ยุทธศาสตร์ชาติ ทำไมต้อง 20 ปี?

  • Sunday, April 30, 2017 - 00:00


    ..ยุทธศาสตร์ต้องเป็นเรื่องระยะยาว อย่างน้อยก็ต้อง 10 ปีขึ้นไป กรอบที่วางไว้ดูแล้วไม่ถือว่านานเกินไป..จะไปต่ออะไรกับ คสช.ได้อย่างไร เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น...นายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งจะได้ประโยชน์ด้วยซ้ำไป

    ผู้นำเหล่าทัพก็จะไปเป็น ส.ว.โดยตำแหน่งใน ส.ว.ชุดแรกอยู่แล้ว หากกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศไม่ถูกต้อง ผู้นำทหารเหล่านี้ก็สามารถเบรกได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้นำเหล่าทัพไม่ได้มาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลอะไรเลย แต่จะดีกว่าหากจะให้คนที่มีความรู้ตรงด้านต่างๆ มาทำหน้าที่กรรมการจะเกิดประโยชน์มากกว่า

    บิ๊กทหารนั่ง กก.ยุทธศาสตร์ฯ
    ต่อท่อ คสช.?

    นอกจากร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.กรรมการการเลือกตั้ง อันเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณาออกมาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง เวลานี้ยังมีร่าง พ.ร.บ.สำคัญอีก 2 ฉบับที่ สนช.กำลังเร่งพิจารณาอยู่ คือร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่แม้ไม่ใช่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน. แต่ก็เป็นร่าง พ.ร.บ.ที่ต้องออกมาเพื่อรองรับบทบัญญัติใน รธน.ว่าด้วยการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ

    “พลเอกสุชาติ หนองบัว สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ....สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” ปูพื้นที่มาที่ไปของการที่ต้องมีร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติฯ ว่า ยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่ต้องมีการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่บัญญัติไว้ในหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ 65 ที่บัญญัติว่า

    “รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทําแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
    การจัดทํา การกําหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึงด้วย”

    โดยขณะนี้ หลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้น โดย สนช.จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน 60 วัน คือไม่เกินช่วง 20 มิถุนายน

    โดยในเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาตินั้น ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเขียนไว้ว่า ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรองประธานคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยจะมีเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะไปทำกรอบยุทธศาสตร์

    เป้าหมายที่ต้องมียุทธศาสตร์ชาติ ก็เพื่อทำอย่างไรให้ประเทศมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้หลักที่เขียนไว้ เช่น เศรษฐกิจพอเพียง โดยเรื่องยุทธศาสตร์ในภาคเอกชนก็มีอยู่ แต่เรียกว่ากลยุทธ์ โดยเมื่อมียุทธศาสตร์ชาติ ก็จะทำให้ประเทศเดินไปตามแผนยุทธศาสตร์ ที่เขียนโดยคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่ตั้งโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ไปร่างแผนยุทธศาสตร์ขึ้นมาในอนาคต โดยทุกอย่างก็จะมีกรอบเวลาในการดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาตร์ชาติ

    พลเอกสุชาติ กล่าวต่อไปว่า ประเทศเราที่ผ่านมายังไม่เคยมียุทธศาสตร์ชาติ แต่ในส่วนราชการ ก็มีแผนยุทธศาสตร์มีการทำกันแล้ว เช่น ด้านความมั่นคง ก็มียุทธศาสตร์ความมั่นคง ด้านสาธารณสุข ก็มียุทธศาสตร์ด้านการรักษาพยาบาล อย่างกองทัพ ก็มีเรียกว่า ยุทธศาสตร์กลาโหม

    เรื่องยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ว่าเขียนออกมาให้ทำภายใน 1 ปี - 2 ปี แต่ต้อง 10 ปี 15 ปี 20 ปี วางระยะยาว เช่น เป้าหมายของ 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอะไร มีวิสัยทัศน์อย่างไร เมื่อแผนยุทธศาสตร์ชาติเสร็จ ส่วนราชการต่างๆ ก็ต้องทำให้สอดคล้องในกรอบเดียวกัน ประชาชนจะได้รู้ว่าอนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร

    ยุทธศาสตร์ชาติก็คือ เป้าหมายในการพัฒนาประเทศชาติ เหมือนกับแผนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพครอบครัว ที่คนเราทุกคนก็ต้องมีแผนว่าจะพัฒนาตัวบุคคล พัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัวอย่างไร

    เรื่องนี้ทุกภาคส่วนก็ต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้เข้าใจได้ว่าหากประเทศไม่มียุทธศาสตร์ชาติ ผลเสียจะเป็นอย่างไร มียุทธศาสตร์ชาติ แล้วมีผลดีอย่างไร

