สัญญาคิงเพาเวอร์ ฉีกได้จริงหรือ?

  • Monday, May 22, 2017 - 00:00

    "คิงเพาเวอร์" ที่หลายคนรู้จักกันว่าเป็นร้านค้าให้บริการสินค้าปลอดภาษีในสนามบิน ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นข่าวดังต่อเนื่องมายาวนาน และล่าสุดคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้สรุปผลการศึกษาโครงการของรัฐที่เสียเปรียบเอกชน เรื่อง “การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้เกิดคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรให้แพร่หลายมากขึ้น”

    โดยมีข้อความที่มีความชัดเจน 5 ข้อถึงการทำผิดกฎหมายของบริษัทคิงพาวเวอร์ตั้งแต่ก่อนเป็นสัญญา เพราะมีการหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติร่วมทุนกับเอกชนมาตั้งแต่แรก, การจ่ายค่าตอบแทนรัฐที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และมีการขายสินค้าหลบเลี่ยงภาษี ยื่นเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา สั่งการ

    สำหรับทั้ง 5 ข้อนั้น ประกอบด้วย 1.เสนอให้ปลดผู้อำนวยการ บมจ.ท่าอากาศยานไทย และคณะกรรมการ ทอท.เพื่อให้ผู้บริหารชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าบริหารงาน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหาย และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ขณะเดียวกัน เพื่อการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่ถูกปกปิดมาโดยตลอดเวลา

    2.ยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ เพราะไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535, 3.บูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งของ ทอท. กรมศุลกากร และกรมสรรพากร เพื่อ ทอท.ได้รับส่วนแบ่งอย่างครบถ้วน และรัฐโดยกรมสรรพากร และกรมศุลกากรจะได้มีข้อมูลที่จะเรียกเก็บภาษีอากรอย่างถูกต้องและเป็นธรรม รวมถึงควบคุมป้องกันการลักลอบจำหน่ายสินค้าหนีภาษี

    4.ให้พิจารณาศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจทั้งหมด เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535, พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 103/7 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ป้องกันการทุจริตและเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เอกชน และการปฏิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ราชการและรายได้ของรัฐ

    5.กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดเก็บรายได้ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส เปิดเผย เป็นธรรม ไม่ให้ขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการเปิดเผยให้สาธารณชนรับทราบ

    อย่างไรก็ตาม การเข้าไปรื้อและศึกษาการทำสัญญาของการได้สัมปทานพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มคิงเพาเวอร์นั้น ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ที่ผ่านมาหลังจากที่มีการทำรัฐประหารในปี 2549 ก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ

    ข้อสรุปของการศึกษาครั้งนั้นก็ระบุชัดว่า การทำสัญญาสัมปทานของคิงเพาเวอร์ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินผิดเงื่อนไขสัญญา โดยเฉพาะการใช้พื้นที่เกินจากสัญญาที่กำหนดไว้ 20,000 ตารางเมตร แต่กลับใช้จริงถึง 25,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ ในด้านราคาสินค้าและอาหารยังแพงอย่างมหาศาล

    ซึ่งสิ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาเพียงแค่การลดราคาอาหารลง และหลังจากนั้นก็มีความพยายามศึกษาและสรุปอย่างชัดเจนว่า คิงเพาเวอร์ทำผิดเงื่อนไขสัญญา แต่สุดท้ายก็เอาไม่อยู่ เรื่องหายเงียบเข้ากลีบเมฆไป

    มาครั้งนี้ สปท.ยืนข้อสรุปผลการศึกษาโครงการของรัฐที่เสียเปรียบเอกชน ถึงมือนายกรัฐมนตรี ก็สรุปคล้ายกับทุกครั้งที่ผ่านมาเช่นกันว่า การทำสัญญาระหว่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทยกับกลุ่มคิงเพาเวอร์นั้น ทำให้รัฐเสียหาย และส่อไปในทางผิดกฎหมาย และเรียกร้องให้เลิกสัญญา

    ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็พร้อมรับข้อเสนอไว้พิจารณา แต่ก็ได้ชี้แจงไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อ สปท.เสนอขึ้นมา ก็จะรับไว้พิจารณา แต่จะทำอย่างไรก็ต้องดูกฎหมายและหลักการให้ชัดเจน ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครสนิทกับใคร หรือใครเป็นผู้มีอำนาจการเขียนข่าวแบบนี้ ถือว่าเลอะเทอะ โดยต้องใช้กฎหมายทั้งเรื่องของสัญญาและเรื่องอื่นๆ ก็จะต้องไปดู

    “การจะบอกเลิกสัญญา ทำอย่างไรก็ต้องไปดูให้ดี เพราะที่ผ่านมาไม่ได้ทำในสมัยรัฐบาลนี้ เมื่อถึงรัฐบาลนี้บอกว่าจะยกเลิกสัญญาก็ต้องไปดูว่าทำได้หรือไม่ ว่ากันตามกลไกทางกฎหมายไม่ใช่ว่าจะเข้าข้างใคร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลสรุปของ สปท.จะมีความชัดเจน ว่า การทำสัญญาระหว่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทยกับกลุ่มคิงเพาเวอร์นั้น ทำให้รัฐเสียหาย และส่อไปในทางผิดกฎหมาย แต่ในด้านของ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ฯ เองก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่า บมจ.ท่าอากาศยานไทย เปิด TOR เขียนสเปกไว้ชัดเจน ว่ารายใดเป็นผู้ชนะการประมูลสามารถทำจุดส่งมอบสินค้า หรือ “Pickup Counter” ได้แต่เพียงผู้เดียว ทุกคนทราบกติกาเป็นอย่างดี มาถึงวันนี้ต้องการให้เปลี่ยนกติกา ต้องรอให้สัญญาสิ้นสุดก่อน

