเดือนและค่าตอบแทนด้านต่างๆ ของตำรวจ อาทิ ตำรวจชั้นประทวนควรมีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญในระดับเดียวกันประมาณ 1.28 เท่า (13,773 บาท) ส่วนตำรวจชั้นสัญญาบัตรควรจะมีเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญในระดับเดียวกันประมาณ 1.74 เท่า (26,605 บาท)

    นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการดังกล่าวยังเสนอด้วยว่าเพื่อให้ตำรวจสามารถอำนวยความยุติธรรมทางอาญาได้ดียิ่งขึ้น จึงควรสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เช่น ค่าเดินทาง, ค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าที่พัก ในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยนอกท้องที่ เพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งเพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนได้อย่างดียิ่งขึ้น เท่าเทียมกันและครอบคลุมทุกพื้นที่ จึงควรจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในงานพิสูจน์หลักฐาน ให้กองพิสูจน์หลักฐานกลางและศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่มีด้วยกัน 10 ศูนย์ รวมทั้งขยายงานพิสูจน์หลักฐานให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งระดับจังหวัดและโรงพัก

    และเสนอด้วยว่าเพื่อเป็นการลดการทุจริตคอร์รัปชัน จึงควรปรับปรุงให้สำนักงานจเรตำรวจ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศออนไลน์ Online IT และระบบโทรทัศน์วงจรปิด CCTV มาใช้ในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน

    - คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

    ที่มี เข็มชัย ชุติวงศ์ รองอัยการสูงสุด ในฐานะว่าที่อัยการสูงสุดคนใหม่เป็นประธาน กมธ.ชุดนี้ โดยที่ผ่านมา กมธ.ปฏิรูปกฎหมาย สปท.เคยเสนอรายงานแนวทางการปฏิรูปตำรวจไว้หลายเล่ม อาทิ ความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลของตำรวจจากการแทรกแซงทางการเมือง

    อันมีบางประเด็นน่าสนใจ เช่นรายงานดังกล่าวระบุว่าที่ผ่านมา มีการแทรกแซงทางการเมืองกับการบริหารงานบุคคลของตำรวจ โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนฝ่ายการเมืองใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือ และที่ผ่านมาปัญหาการบริหารงานบุคคลของตำรวจ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากมีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลซ้ำซ้อนกันสองคณะ คือ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ที่แต่งตั้ง ผบ.ตร.กับคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่แต่งตั้งตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.จนถึงผู้บังคับการ ซึ่งกรรมการทั้งสองชุดก็มีฝ่ายการเมืองมานั่งคุม ก.ต.ช.และ ก.ตร. ซึ่งโครงสร้างดังกล่าวเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองครอบงำองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งผลให้ตำรวจที่ต้องการความก้าวหน้า สุดท้ายก็ต้องเข้าหาผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย จนทำให้เกิดคำกล่าวหาที่ว่า เข้าไปรับใช้การเมือง หรือปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง

    รายงานดังกล่าวของ กมธ.ปฏิรูปกฎหมาย สปท.จึงเสนอไว้ตอนหนึ่งว่าควรแก้ไข พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ในเรื่ององค์ประกอบ ก.ต.ช.และ ก.ตร. และแก้ไขเรื่องอำนาจการแต่งตั้ง ผบ.ตร. โดยเปลี่ยนจาก ก.ต.ช.ให้มาเป็นอำนาจของ ก.ตร.แทน รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติมกระบวนการสรรหา ผบ.ตร.ควบคู่ไปด้วย เช่นการให้ต้องแสดงวิสัยทัศน์ รวมถึงเพิ่มเติมบทบัญญัติกฎหมายในเรื่องการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานของ ผบ.ตร. ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ด้วย

    - ข้อเสนอภาคประชาสังคม

    เช่น กลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ที่มีนางสมศรี หาญอนันทสุข ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายเป็นแกนนำ มีข้อเรียกร้องปฏิรูปตำรวจ 3 เรื่องหลัก คือ 1.แยกอำนาจสอบสวนออกจากตำรวจ 2.กระจายอำนาจให้ตำรวจไปสังกัดผู้ว่าราชการจังหวัด 3.ควรมีการโอนหน่วยงานหรือภารกิจบางอย่างของตำรวจไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจป่าไม้

    - สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

    หลังกระแสการปฏิรูปตำรวจถูกพูดถึงมากในสังคม ทำให้ในช่วงที่กำลังมีการร่างรัฐธรรมนูญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น ผบ.ตร. ที่มีการตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนและประสานงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ที่มี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรอง ผบ.ตร.เป็นประธาน จนมาจนถึงยุค พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา จึงมีการตั้ง พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร.มารับไม้ต่อจาก พล.ต.อ.พงศพัศที่เกษียณอายุราชการ โดยปัจจุบัน พล.ต.อ.รุ่งโรจน์เป็นกรรมการปฏิรูปตำรวจและเลขานุการกรรมการชุดนี้ด้วย

    ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ระบุว่า คณะทำงานศึกษาและวางกรอบการปฏิรูปตำรวจเป็น 6 ด้าน คือ 1.การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การถ่ายโอนภารกิจของหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2.การปฏิรูปงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย 3.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตในองค์กร 4.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของตำรวจในกิจการของตำรวจ 5.การนำระบบเทคโนโลยีมาสนับสนุนงานของตำรวจ เช่น การรักษาความปลอดภัย 6.การพัฒนาบุคลากร ทรัพยากรและการบริหารงานบุคคล เช่น การปรับปรุงการบริหารงานบุคคล เรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการของข้าราชการตำรวจทั่วประเทศ.

    ..............

  • เปลว สีเงิน

    ๒๖ ตุลาคม........... ประชาชนใน ๖ ภาค คือ เหนือ ๙ อีสาน ๒๐ กลาง ๒๑ ตะวันออก ๗ ตะวันตก ๕ ใต้ ๑๔ รวม ๗๗ จังหวัด คงไม่สามารถเดินทางเข้ามาร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด เหตุนั้น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" จึงพระราชทานพระราชานุญาต ให้รัฐบาลจัดสร้าง "พระเมรุมาศจำลอง ๘๕ แห่ง" กระจายไปทั่วประเทศ
  • บทบรรณาธิการ

    การออกมายืนยันทั้งน้ำตาไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ต่อภาพการขึ้นขบวนรถแห่เชิญชวนให้ประชาชนชาวลาดปลาเค้าร่วมถวายดอกดาวเรือง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีป้ายชื่อ "สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" แผ่นใหญ่ติดอยู่หน้ารถ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    พบโพรงน้ำไหลเป็นทาง ใต้รอยแยกกลางชุมชนแม่เมาะ ขณะที่ดินทรุดตัวเพิ่มไม่หยุด ล่าสุดบางจุดลามเข้าตัวบ้าน ทำบ้านเรือนชาวบ้านแตกเพิ่ม แถมลามถึงพื้นที่การเกษตรอีก ผู้ว่าฯ สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม.ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เด็ดขาด นักธรณีวิทยานัดเจาะดินตรวจแล้ว
    ตำรวจภาค 3 สกัดยึดยาไอซ์ 508 กก.ขณะลำเลียงเข้ากรุง ผบ.ตร.เผยขบวนการยาเสพติดเปลี่ยนเส้นทางจากเหนือเข้าทางอีสานแทนหลังถูกสกัดอย่างหนัก ระบุยาไอซ์ล็อตนี้อยู่ไทยมูลค่า 1,000 ล้าน ถ้าหลุดไปต่างประเทศได้มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
    กองสลากขู่อีกจับติดคุกกองสลากแก้ปัญหาหวยโก่งราคาไม่จบ งัดมาตรการใหม่จับปรับ 1 หมื่นจำคุก 1 เดือนพร้อมตัดโควตาห้ามจำหน่าย
  • x-cite inside

    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง
    ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และมีพลังเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการประกวดผลงานเรื่อง "ความดี" ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกิจกรรม "ดี 7 DAY ทำดี ทำได้ทุกวัน"