    "หากมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะทำให้เราพอรู้ได้เลยว่า ในอีก 15 ปี 20 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร

    ถามว่าแผนยุทธศาสตร์ชาติ แก้ไขได้หรือไม่ พบว่าในร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติที่ส่งมาให้ สนช.ก็เขียนไว้ว่า ทุก 5 ปี ให้มีการทบทวน หรือสถานการณ์ ปัจจัย สภาวะแวดล้อมต่างๆ ของโลกหรือของประเทศเปลี่ยนแปลงไป ก็เขียนไว้ว่าให้มีการพิจารณาทบทวนได้ เช่น หากเห็นว่าทิศทางแบบนี้ไม่ถูก ก็ให้กลับมาทิศทางอีกแบบ"

    ถามถึงว่าที่ผ่านมา การที่ประเทศไทยไม่มีแผนยุทธศาสตร์ทำให้ประเทศเสียโอกาสด้านต่างๆ ไปหรือไม่ พลเอกสุชาติ ระบุว่า เสียโอกาสเยอะ ในความคิดเห็นของผมก็คือ เช่น แทนที่ประชาชนจะได้เห็นได้ว่า อีก 20 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่กลายเป็นว่า อ้าวปีนี้มี ปีหน้าไม่มี เพราะเมื่อการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ผลประโยชน์เป็นของกลุ่มของกลุ่มบุคคล ซึ่งควรจะต้องทำอย่างไรให้ผลประโยชน์เป็นของปวงชนชาวไทย ของประเทศชาติมากที่สุด โดยประชาชนมีส่วนร่วม

    ที่ผ่านมาเป็นเรื่องของนโยบายแต่ละพรรคการเมืองว่าจะทำอะไร ยกตัวอย่าง บางจังหวัด มีถนนเต็มไปหมด ผมเคยเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีของ สนช. ก็เห็นเรื่องการสร้างถนนเสนอมากันจนเกินความจำเป็น แต่กลับพบว่าบางจังหวัดกลับไม่มี แบบนี้ยุทธศาสตร์ก็ต้องกำหนดไว้ในแผนงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบว่าพอแล้ว เอางบตรงนั้นไปทำอย่างอื่นให้ประชาชนดีกว่า เพราะบางทีมันก็อาจเกิดช่องโหว่ในการคอร์รัปชันหรือการทุจริตได้

    ในภาพรวมของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ การจะไปทำอะไรเรื่องนี้ จะทำอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องทำให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ ได้รู้เห็น ต้องเปิดเผยข้อมูล

    ขอยกตัวอย่างเช่น ผมที่เป็นบอร์ดการเคหะแห่งชาติ เป็นประธานคณะกรรมการการมีส่วนร่วมของแฟลตดินแดง ซึ่งทางบอร์ดการเคหะแห่งชาติคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้มีการฟื้นชุมชนดินแดงขึ้นมา ก็มีการทำแผนระยะยาว 8 ปี เช่น การไม่ให้มียาเสพติด การจัดระเบียบพื้นที่บริเวณแฟลตดินแดง มีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณที่จะใช้ ให้ประชาชนรับรู้หมดทุกอย่าง ทำให้เขาได้รับรู้ว่าเขาจะได้ประโยชน์อย่างไร เช่น การสร้างศูนย์ให้กับผู้สูงวัย จนสุดท้ายโครงการก็ได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากประชาชนมาตลอด

    อันนี้ก็ยกตัวอย่างให้เห็นภาพของการมียุทธศาสตร์ เพราะอย่างของการเคหะแห่งชาติ แค่ 8 ปี แต่ต่อไปหากมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็จะได้เห็นว่าแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ทำให้ทุกฝ่าย หน่วยราชการ ก็ดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ซึ่งก็จะมีเรื่องของงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานรัฐแต่ละกระทรวงที่จะต้องทำให้สอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการทำงานให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าปีนี้ทำแล้ว ปีหน้าก็เลิก สุดท้ายคือทำให้สูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ ประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเท่าใดนัก

    ส่วนรายละเอียดเรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ รายละเอียดคงต้องให้คณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้พิจารณาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ สมัย สนช.เคยลงพื้นที่ต่างจังหวัด ไปพบปะประชาชน ก็พบว่า เรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นเรื่องที่ประชาชนยังไม่ค่อยเข้าใจ มีการถามว่า ยุทธศาสตร์อะไร ก็อยากให้ประชาชนเข้าใจรับรู้เรื่องนี้ เพราะหากประชาชนรับทราบเขาก็จะเกิดความมั่นใจ ขอเพียงอย่ามีอคติกันก่อน

    พลเอกสุชาติ กล่าวด้วยว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติมีความแตกต่างจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพราะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นเพียงกรอบเท่านั้น เมื่อหมดไปก็อาจมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อครบ 5 ปี ดูแล้วแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็คงมีการนำไปไว้ในแผนยุทธศาสตร์ อันจะสังเกตได้ว่าในร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติที่กำลังพิจารณาก็มีการมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้ามามีส่วนร่วมทำแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ คือแทนที่จะมองไปแค่ 5 ปีข้างหน้า ก็ให้มองไปยาวกว่านั้น ให้มีการต่อยอดกันไปเลยให้ครอบคลุม ให้เห็นกรอบวิสัยทัศน์ของประเทศ

    เช่น หากต้องการให้ประเทศเป็น Hub ด้านการสาธารณสุข การรักษาพยาบาล หรือเป็น hub ด้านการขนส่งทางอากาศของเอเชีย ก็ต้องทำให้ไปถึงจุดนั้นให้ได้ พรรคใดพรรคหนึ่งก็ควรที่จะมาทำให้เป็นไปตามกรอบ ที่หมายถึงว่า หากนโยบายของพรรคการเมืองใด สอดคล้องกับกรอบแผนพัฒนาประเทศ มันก็ทำให้เกิดความต่อเนื่อง โดยที่แม้การเมืองต่อไปจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ให้นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เพราะหากทำโดยให้เป็นเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันก็ไม่สำเร็จ ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีการทำๆ กันไปแล้วก็หยุด

    เรื่องแบบนี้ ต่างประเทศเขาก็มี เช่น ในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย เช่น บางประเทศวางไว้ว่าจะให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือ ในอีก 10 ปีข้างหน้า 15 ปีข้างหน้า

    - แต่ก็มีเสียงทักท้วงว่าที่จะให้เขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติภายใต้กรอบระยะยาว 20 ปี มันยาวไป แม้จะมีการเขียนให้ทบทวนปรับปรุงได้ทุก 5 ปีก็ตาม?

    ยุทธศาสตร์ต้องเป็นเรื่องระยะยาว อย่างน้อยก็ต้อง 10 ปีขึ้นไป กรอบที่วางไว้ดูแล้วไม่ถือว่านานเกินไป เพราะก็เขียนว่าให้มีการเปลี่ยนแปลงได้ เท่าที่ทราบผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงคณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ”ป.ย.ป” เขาก็มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนอยู่เรื่อยๆ ในเวลานี้ โดยมีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนมาแล้วส่วนหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับ รธน.มาตรา 77 ในเรื่องการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นการปูพื้นให้ประชาชนเข้าใจก่อน เช่น ยุทธศาสตร์ชาติคืออะไร ซึ่งก็จะโยงไปยังกระบวนการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อีกเช่น การให้มีคณะกรรมการปฏิรูป การจัดทำแผนปฏิรูปที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ที่ก็จะมีการนำข้อเสนอการปฏิรูปจากฝ่ายต่างๆ เช่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ รัฐบาลก็คงกำลังพิจารณาอยู่ว่าอันไหนที่ดี ก็อาจมีการเริ่มนำมาพิจารณาดำเนินการ

    ในร่างเขียนไว้ว่าให้สามารถทบทวนได้ทุก 5 ปี หรือสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้บอกเฉพาะแค่ว่าให้ทำทุก 5 ปี ซึ่งปีเดียวก็อาจทำได้ เช่นปีเดียวมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เช่น สภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ก็อาจเห็นว่าที่บอกจะให้ทำระยะยาว ก็อาจต้องสั้นกว่านี้ แต่ทาง กมธ.ก็ต้องมาดูรายละเอียดกันต่อไป

    ถามความเห็นในฐานะเป็น สนช.และเป็นอดีตนายทหาร มองอย่างไรกับเสียงวิจารณ์และความเห็นที่ออกมาจากบางฝ่ายว่าไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ ที่ให้ผู้นำเหล่าทัพมาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่ง พลเอกสุชาติ-อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก มองว่า ข้อดีของเรื่องนี้ก็คือ ก็สามารถไปให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอเเนะ ไปร่วมหารือร่วมกันกับคณะกรรมการที่มีทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ก็จะได้รับทราบข้อมูล ก็จะได้มาคุยกัน มาให้ข้อมูล มาร่วมกันคิด