    และแม้แต่ผู้บริหาร บมจ.ท่าอากาศานไทย ได้พยายามออกมาชี้แจงถึงการทำสัญญากับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ว่าได้ทำสัญญากับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย 2 สัญญาด้วยกัน

    โดยสัญญาที่ 1 ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ทอท.ชุดที่มี นายศรีสุข จันทรางศุ ในฐานะประธานบอร์ด ทอท.ขณะนั้น มีมติให้ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นผู้ชนะเงื่อนไขการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ที่สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินภูเก็ต, สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ และได้มีการลงนามในสัญญากับ ทอท. เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 มีอายุสัญญาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2548 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 และมีการขยายอายุสัญญา 2 ครั้ง รวม 4 ปี สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563

    สัญญาที่ 2 คือมาบอร์ด ทอท. ได้มีมติเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 ให้บริษัทคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการประกอบกิจการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ภายในอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิในพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการ และมีการขยายอายุสัญญา 2 ครั้ง รวม 4 ปี สิ้นสุดอายุสัญญาปี 2563

    การที่คิงเพาเวอร์ได้ต่อสัญญาหลังจากหมดอายุสัญญาในปี 2559 เป็น 2561 ในยุคนายปิยะพันธ์ จำปาสุต เป็นประธานกรรมการ และนายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ โดยอ้างเหตุว่าเพื่อเยียวยาจากเหตุพันธมิตรฯ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ 7 วัน

    ส่วนการต่อสัญญาครั้งที่ 2 ให้สิ้นสุดในปี 2563 ในยุคของที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานบอร์ด บมจ.ท่าอากาศยานไทย และนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย โดยระบุสาเหตุการต่อสัญญาว่า เศรษฐกิจโลกตกต่ำ การขยายสัญญารวม 3 ปีเป็นไปตามมาตรการเยียวยา

    โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของสายการบินได้ลดค่าแลนดิ้งปาร์กกิ้ง ซึ่งประเมินค่าเสียหาย 1,500 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณจะจ่ายชดเชย แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับเงินชดเชย กับในส่วนที่ ทอท.ต้องเยียวยาธุรกิจที่ไม่ใช่สายการบิน สำนักงบประมาณไม่ได้ให้งบประมาณ แต่ให้บอร์ด ทอท.ไปพิจารณา ผลสรุปจึงได้มีการขยายสัญญาเช่าเท่ากันหมดกับธุรกิจในสนามบินที่ไม่ใช่สายการบินเป็นระยะเวลา 3 ปี

    และสิ่งที่น่าจับตาคือ ในปลายปีนี้ ทอท.เตรียมเปิดประมูลสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากสัญญาสัมปทานการอนุญาตประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากร (Duty Free) และสัญญาบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ระหว่าง ทอท.กับกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จะสิ้นสุดลงในเดือน ก.ย.2563 งานนี้คงแข่งขันกันดุเดือดน่าดู

    ก็คงต้องมาดูกันว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าไปอย่างไร และบทสรุประหว่าง บมจ.ท่าอากาศยานไทย บริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น คิงพาวเวอร์ จะดำเนินต่อไปในทิศทางใด

    ต้องลุ้นกันว่ารัฐบาลจะกล้าพอที่จะฉีกสัญญาตามที่หลายๆ ฝ่ายเสนอหรือไม่ รวมถึงการเอาผิดกลุ่มคนหรือบุคคลที่ได้ถูกระบุไว้ในผลการศึกษาได้หรือไม่ หรือสุดท้ายจะหายเข้ากลีบเมฆไปอีกครั้ง และที่สำคัญสิ่งที่น่าจะรีบดำเนินการ คือ การเก็บกวาดบ้านตัวเอง ตรวจสอบบมจ.ท่าอากาศยานไทย ถึงการทำงานว่าโปร่งใสแค่ได้ ดีกว่าไปตรวจสอบคิงเพาเวอร์.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ๒๑ ตุลาคม วนมาอีกรอบ ถึงวันเกิดที ก็มานั่งนับอายุกันที หนังสือพิมพ์ก็เหมือนคน ไทยโพสต์ผ่านมาได้ ๒๑ ปี ขึ้นปีที่ ๒๒ ไม่ช้าไม่นาน ถ้าเป็นคนก็กำลังจะจบมหาวิทยาลัย ใกล้ได้เวลาย่างเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงาน อายุมากขึ้น มาพร้อมกับจำนวนครั้งการเต้นของหัวใจที่ลดลงเรื่อยๆ
  • บทบรรณาธิการ

    เห็นภาพประชาชนคนไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศแปรปรวนขนาดไหน ตั้งแต่ฝนตก น้ำท่วม แดดร้อน ก็ไม่มีปัญหาการกระทบกระทั่ง สร้างบรรยากาศที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง