"อีอีซี"พื้นที่ทำเลทอง จุดเริ่มต้นไทยแลนด์4.0

  • Monday, April 17, 2017 - 00:00

    การที่จะพัฒนาประเทศชาติ พัฒนาเศรษฐกิจ และพัฒนาแรงงานในประเทศ ต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ อย่างมาสนับสนุน ซึ่งประเทศไทยเองก็ตั้งความหวังว่าจะเดินหน้าเพื่อไปให้ถึงจุดที่สามารถเป็นผู้นำให้กับประเทศอื่นๆ ได้อย่างไม่มีข้อกังขา

    จึงเกิดนโยบายของรัฐบาลชุดคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ออกมา ว่าต้องเร่งเดินหน้าประเทศไทยให้ไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้โดยเร็วที่สุด และเมื่อตัดสินใจอย่างนี้แล้ว ก็ต้องเตรียมพร้อมเพื่อจะปรับเปลี่ยนกันน่าดู ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันให้ความสนใจเพื่อให้การพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน

    ทั้งนี้ จึงเกิดคำว่า 4.0 ฟีเวอร์ เพราะว่าได้แพร่กระจายไปยังทุกๆ กลุ่มกิจกรรมของประเทศ จนเป็นกระแสที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งอย่างที่บอกว่ากว่าจะถึงจุดนั้น ต้องอาศัยอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาช่วย และคงหนีไม่พ้นการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงตัวบุคลากร ประเทศไทยจึงต้องมีพื้นที่ในการบ่มเพาะกิจกรรมดังกล่าว ครั้นจะอาศัยพื้นที่เดิมๆ ที่มีอยู่ก็จะไม่ถือว่าเป็นการพัฒนา

    ดังนั้น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor : EEC (อีอีซี) จึงเกิดขึ้น และถือว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งในโครงการดังกล่าวจะพัฒนาพื้นที่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ใหม่ รองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศไทย

    และจากหลักการแล้ว อีอีซีเป็นจุดเริ่มต้นการผลักดันไทยแลนด์ 4.0 แบบก้าวกระโดด โดยใช้คลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มรูปแบบ แถมยังสามารถเป็นตัวอย่างให้กับการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ได้ในอนาคต

    ด้านภารกิจหลักของอีอีซี แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ยกระดับความสำคัญของประเทศไทยในเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายเป็นฐานเชื่อมโยงกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม หรือที่เราเรียกว่าซีแอลเอ็มวี และบวกกับประเทศในอาเซียนอย่างจีน อินเดีย ให้เข้ากันกับประเทศไทย รวมทั้งให้เป็นฐานการผลิตและบริการชั้นนำของเอเชียด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยสุดท้ายต้องทำให้กรุงเทพฯ และอีอีซีเชื่อมต่อเป็นเขตเมืองที่อยู่อาศัยที่น่าอยู่ระดับแนวหน้าของเอเชียให้ได้

    2.ผลักดันการปรับโครงสร้างประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยการทำให้ประเทศไทยพ้นจากกับดักอัตรารายได้ของประชากรขั้นกลาง ภายใน 15 ปี ด้วยการลงทุนอย่างเต็มประสิทธิภาพ เต็มรูปแบบนโยบายประชารัฐ ซึ่งต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทุกกิจการ ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และท่องเที่ยว รวมถึงสร้างคนไทย 4.0 ด้วยการหลอมรวมการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ การผลิตใหม่ และธุรกิจแบบใหม่ๆ

    ในกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ 3 คือต้องสร้างประโยชน์ให้ประชาชนในพื้นที่ยกระดับรายได้ของครัวเรือนสู่กลุ่มรายได้ระดับสูง สร้างงานคุณภาพกว่า 100,000 ตำแหน่งต่อปี และให้มีโรงเรียน โรงพยาบาลระดับนานาชาติที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย พร้อมกับดูแลสิ่งแวดล้อมระดับสากลด้วยการผลิตสมัยใหม่ และมีกองทุนพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน

    ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนั้น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เคยกล่าวไว้ว่า "หากท่านสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ สร้างเครือข่าย สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ นำไปสู่การผลิต แล้วท่านรู้สึกว่าทำงานน้อยลง แต่ได้ผลผลิตที่มากขึ้น แบบนี้จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทย 4.0 เนื่องจากทุกประเทศในเอเชียแข่งขันกัน รับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ด้วยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ หากเราไม่ทำอีอีซี หรือทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยมีโอกาสที่จะกลายเป็นประเทศล้าหลังในเอเชียได้เกิน 10 ปี”

    ดังนั้น ในอนาคตหลายคนหวังว่าอีอีซีจะเป็นส่วนขยายสำคัญของกรุงเทพมหานคร ทำให้กลายเป็น “มหานครเต็มรูปแบบ” รองรับประชากรรวมกัน 25 ล้านคนเช่นเดียวกันมหานครของต่างประเทศ อาทิ โตเกียว เซี่ยงไฮ้ โซล และอินชอน

