"ศาสตร์พระราชา" ตำราแห่งชีวิต

  • Friday, December 23, 2016 - 20:54

    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2559

    สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน

    ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้รัฐมนตรี ซึ่งได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

    ในโอกาสนี้ผมขออัญเชิญกระแสพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร อันมีใจความสำคัญ เป็นสิริมงคลแก่คณะรัฐมนตรี และปวงพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ผมเห็นว่าพวกเราทุกคนควรได้ระลึกและรับใส่เกล้าใส่กระหม่อม น้อมนำไปสู่การปฏิบัติ สรุปใจความได้ว่า...

    “...ขอให้น้อมนำศาสตร์พระราชา” แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยให้ศึกษาวิเคราะห์พระราชดำริและแนวทางพระราชทานนานัปการ ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา รวมทั้ง พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาสำหรับประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน, การประกอบกิจการ และการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในความรับผิดชอบ รวมทั้งยึดถือเป็นแบบอย่างที่ดีในกิจวัตรประจำวัน อันจะเป็นสิริมงคล เป็นพระคุ้มครอง และเป็น “แสงสว่างนำทาง” ให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกคนตลอดไป

    เพื่อสนองพระราชปณิธาน และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทั้งปวง อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติงานใดๆ ย่อมมีปัญหา ย่อมมีอุปสรรค ก็ขอให้ปรึกษากัน หาข้อมูลที่ถูกต้อง และปฏิบัติด้วยความรอบคอบ ทันกาล เหมาะสมกับสถานการณ์และมีเหตุผล ทั้งนี้ ปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น นอกจากจะเป็นเสมือน “บททดสอบ บทเรียน” แล้ว ยังจะเป็นสิ่งที่ช่วย “เพิ่ม” ความสามารถให้กับเราทุกคนด้วย ดังนั้น ต้องมีความตั้งใจ มีขันติ มีความอดทน ตลอดจนมีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาปัญหาและแก้ไขให้รอบคอบ ก็จะได้ผลต่อประเทศ และเป็นบุญเป็นกุศลกับตนเองด้วย...” นะครับ

    “ศาสตร์พระราชา” ถือว่าเป็น “ตำราแห่งชีวิต” เพราะบันทึกจากประสบการณ์ จากการทรงงาน ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ทุกมิติ ผมขอชื่นชมสื่อทุกแขนงที่ได้นำเสนอในรูปแบบต่างๆ สู่สายตาประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ให้รับรู้เข้าใจได้ลึกซึ้งและถ่องแท้มากยิ่งขึ้น เพื่อสามารถน้อมนำไปสู่การปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

    ในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ และสัตว์ป่า โดยการน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ที่มีหลักการครอบคลุม “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” ไปประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาสมดุลและสร้างความยั่งยืนตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ผ่านมานั้น มีผลการดำเนินงานที่เป็น “รูปธรรม” กว่าอดีตที่ผ่านมามากพอสมควรนะครับ อาทิเช่น...

    1.ด้านป่าไม้ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์เพิ่มพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียว ตั้งเป้าหมายที่ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ใน 20 ปีข้างหน้า ด้วยมาตรการหลัก ได้แก่

    (1) การป้องกันการบุกรุกพื้นที่ “ป่าสมบูรณ์” จำนวน 102 ล้านไร่ ไม่ให้การบุกรุกป่าเกิดขึ้นอีกต่อไป ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง

    (2) การบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีอิทธิพลเพื่อทวงคืนผืนป่าและฟื้นฟูพื้นที่ป่า ปัจจุบันได้มีการยึดพื้นที่ป่าคืนแล้วราว 4.3 แสนไร่ นำมาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในการบริหารจัดการที่ดินซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่อย่างจำกัดนะครับ ให้เกิดความพอเพียงในอนาคต

    (3) การตั้งศูนย์ฟื้นฟู “ป่าต้นน้ำ” ในพื้นที่วิกฤติ 13 จังหวัด และป้องกันการบุกรุกพื้นที่ซ้ำ

    (4) การจัดตั้งพื้นที่ “ป่าชุมชน” 4,000 แห่ง เพื่อให้ประชาชนช่วยดูแลรักษาป่า และสามารถใช้ประโยชน์จากป่าได้อย่างเกื้อกูลกัน ร่วมกันปลูกป่า หรือทำให้ประชาชนได้ร่วมในการดูแลรักษาให้อยู่รอดได้ด้วยนะครับ

    (5) การส่งเสริมให้ปลูก “ป่าเศรษฐกิจ” เพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง ได้มีการลงทะเบียนสวนป่าผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็วและลดปัญหาการประพฤติมิชอบ .. และ

    (6) การแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่ “ป่าอนุรักษ์” ราว 6 ล้านไร่ ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 20 ปีนะครับ ด้วยการกำหนดกลุ่มและวิธีดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจนควบคู่กันไป สำคัญที่สุดนะครับ ประชาชนต้องเป็นหลักในการดูแลรักษาป่า ปลูกป่าเพิ่มเติมและใช้ประโยชน์ได้อย่างพอเพียงนะครับ

    2.ด้านการจัดการที่ดินสำหรับเกษตรกร และผู้ที่มีรายได้น้อยในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ โดยได้จัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกำหนดพื้นที่เป้าหมายในปี 2560 จำนวน 4 แสนกว่าไร่ ใน 52 จังหวัด ก็ขอให้รวมกลุ่มกันได้ด้วยนะครับ

    3.ด้านทรัพยากรน้ำประกอบด้วย (1) พื้นที่ในเขตชลประทาน โดยการพัฒนาระบบกระจายน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่เกษตรชลประทาน 1.4 ล้านไร่ และเกษตรบาดาล กว่า 3 แสนไร่ และ (2) พื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยการขุดลอก คู คลอง หนอง บึง ตามธรรมชาติ กว่า 700 แห่ง, การขุดเจาะบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร 1,700 บ่อ, การฟื้นฟูระบบบำบัดน้ำเสียขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่า 100 แห่งและการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำให้เป็นผู้บริหารจัดการและดูแลรักษาเอง เป็นต้นนะครับ เหล่านี้ต้องใช้เวลาในการที่จะต้องทำต่อไปนะครับ ไม่เพียงพอ

    และ 4.การดูแลเรื่องสัตว์ป่านะครับ ผลการดำเนินงาน ตามมาตรการต่างๆ ที่มีมาตรฐานสากล และเป็นที่ยอมรับ จากหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง จนมีผลตอบรับใน “เชิงบวก” ได้แก่ (1) กรณีของ “ม้าน้ำ” ประเทศไทยได้รับการถอดรายชื่อออกจากกระบวนการทบทวนมาตรการการค้า และ (2) กรณีของ “ช้าง” ประเทศไทยได้รับการเลื่อนสถานะที่ “ดีขึ้น” เกี่ยวกับการค้างาช้างผิดกฎหมาย ของ CITES เป็นต้นนะครับ

    ด้วยองค์ความรู้จาก “ศาสตร์พระราชา” สอนให้เรารู้ว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น นอกจากเราจะต้องรักษาสมดุล ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยจะต้องไม่มองข้าม “มิติสิ่งแวดล้อม” ด้วยแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการคือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ฐานราก” เหมือน “เสาเข็ม” ถึงแม้ไม่มีใครมองเห็น อาจถูกลืม แต่เป็นโครงสร้าง “พื้นฐานเริ่มแรก” ที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ชุมชน” ซึ่งเป็น “ฐานราก” ของประเทศนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงกำชับว่า “บทเรียนบทแรกก็คือ ให้ชาวบ้านเป็นครู” และให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้น “การระเบิดจากข้างใน” ซึ่งไม่ใช่การยัดเยียดจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ

    วันนี้ผมขอยกตัวอย่าง “ชุมชนบ้านหัวอ่าว” จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ “ต้นแบบ” ได้น้อมนำ “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” มาแก้ปัญหา “ร่วมกัน” ของชุมชน จากเดิมที่ดำรงชีวิตด้วย “วิถีเกษตรที่พึ่งพิงธรรมชาติ” แต่เพียงอย่างเดียว ปริมาณผลผลิตขึ้นอยู่กับดิน-ฟ้า-อากาศ รวมทั้งโรค-แมลง และศัตรูพืช ที่ผลักดันให้หันไปพึ่งพาปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ซึ่งนอกจากทำให้ต้นทุนการผลิตสูง กระทบต่อรายได้ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และการกู้เงินนอกระบบ จนบางครัวเรือนต้องขายที่ดินเพื่อปลดหนี้ ต้องเช่านาทำกิน แล้วยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โรคร้ายคุกคาม ร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน อายุสั้นลง และทรัพยากรดินเสื่อม แหล่งน้ำและอากาศเป็นพิษ

    แต่ภายหลังจากการรวมกลุ่มกันเองของชาวชุมชน จากกลุ่มเล็กๆ ขยายเป็นกลุ่มใหญ่ ด้วยการสนับสนุนจากกลไก “ประชารัฐ” เพิ่มเติมนะครับ ทำให้เกิดเป็นภาคีเครือข่าย ภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม มาร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง เริ่มจากการปฏิเสธปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง แล้วหันมาผลิตปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยไส้เดือน ทั้งผลิตใช้เอง และผลิตขาย นอกจากช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้สารเคมีต่างๆ แล้ว ยังลดค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 2,000–3,000 บาทต่อครัวเรือน

    ทั้งนี้ “ปัจจัยสู่ความสำเร็จ” ดังกล่าวประกอบไปด้วย (1) วิสัยทัศน์และการเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำ แกนนำ กรรมการหมู่บ้าน (2) ความร่วมแรง ร่วมใจ และความมุ่งมั่น รับผิดชอบในหน้าที่ และบทบาทของแต่ละคน (3) เวทีประชาคมที่เข้มแข็ง เน้นการมีส่วนร่วม รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุ่งให้การช่วยเหลือและร่วมแก้ปัญหา รวมทั้งความมีวินัยและเคร่งครัดในกฎกติกาของหมู่บ้าน และ (4) การใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือ ในการสานความสัมพันธ์ สมาชิกหมู่บ้าน ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย เข้าด้วยกัน เหล่านี้เป็นต้น

    จากตัวอย่าง “ชุมชนต้นแบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง” นี้ มีอีกคุณสมบัติสำคัญของชาวบ้านหัวอ่าว ก็คือ “ความใฝ่รู้” นิยมการแสวงหาความรู้ และการพัฒนาตนเอง ด้วย “การอ่าน” ทั้งจากหนังสือและสื่อโซเชียล ที่เป็นประโยชน์ ช่วยเพิ่มแนวคิด รับฟัง โต้ตอบ เสนอความคิดเห็น ไม่ใช่ฟังแต่คนอื่นอย่างเดียว แล้วไม่มีภูมิความรู้เป็นของตนเองเลยนะครับ มันก็ไม่เกิดการสื่อสาร 2 ทาง

    ดังนั้น ผมอยากสนับสนุนให้คนไทยทุกคน “รักการอ่าน” อันเป็นพื้นฐาน ในการสร้างแนวคิด เป็นคนมีเหตุมีผล ใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาของตนเองให้ลุล่วง เกิดความร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศในที่สุดนะครับ

    วันนี้นั้น ผมอยากจะแนะนำหนังสือชื่อ “คุณธรรม จริยธรรม กับศีลธรรม จากมุมมองของปรัชญา” ของ ศ.ดร.ทินพันธุ์ นาคะตะ ซึ่งกล่าวถึงความรู้จักผิดชอบชั่วดีของคน และการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาใด ล้วนมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผลในตัวเอง

    ในช่วงท้ายของหนังสือก็ได้กล่าวถึง “จรรยาบรรณ” ในอาชีพต่างๆ ของไทย ทั้งนักการเมือง, ข้าราชการ, ศาล, ตำรวจ, แพทย์, สื่อมวลชน, ครู-อาจารย์ ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีบทบาท หน้าที่ที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อสังคมทั้งสิ้น

    พี่น้องประชาชนทุกท่านครับ สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ ในวันนี้ก็คือ การพัฒนาตนเองไปสู่คนที่มีหลักการและเหตุผล ใช้สติปัญญาในการคิดวิเคราะห์ ใคร่ครวญ รู้จักแยกแยะ จัดกระบวนการคิดของตนเอง แยกให้เป็นกลุ่มความคิดต่างๆ อาทิเช่น สิ่งนี้ทำแล้วจะเกิดเป็นประโยชน์เพื่อใคร เพื่อตนเอง หรือเพื่อคนอื่น หรือเพื่อทั้ง 2 อย่าง

    หากถูกชี้นำโดยคนดีๆ ข้อมูลถูกต้อง ทุกอย่างก็จะเป็นคุณ แต่หากถูกชี้นำด้วยคนไม่ดี มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ กอปรกับมีวาระซ่อนเร้นแล้ว ก็จะนำไปในทางเสื่อมนะครับ เสียโอกาส สำหรับตนเองและส่วนรวมได้

    วันนี้ เราต้องช่วยกันคิดพิจารณาว่า ประเทศไทยของเรานั้นกำลังติดกับดักอะไรบ้าง และด้วยเหตุผลใดนะครับ อาทิเช่น...

    1.ความเคนชิน การไม่เคารพกฎหมาย ความไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบของสังคม การที่ชอบทำอะไรที่มักง่าย สบายๆ เป็นพวก “สะดวกนิยม” อาทิเช่น ขับรถสวนเลน, ข้ามถนนใต้สะพานลอย, จอดซื้อของในพื้นที่ห้ามจอด เหล่านี้เป็นต้นนะครับ มีหลายอย่าง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ ความเห็นแก่ตัวของคนบางคน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อคนอีกหลายคน รวมทั้งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูกหลานที่อยู่โดยรอบข้างด้วยนะครับ

    2.การทำความผิด โดยเลือกที่จะทำเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตน และความสะดวกรวดเร็ว เป็นต้น อาทิเช่น การยอมจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ฉ้อฉล เพื่อการอำนวยความสะดวก หรือให้ค่าตอบแทน ให้กับผู้ที่เรียกรับผลประโยชน์ในลักษณะสมยอม แล้วก็มาพูดให้ร้ายระบบ ให้ร้ายประเทศแบบนี้ ผมก็อยากจะถามว่า แล้วเราไปให้เขาทำไม ก็จะต้องมาร้องทุกข์ ร้องเรียน แจ้งความเอาผิดนะครับ ฉะนั้น ถ้าเรายังให้เขาอยู่ แล้วเรามาพูด มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ก็ขอให้มาร้องทุกข์ร้องเรียนนะครับ เราต้องเคารพตนเอง เคารพกติกา รู้จักรอ รู้จักอดทนเสียบ้างนะครับ ไม่งั้นเราก็โวยวายโทษแต่คนอื่นร่ำไป แต่พอตนเองได้รับประโยชน์ ก็ “เงียบเฉย” นะครับ

    3.พื้นฐานความรู้ การเรียนรู้ ที่ไม่เท่าเทียมกัน ด้วยการขาดโอกาส หรือเคยมีโอกาสแต่ก็ไม่ใส่ใจ หรือไม่รู้จักแสวงหาทั้งๆ ที่ความรู้มีอยู่รอบตัวนะครับ อย่างที่ผมบอกไปแล้ว ควรรับฟังคนอื่นเขาบ้าง ทั้งจากการศึกษาในห้องเรียน นอกห้องเรียน ในบ้าน วัด โรงเรียน ชุมชนต่างๆ เหล่านั้นนะครับ จากการอ่านหนังสือทั่วไป หนังสือพิมพ์ การดูโทรทัศน์ การฟังวิทยุ จากอินเทอร์เน็ต จากสื่อออนไลน์ เป็นต้น โดยเลือก “เสพความรู้” จากสื่อที่เชื่อถือได้ และแหล่งข้อมูลของทางราชการที่ “เป็นกลาง”

    รวมทั้งการตรวจสอบเพื่อยืนยัน “ความถูกต้อง” จากหลายๆ แหล่ง ก็จะทำให้เกิด “ปัญญา” โดยเฉพาะในเรื่องที่สำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเองและประเทศชาติ ถ้าพวกเราไม่สามารถทำได้ตามนี้แล้ว ก็เป็นการยากที่จะพัฒนาตนเอง รวมทั้งยากที่จะทำความเข้าใจกัน แล้วก็กลับนำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่ฟังกัน ผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับก็ไม่ได้รับเพราะไม่ได้ฟังนะครับ

    4.สมาธิไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนยาว บางคนมากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างกันไป ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือว่าถ้าไม่ใช่เรื่องของตนเองก็ไม่สนใจ ไม่ตั้งใจฟัง ก็ไม่รับฟัง ก็เลยไม่รับรู้ ว่าอะไรคืออะไร ในวันนี้นะครับ ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สิ่งใดที่เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องส่วนรวม ประชาธิปไตยที่ถูกต้องคืออะไร ถ้าเรายังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ “ลึกซึ้ง-ถ่องแท้” จะทำให้เราติด “กับดักประชาธิปไตย” เหมือนทุกวันนี้นะครับ ยังมีการถกเถียงกันไม่สิ้นสุด คงวนเวียนและเข้าใจเพียงแต่ว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเป็นหลัก

    มีหลายอย่างนะครับประกอบกัน เมื่อมีรัฐบาลแล้ว ก็จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือ ทวงสัญญาจากการหาเสียง หรือ “สัญญาว่าจะให้” โดยไม่ยอมสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง ชุมชน และสังคม มันก็จะเป็นช่องทางให้กับ “นักธุรกิจการเมือง” เข้ามาลงทุนนะครับ ผมหมายความถึงว่าที่ไม่ดีนะครับ อาจจะเข้ามาได้จากการเลือกตั้ง แล้วมีการกอบโกยผลกำไร ในอำนาจหน้าที่ เป็นความบกพร่องที่ผมพยายามให้สติกับสังคมไทยในวันนี้ และตลอดมานะครับ เพื่อให้คนไทยรู้จักพัฒนาตนเอง และพัฒนาประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับสังคมไทยร่วมกันนะครับ

    เราลองช่วยกันพิจารณาหาความแตกต่างในทางที่ดี ระหว่างวันนี้กับอดีตที่ผ่านมานะครับ ว่ามีอะไรดีขึ้นมาบ้าง อาจจะมีบางอย่างมากบ้าง น้อยบ้าง หรือกำลังเริ่มต้น อาทิเช่น...

    1.การพัฒนารถไฟไทย ซึ่งซบเซามานาน 60 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการสร้างเส้นทางเพิ่มเติม และ 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ รัฐบาลนี้ได้เดินหน้าจัดซื้อจัดจ้างขบวนรถด่วน 115 คันได้สำเร็จ ถูกกว่าวงเงินที่กำหนดไว้กว่า 300 ล้านบาท โดยทราบว่าขณะนี้รถไฟชั้นหนึ่งสายเหนือรุ่นใหม่นะครับ มีการจองตั๋วล่วงหน้าเต็มแล้ว 6 เดือน

    ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับปรุงรถไฟชั้นสามจำนวน 20 คัน และจะทยอยทำให้ครบ 148 คัน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้ บริการ ให้มีความสะดวก สบาย สะอาด ปลอดภัย แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในทุกเส้นทางนะครับ ในการที่จะเข้าถึงการบริการ ระบบขนส่งสาธารณะที่ดีมีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นการพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน

    สิ่งที่กำลังเดินหน้าต่อไปก็คือ 1.การพัฒนาทางคู่ให้ครบ 2,500 กว่ากิโลเมตร คือสวนไป-มาได้นะครับ เพื่อจะเพิ่มสัดส่วนทางคู่เป็น 60 เปอร์เซ็นต์ เราจะทำให้สะดวกรวดเร็วขึ้นนะครับ ไม่ต้องไปรอเวลารถสวนกัน

    2.การแก้ปัญหาจุดตัดรถไฟ 1,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ ด้วยอุโมงค์ทางข้าม ทางรอดและการติดตั้งสัญญาณไฟ ซึ่งวันนี้ก็มีเส้นทางที่เรียกว่านอกกฎหมายตัดเพิ่มเติมนะครับด้วยความเคยชินอยู่หลายเส้นทางเหมือนกัน และทำให้เกิดอันตรายต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ระหว่างรถไฟกับรถยนต์นะครับ

    และ 3.โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทางที่เชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับเมืองเศรษฐกิจหลัก 4 ภาค และจะเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอย่างที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้วนะครับ ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องมีการพูดคุยเจรจาหารือกันมากมายนะครับ จนกว่าจะได้ข้อยุติที่เป็นผลประโยชน์กับชาติให้มากที่สุด

    2.รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของพี่น้องแรงงานไทยโดยได้จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทยแล้ว 44 ศูนย์ และในปี 2560 จะตั้งเพิ่มอีก 43 ศูนย์ รวมเป็น 87 ศูนย์ ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เปิดช่องทางการสมัครงานได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งทางอินเทอร์เน็ต และแอปพลิเคชันบนมือถือ

    รวมทั้งการพัฒนารูปแบบการให้บริการ เพื่อช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้สะดวกรวดเร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และมีการเชื่อมโยงข้อมูลระบบสารสนเทศเกี่ยวกับ “ตำแหน่งงาน” ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน 2 ปีที่ผ่านมานั้น มีผู้สมัครงานกว่า 6 แสนคน มีงานทำตามที่ต้องการแล้วเกือบ 4 แสนคน สร้างรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    3.ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลนี้นะครับยังได้ใช้ความพยายามในทุกมิติ และกลไก “ประชารัฐ” นะครับเดินหน้านโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งทั้งคำว่า “ประชารัฐ” “ไทยแลนด์ 4.0” ก็มีความสงสัยอะไรต่างๆ มากมาย แต่ผมคิดว่าถ้าคนหวังดีกับประเทศชาติน่าจะเข้าใจนะครับ เว้นแต่เสียว่าคนเหล่านั้นไม่ต้องการจะเข้าใจ ฉะนั้นคิดง่ายๆ ก็คือ เราจะมุ่งส่งเสริมให้มีการลงทุนจากภายในประเทศ เพื่อจะทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นสำคัญ