    ทั้งนี้ ภารกิจหลักในอีอีซีมีการวางเป้าลงทุน 4 กลุ่ม 5 โครงการหลัก และ 15 โครงการสำคัญ แบ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน แบ่งเป็นสนามบินอู่ตะเภา และอุตสาหกรรมอากาศยาน, ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ, ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3, ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3, รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออก, รถไฟทางคู่และทางหลวงสายใหม่ มอเตอร์เวย์

    กลุ่มที่ 2 ได้แก่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย แบ่งเป็นยานยนต์อัจฉริยะ อิเล็กทรอนิกส์ และหุ่นยนต์, ปิโตรเคมีขั้นสูง และอุตสาหกรรมชีวภาพ, เมดิคับฮับ (รักษาพยาบาล ยา อุปกรณ์การแพทย์) และอาหารแห่งอนาคต กลุ่มที่ 3 ได้แก่ ท่องเที่ยว โดยจะสนับสนุนการท่องเที่ยว บางแสน พัทยา สัตหีบ และระยอง กลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่ 4 คือการตั้งเป้าสร้างเมืองใหม่ ได้แก่ Global Business Hub / Free Economic Zone, พัฒนาเมืองใหม่ ฉะเชิงเทรา-พัทยา-ระยอง และระบบสาธารณูปโภค น้ำ-พลังงาน-ขยะ เมื่อรวมทั้ง 4 กลุ่มแล้ว จะเป็น 15 โครงการหลักที่เป็นภารกิจต้องพัฒนาในพื้นที่อีอีซี

    อย่างไรก็ตาม 5 โครงการหลัก คือ โครงการสำคัญที่พึ่งพิงกันและเชื่อมโยงกัน จะขาดโครงการใดโครงการหนึ่งไม่ได้ เพราะจะทำให้โครงการอื่นขาดทุน และอีอีซีล้มเหลว ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง อุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และ 3 เมืองใหม่ เพื่อรองรับประชากรจำนวนพอเหมาะที่จะทำให้การลงทุนอื่นๆ คุ้มทุน

    โดยรัฐบาลวางกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการลงทุนเอกชน ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมการลงทุน โดยมอบสิทธิพิเศษยกเว้นภาษีนิติบุคคล ไม่เกิน 13 ปี จากเดิม 8 ปี และ พ.ร.บ.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยยกเว้นภาษีนิติบุคคลไม่เกิด 15 ปี รวมทั้งมีกองทุนเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการช่วยเหลือดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา

    และ พ.ร.บ.พัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยมีแผนการลงทุนที่ต้องดำเนินการ รัฐลงทุน รัฐร่วมเอกชน รัฐให้เอกชนลงทุน และมีสิทธิประโยชน์จูงใจการลงทุนได้เต็มตามที่สำนักส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้เต็มที่ตามกองทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน, สิทธิประโยชน์การพัฒนาเมือง โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ ที่อยู่อาศัย, เช่าที่ดินราชพัสดุ 50+49 ปี, อนุมัติเข้าทำงานได้ 5 ปี

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทเอกชนที่ดำเนินการในด้านนี้ก็คงจะได้รับผลประโยชน์ไปเต็มๆ เนื่องจากรัฐบาลเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ ออกมาตรการดึงดูดนักลงทุนทั้งคนไทยและต่างชาติเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี โดยจะได้รับสิทธิพิเศษอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงภาษีนิติบุคคล การอำนวยความสะดวกสำหรับนักวิจัย เรื่องการให้วีซ่าอาศัยในประเทศ รวมถึงลดราคาการซื้อขายพื้นที่ ให้เกิดการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ต้องห่วงเลยว่าจะเป็นการคว้าน้ำเหลว

    นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวตอกย้ำว่าอีอีซีเป็นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศและเป็นยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับยุทธศาสตร์ชาติสอดคล้องกับแนวทางไทยแลนด์ 4.0 ที่ใช้แนวทางการดำเนินงานแบบประชารัฐ คาดหวังให้เป็นการยกระดับ (สปริงบอร์ด) ของการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ อีอีซียึดโยงกับไทยแลนด์ 4.0 โดยมี 4 มิติหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การพัฒนาคนให้มีความพร้อมที่จะก้าวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก 2.วิสาหกิจต้องสามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงแนวคิด แนวปฏิบัติยกระดับตนเองขึ้นมา 3.เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในเชิงกายภาพและเชิงพื้นที่ ซึ่งเน้นให้คนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์

    “ผมเชื่อมั่นว่าภายในระยะเวลา 5 ปี จะมีการลงทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นการลงทุนจากภาครัฐประมาณ 20% และอีก 80% จะเป็นของภาคเอกชน ซึ่งจะมีนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ” นายอุตตมกล่าว

    และล่าสุดได้มอบหมายให้ทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) จัดตั้งคณะทำงานเพื่อทำหน้าที่ชักจูงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศเพื่อดึงการลงทุนเข้ามายังระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ในการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 ที่เป้าหมายระยะยาวของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่าอีอีซีจะเป็นกลไกสำคัญในการที่จะก่อให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ของไทยอีกครั้ง

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่สนามบินอู่ตะเภา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

    โดยในวันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวถึงพื้นที่อีอีซี ว่าถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ไม่ติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง วันหน้าอาจจะมีระเบียงเศรษฐกิจภาคเหนือ ใต้ ออก ตก เชื่อมต่อด้านเศรษฐกิจกับประชาคมโลก วันนี้เรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัดแล้ว วันหน้าจะต้องเจริญเติบโตยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ยังได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง 3 ฉบับ ระหว่างกองทัพเรือ ผู้บริหารสนามบินอู่ตะเภา และหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคมในการประชุมคณะกรรมการอีอีซีจะพิจารณาการลงทุนโครง สร้างพื้นฐานและแผนการใช้พื้นที่

    โดยเฉพาะใน 2 โครงการหลัก คือ 1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา 2.การพัฒนารถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง ที่จะขยายเชื่อมต่อระหว่าง 3 สนามบินหลักของประเทศ ได้แก่ อู่ตะเภา สุวรรณภูมิ และดอนเมือง มูลค่าลงทุน 1.58 แสนล้านบาท รวม 2 โครงการ 3.58 แสนล้านบาท ยังมีการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 โครงการรถไฟทางคู่และพัฒนาเมืองใหม่ ที่จะรองรับการเติบโตเขตพื้นที่ จ.ชลบุรี

    ทั้งนี้ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภานั้น จะมีการผลักดันให้เป็นทั้งท่าอากาศยานเชิงพาณิชย์ และเป็นนิคมอุตสาหกรรมการบิน รวมถึงขยายการรองรับการเติบโตของการขนส่งทุกรูปแบบ ด้วยการขยายตัวของสนามบินอู่ตะเภาโดยได้กันพื้นที่ไว้ร่วม 2,000 ไร่ รองรับการขยายการลงทุนของสนามบิน ทั้งของภาครัฐ ทั้งกองทัพเรือ กระทรวงคมนาคมและภาคเอกชน เช่น บริษัท การบินไทยฯ งบลงทุน 20,000 ล้านบาท มีการขยายอาคารผู้โดยสารรองรับได้จาก 8 แสนคน/ปี เป็น 3 ล้านคน/ปี และจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาในระยะที่ 2 และ 3 เพื่อรองรับผู้ใช้งานสูงสุดในอนาคต 60 ล้านคน/ปี.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ๒๖ ตุลาคม........... ประชาชนใน ๖ ภาค คือ เหนือ ๙ อีสาน ๒๐ กลาง ๒๑ ตะวันออก ๗ ตะวันตก ๕ ใต้ ๑๔ รวม ๗๗ จังหวัด คงไม่สามารถเดินทางเข้ามาร่วมถวายพระเพลิงพระบรมศพ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ในกรุงเทพฯ ได้ทั้งหมด เหตุนั้น "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" จึงพระราชทานพระราชานุญาต ให้รัฐบาลจัดสร้าง "พระเมรุมาศจำลอง ๘๕ แห่ง" กระจายไปทั่วประเทศ
  • บทบรรณาธิการ

    การออกมายืนยันทั้งน้ำตาไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ต่อภาพการขึ้นขบวนรถแห่เชิญชวนให้ประชาชนชาวลาดปลาเค้าร่วมถวายดอกดาวเรือง เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีป้ายชื่อ "สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" แผ่นใหญ่ติดอยู่หน้ารถ
  • เอ็กซ์-ไซท์

    พบโพรงน้ำไหลเป็นทาง ใต้รอยแยกกลางชุมชนแม่เมาะ ขณะที่ดินทรุดตัวเพิ่มไม่หยุด ล่าสุดบางจุดลามเข้าตัวบ้าน ทำบ้านเรือนชาวบ้านแตกเพิ่ม แถมลามถึงพื้นที่การเกษตรอีก ผู้ว่าฯ สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม.ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เด็ดขาด นักธรณีวิทยานัดเจาะดินตรวจแล้ว
    ตำรวจภาค 3 สกัดยึดยาไอซ์ 508 กก.ขณะลำเลียงเข้ากรุง ผบ.ตร.เผยขบวนการยาเสพติดเปลี่ยนเส้นทางจากเหนือเข้าทางอีสานแทนหลังถูกสกัดอย่างหนัก ระบุยาไอซ์ล็อตนี้อยู่ไทยมูลค่า 1,000 ล้าน ถ้าหลุดไปต่างประเทศได้มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท
    กองสลากขู่อีกจับติดคุกกองสลากแก้ปัญหาหวยโก่งราคาไม่จบ งัดมาตรการใหม่จับปรับ 1 หมื่นจำคุก 1 เดือนพร้อมตัดโควตาห้ามจำหน่าย
  • x-cite inside

    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง
    ด้วยความเชื่อที่ว่าเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และมีพลังเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการประกวดผลงานเรื่อง "ความดี" ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในกิจกรรม "ดี 7 DAY ทำดี ทำได้ทุกวัน"