    4.การกำหนดนโยบายบนพื้นฐานของ “ข้อมูลทางสถิติ” และ “ฐานข้อมูล” ที่รอบด้าน และเชื่อมโยงกัน ตลอดห่วงโซ่ อาทิเช่น การกำหนดแผนการผลิตและแผนการตลาดของ “ข้าว” สำหรับการบริหารจัดการ และกำหนดมาตรการต่างๆ รองรับนะครับ เพื่อป้องกันปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ล้นตลาด ขาดน้ำ เหล่านี้เป็นต้นนะครับ หลายอย่างพืชเศรษฐกิจอีกหลายตัวนะครับ ปีนี้ก็ถือว่าโชคดีบางอย่างก็ราคายังสูงอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องของการเพิ่มผลผลิต อาทิเช่น เรื่องของการลดพื้นที่การปลูกยางลงไป ทำให้ยางมีจำนวนน้อยลง เมื่อน้อยลงราคาก็สูงขึ้น ความต้องการทางตลาดก็มากขึ้น

    เพราะเขารู้ว่ายางมีน้อย แต่ถ้าทุกคนยังบิดเบือนกันไป ให้กลับมาปลูกกันใหม่ มันก็กลับมาที่เดิมนะครับ ยางก็มีปริมาณมากขึ้น เรียกว่าซัพพลายมากกว่าดีมานด์ ราคามันก็ตกเหมือนเดิม ฉะนั้นอย่าไปเชื่อคำบิดเบือน ผมเห็นหลายคนออกมาพูดเสียดายโอกาสที่โค่นต้นยางไปแล้ว ทำไมจะต้องกลับมาที่เดิม ผมไม่เข้าใจ อันนั้นความคิดของใครไม่ทราบ แต่ขอให้ไปทบทวนดูด้วย

    ในสถานการณ์การปลูกข้าว ปี 2559-2560 มีพื้นที่คาดการณ์รวม 70 ล้านไร่ แยกเป็น “รอบแรก” 58 ล้านไร่ ได้ผลผลิตราว 25 ล้านตัน “รอบที่ 2” พื้นที่เพาะปลูก 10 ล้านไร่ ปลูกข้าว 9.8 ล้านไร่ ผลผลิตราว 6 ล้านตัน ที่เหลือเราปรับเป็นปลูกพืชชนิดอื่น และ “รอบที่ 3” คาดการณ์ปลูกข้าว 0.5 ล้านไร่ พักการปลูก 0.5 ล้านไร่ เพื่อปรับปรุงพื้นที่นะครับ ปรับปรุงดิน เราจะรณรงค์ให้ชาวนามีการพักแปลงนา เพื่อจะฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นต้น ซึ่งหากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลและเข้าใจไม่คิดแบบเดิม หรือไม่ฟังคนอื่นที่ชักจูงให้กลับไปที่เก่า ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลนี้ ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้นอีก เช่นในอดีตที่ผ่านมา

    5.การให้ความสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตามนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน การให้บริการกับประชาชน อาทิเช่น พร้อมเพย์ ในการทำธุรกรรมการเงินภาครัฐ และ GAC ซึ่งเป็นศูนย์การ Application บนมือถือภาครัฐ เหล่านี้เป็นต้น ล่าสุดสำนักงานบัณฑิตราชสภาเป็นตัว Application ภาษาอาเซียน และหนังสือศัพท์ภาษาอาเซียน พร้อมปากกาอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการเตรียมพร้อมและการให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับภาษาและวัฒนธรรมในกลุ่มอาเซียน

    และ 6.การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านการกีฬาของประเทศ ตามแนวคิด กีฬาสร้างคน คนสร้างชาตินะครับ เห็นได้จากความสำเร็จก้าวแรกๆ ของโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐ อาทิเช่น สายฝน รัตนภานุ เด็กไทยมุสลิมจากจังหวัดยะลา ได้แชมป์มวยปูนเสือ เป็นผลผลิตจากค่ายมวยรัตนภานุของ ศอ.บต. ที่ใช้ยุทธศาสตร์ด้านการกีฬา สนับสนุนให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและป้องกันการถูกดึงไปเป็นแนวร่วมในการสร้างความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

    ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายในการปฏิรูปการกีฬาทุกมิติ อาทิเช่น

    1.การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยยกระดับจากสถาบันการพลศึกษา 17 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเริ่มต้นที่จังหวัดชลบุรีในเดือนสิงหาคมปีหน้า และสร้างความเชื่อมโยงกับโรงเรียนกีฬา 13 แห่ง ในการปูพื้นฐานอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง ตั้งเป้าการผลิตบุคลากรทางการกีฬาให้ได้ 4,500 คนต่อปี

    และ 2.การผลักดันแผนพัฒนาการกีฬาของประเทศระยะ 5 ปี 2560 ถึง 2564 ซึ่งนอกจากจะมุ่งพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของประชาชนคนไทยแล้ว ยังเป็นการปูพื้นฐานพัฒนากีฬาไทยสู่สากล การที่เราจะเป็น HUB การกีฬาของอาเซียน ทั้งในเรื่องของนักกีฬาอาชีพและสนามที่ใช้แข่งขันกีฬา รวมทั้งรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการกีฬาที่มีอัตราการเติบโต 3 เท่าของ GDP ในปี 2557 มีมูลค่ากว่า 8 หมื่น 1 พันล้านบาทอีกด้วย

    สิ่งเหล่านี้เราอาจไม่เคยสังเกต หรือไม่เคยสนใจติดตามอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับคนนู้นคนนี้บ้าง ต้องช่วยกันดูนะครับมันจะได้เกิดความร่วมมือ เพราะมันเป็นห่วงโซ่เดียวกันทั้งสิ้น ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการให้เกิดการวิวัฒนาการที่ดีของประเทศไทยของเรา ที่เราเรียกว่าเตรียมการปฏิรูปไปสู่อนาคต ในขณะที่สถานการณ์ภายนอกยังคงมี “พลวัต” และมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในลักษณะที่เป็น “คุณและโทษ” ต่อประเทศ และชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคนนะครับ

    ผมจึงอยากให้เรา “ทุกคน” พยายามสนใจในสิ่งที่อยู่รอบตัว ทั้งใกล้และไกลตัวของเราบ้าง ก็จะทราบความเป็นเหตุ-เป็นผลในแนวคิด แนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เพื่อพร้อมที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาและจะก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน โดยขอให้เลิกพูดว่า “ธุระไม่ใช่” ไม่เห็นได้ประโยชน์ เลิกเรียกร้องแต่สิทธิ โดยไม่รู้จักหน้าที่ เลิกปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติหรือของคนอื่นเลย ประเทศชาติของเรานั้นจึงจะมีอนาคต ประชาชนจึงจะมีความสุขได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

    พี่น้องประชาชนครับ

    หากท่านกำลังหาของขวัญปีใหม่เป็นสินค้าพื้นบ้านแบบไทย หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในปัจจุบัน ผมขอแนะนำงาน OTOP CITY 2016 นะครับของขวัญภูมิปัญญาไทยใต้ร่มพระบารมี ตั้งแต่วันที่ 18-26 ธันวาคมศกนี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งมีทั้งสินค้า OTOP ที่ไปสู่ระดับสากล ได้แก่ OTOP คลาสสิก, OTOP ระดับ 4 ดาว และ 5 ดาวจากทั่วประเทศกว่า 30,000 รายการ

    OTOP พรีเมียม ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกต่างประเทศ และ OTOP Best seller เป็นสินค้าขายดีย้อนหลัง 5 ปี รวมทั้ง สินค้าดีจาก 76 จังหวัด มาจำหน่ายในที่เดียวกัน ทั้งนี้ ท่านสามารถนำใบกำกับภาษีไปลดหย่อนภาษีได้ตามนโยบาย “ช็อปช่วยชาติ” ขณะนี้รัฐบาลได้นำ OTOP ชุดที่ 2 ขึ้นจำหน่ายบนเครื่องบินอีกด้วยนะครับ

    สุดท้ายนี้ผมอยากฝากเกร็ดความรู้ การดูแลสุขภาพช่วงหน้าหนาวนี้ โดยพี่น้องประชาชนสามารถดูแลความอบอุ่นของร่างกายได้จาก

    (1) การรับประทานอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ

    (2) การกิน ดื่ม ผลิตภัณฑ์จากพืชสมุนไพรไทย ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น พริก ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักชี กระเทียม หอมแดง เหล่านี้เป็นต้นนะครับ จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้อาการหนาวชาบริเวณปลายมือและปลายเท้าลดลง

    (3) การรับประทานผัก ผลไม้ สมุนไพรรสเปรี้ยว เช่น มะนาว ใบชะมวง ยอดผักติ้ว สับปะรด มะขามป้อม มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอ ทำให้ชุ่มคอ ขอให้ศึกษาวิธีใช้อย่างระมัดระวังนะครับ เอาไปประกอบอาหาร เอาไปรับประทาน ที่มีคุณสมบัติตรวจสอบผ่าน อย.มาแล้วนะครับ จะมีฉลากติดที่ขวด ก็คำแนะนำตามนั้น ใช้ตามนั้นนะครับ

    นอกจากนั้นแล้ว เราจะต้องรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 หมู่ มีการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญคือการรักษาความอบอุ่นร่างกาย สวมเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าหนาๆ ห่มผ้าหนา หรือใช้กระเป๋าน้ำร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย ไม่ไปหาวิธีการอื่น อาทิเช่น ดื่มเหล้าแก้หนาวแล้วก็แข็งตายนะครับ รับประทานมากเกินไปด้วย ร่างกายก็ไม่แข็งแรงอยู่ ก็อาจจะเพราะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจวาย เสียชีวิตได้นะครับ

    เราเห็นเป็นตัวอย่างหลายปีมาแล้ว ตลอดมารวมทั้งให้ระมัดระวังการก่อไฟ ผิงไฟ โดยไม่จำเป็น อย่าให้เกิดอุบัติเหตุนะครับ เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและผู้อื่น ด้วยความห่วงใย

    ขอบคุณครับ ขอให้ “ทุกคน” มีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ.

  • เปลว สีเงิน

    "คดีครูจอมทรัพย์"..........! หลังคำพิพากษาศาลฎีกา "ยกคำร้อง" เมื่อ ๑๗ พ.ย.๖๐ ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตามมา คือ "ดรามาหน้าจอ" หายเงียบ ไม่เพียงหน้าจอ ตามเพจ ตามออนไลน์ ก็หายไปจาก fb ด้วยเหมือนกัน สะท้อนความน่าห่วงที่หลบซ่อนอยู่อย่างหนึ่ง คือ โลกมาถึงวันนี้แล้ว
  • บทบรรณาธิการ

    สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดย ป.ป.ช.ได้กำหนดกรอบการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสออกเป็น 5 ดัชนี
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ขณะไปตรวจรถชนกันคนขับวัย71อ้างตาไม่ดีดาบตำรวจนำกำลังไปตรวจสอบคดีรถชนกันในตัวเมืองชัยภูมิ เฒ่าวัย 71 ซิ่งกระบะฝ่าสัญญาณไฟพุ่งชนเต็มแรงแล้วลากร่างไปไกลสุดที่จะยื้อชีวิต
    ตูนซึ้งใจกราบคุณตาขาขาดวัย 90 ปีที่เจียดเบี้ยยังชีพคนพิการสมทบก้าวคนละก้าว ด้านเชษฐ์สไมล์บัฟฟาโลออกวิ่งในเมืองชลหาทุนให้อีกกว่า 5 แสนบาท
    เครื่องเล่นโมบายปลาหมึกยักษ์ในงานนมัส การพระสมุทรเจดีย์โค่นลงมาทั้งยวง ทำเอาผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นไปนั่งบาดเจ็บไปตามๆ รมต.ออมสินรีบไปตรวจสอบ พบไม่ได้ขออนุญาต
  • x-cite inside

    ได้รับทั้งเสียงปรบมือและยอดบริจาคท่วมท้นสำหรับโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” จากเบตงสู่แม่สาย ของ พี่ตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย ศิลปินวงบอดี้สแลม กับภารกิจเพื่อสังคมที่ได้รับคำชื่นชมอย่างมากมาย ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นไม่ใช่ไอดอลของวัยรุ่นที่สลัดไมค์ร้องเพลงมาเป็นทำงานจิตอาสา
    ณ ตอนนี้เข้าไปท่องโลกออนไลน์ จะมีรายการแชร์และส่งต่อ ขอความช่วยเหลือพี่น้องผองไทย!! ช่วยกันโหวตให้ "มารีญา พูลเลิศลาภ" ตัวแทนสาวไทยในการประกวดนางงามจักรวาลปี 2017
    ในยุคนี้ความเชื่อว่าเด็กจะเก่งต้องมุ่งเน้นแต่เรียนอย่างเดียวอาจตกยุคไปแล้ว เพราะงานวิจัยต่างๆ จากทั่วโลกพบว่า หากพวกเขาได้ทำกิจกรรมทางกายด้วยการออกมาเล่น (Active Play) หรือออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 60 นาที จะทำให้พัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่จดจ่อมุ่งแต่นั่งเรียนในห้องเพียงอย่างเดียว