    คือทหารมีสถาบันการศึกษา มีการศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์มาก แล้วเรื่องยุทธศาสตร์ ทหารเขาเรียนกันมานานแล้ว อย่างวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ที่มีผู้เข้ารับการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ก็สอนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ของทหาร มีส่วนราชการที่เกี่ยวเนื่องกับยุทธศาสตร์ก็เยอะ ที่มีการระดมความคิดเห็นจากคนหลายส่วน รวมถึงภาคเอกชน เพื่อมาร่วมกำหนดทิศทาง

    ทหารเขาก็จะรู้เรื่องยุทธศาสตร์อยู่แล้ว เพราะทหารมีการศึกษาเรื่องยุทธศาสตร์กันมา โดยเฉพาะด้านความมั่นคง ยุทธศาสตร์กลาโหม ที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว เช่น 10 ปี อย่างยุทธศาสตร์กลาโหม ก็เช่น โครงสร้างของหน่วย จะปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน่วยอย่างไร ก็มียุทธศาสตร์ระยะยาวว่าจะปรับเปลี่ยนอย่างไร โดยก็ต้องดูนโยบายของรัฐบาลด้วย เช่น หากมีนโยบายลดขนาดกำลังพล มีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ก็จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ซึ่งในหน่วยด้านความมั่นคงแทบทุกหน่วย จะมียุทธศาสตร์ ส่วนภาคอื่นๆ เช่น ด้านธนาคาร เขาก็มียุทธศาสตร์ระดับประเทศของเขา เช่นเดียวกับหอการค้า เขาก็มียุทธศาสตร์ของเขา ซึ่งเมื่อทำออกมาแล้ว ในร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ ก็ให้มีการตรวจสอบติดตามการทำตามยุทธศาสตร์ไว้ด้วย

    และหากดูในร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ก็มีการเขียนให้ตัวแทนบุคคลจากหลายฝ่ายมาร่วมเป็นกรรมการ เช่น ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประธานสมาคมธนาคารไทย ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ คนเรายังมียุทธศาสตร์ของชีวิต เช่น จะให้ครอบครัวเราเป็นอย่างไร ตัวเรา ชีวิตเราจะเป็นอย่างไร เราต้องวางแผนชีวิตจะเป็นไปอย่างไร แต่รายละเอียดเรื่องโครงสร้างตรงนี้ ทาง กมธ.ก็จะไปพิจารณาต่อไปเมื่อไปถึงหมวดและมาตราดังกล่าว

    ผมคิดว่าที่ผ่านมา หน่วยงานด้านความมั่นคง เขาก็ไปคลุกคลี ไปช่วยเหลือิประชาชนอะไรมาก ประชาชนเขาเข้าใจ คือหากไปทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ผมว่าประชาชนเข้าใจหมดว่า แล้วจะมีผลดีอย่างไร

    - เรื่องที่มาของคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติ จำนวนไม่เกิน 14 คน ที่ตั้งโดยกรรมการยุทธศาสตร์ฯ ไม่มีการเขียนรายละเอียดที่ชัดเจนถึงที่มาที่ไปว่าจะมีหลักเกณฑ์การเลือกแต่งตั้งจากไหนอย่างไร?

    ในร่าง พ.ร.บ.มีการเขียนไว้ว่า ให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้ตั้งให้ครอบคลุมจากหลายสาขา เท่าที่ดูรายละเอียดตรงนี้ที่ยังไม่มี อาจเพราะเขายังไม่รู้ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการแก้ไขปรับปรุงอะไรหรือไม่ หลักการพิจารณาตอนนี้ต้องดูกรอบกว้างๆ ก่อน ว่าจะให้กรอบทิศทางประเทศไปทางไหน แล้วค่อยไปดูรายละเอียดอื่นๆ ที่คงเป็นเรื่องของกรรมการยุทธศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

    พลเอกสุชาติ-โฆษก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ยังได้กล่าวถึงกรณีข้อทักท้วงของ สนช.ที่เป็นห่วงเรื่องนี้ว่า ในร่างที่เขียนว่าหากมีหน่วยงานไหน ไม่ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ ให้กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์สามารถยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้เอาผิดได้ สนช.เกรงจะเกิดการกลั่นแกล้งอะไรกันขึ้น โดยย้ำว่า เรื่องนี้เมื่อ กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาถึงมาตรานี้ เราก็จะไปดูว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดช่องว่างในการที่จะไปกลั่นแกล้งกัน ไม่ให้มีอคติต่อกัน ไม่ใช่ว่าไม่ชอบกัน แล้วทำอะไรก็ผิดตลอด ทาง กมธ.ก็ฟังข้อมูลจากการอภิปรายในสภาฯ เป็นข้อคิด ข้อสังเกต มุมมองหลายมุมมอง เช่น หากจะมีการกลั่นแกล้งกัน แบบนี้ก็ไม่ได้ ก็ต้องไปดูว่าจะทำกันอย่างไร

    ทาง กมธ.ก็จะรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เพื่อไปเขียนร่าง พ.ร.บ.ออกมาให้เป็นที่ยอมรับ เพราะ พ.ร.บ.ฉบับไหนออกมาแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ มันไม่ได้ จะไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมาย
    - ก็ยังมีการพูดกันว่าแผนยุทธศาสตร์ อะไรต่างๆ จะเป็นการต่อท่อให้ คสช.?

    ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่ จะไปต่ออะไรกับ คสช.ได้อย่างไร เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น มีนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หลังเลือกตั้งท่านนั้นจะได้ประโยชน์ด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อไปเป็นประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะมีพวกปลัดกระทรวง จะมี ผบ.เหล่าทัพ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ตำแหน่งตามที่กล่าวไว้ ปฏิบัติหน้าที่วุฒิสมาชิกด้วย เป็นกรรมการให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอเเนะกับนายกรัฐมนตรี เมื่อมีแผนยุทธศาสตร์ ก็จะให้ช่วยด้านต่างๆ เช่น ยุทธศาสตร์ความมั่นคงตามแนวชายแดน นายกฯ ก็จะได้ขอให้มาช่วยดู ก็ได้เกิดการพูดคุยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เมื่อมียุทธศาสตร์ชาติแล้ว จะมีผลดีต่อทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ จะได้เกิดการร่วมมือกันด้านต่างๆ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ทำเพื่อประชาชนให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ที่มีเป้าหมายคือ มั่นคง มั่งคั่ง เเละยั่งยืน

    ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
    มีทั้งจุดอ่อน-จุดแข็ง

    ด้านมุมมองของฝ่ายการเมืองต่อร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ วิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยออกมาท้วงติงไม่เห็นด้วยในบางประเด็น โดยเฉพาะการให้ผู้นำเหล่าทัพมาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติโดยตำแหน่ง ทั้งปลัดกระทรวงกลาโหม, ผบ.ทบ., ผบ.สส., ผบ.ทอ.และ ผบ.ทร.

    มุมมองของ วิรัตน์ เห็นว่าการที่จะเขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ให้ต้องมีการทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แล้วเขียนในทำนองให้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไขโดยมีขั้นตอนที่ค่อนข้างยาก เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจแทนรัฐบาลที่จะเข้ามาในวันข้างหน้า เพราะเมื่อมีการออกยุทธศาสตร์ชาติมาแล้ว อนาคตรัฐบาลไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เพื่อแก้ปัญหาให้ทันท่วงที คำถามคือแล้วประเทศจะเดินไปในทิศทางใด เป็นเรื่องยากมากในการขับเคลื่อน สิ่งที่ท้วงติงมีเจตนาดีเพราะพวกเราอยากเห็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และอยากเห็นการกำหนดทิศทาง แต่ต้องยืดหยุ่นปรับปรุงได้

    ...ที่ทักท้วงเรื่องที่มีผู้นำทหารมาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์โดยตำแหน่ง ไล่ตั้งแต่ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้นำเหล่าทัพ เป็น ส.ว.โดยการแต่งตั้งอยู่แล้ว ก็สามารถช่วยรัฐบาลได้อยู่แล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ตำแหน่งเหล่านี้เป็นที่ปรึกษากรรมการไป แล้วนำผู้รู้ด้านต่างๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ต่างประเทศ ไอที นวัตกรรมต่างๆ มาทำหน้าที่กรรมการยุทธศาสตร์แทน จะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไร และหากทำแบบนี้ก็ไม่ได้ถือว่าทำให้เสียหน้าแต่อย่างใด

    “เพราะผู้นำเหล่าทัพก็จะไปเป็น ส.ว.โดยตำแหน่งใน ส.ว.ชุดแรกอยู่แล้ว โดยหากกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศไม่ถูกต้อง ผู้นำทหารเหล่านี้ก็สามารถเบรกได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากผู้นำเหล่าทัพไม่ได้มาเป็นกรรมการยุทธศาสตร์ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลอะไรเลย แต่จะดีกว่าหากจะให้คนที่มีความรู้ตรงด้านต่างๆ มาทำหน้าที่กรรมการจะเกิดประโยชน์มากกว่า”

    ส่วนที่มีคนในรัฐบาลไล่ตั้งแต่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม แกนนำ คสช., นายวิษณุ เครืองาม พยายามชี้แจงว่าการให้ผู้นำเหล่าทัพมาเป็น กก.ยุทธศาสตร์โดยตำแหน่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่จะเป็นผลดีเพราะให้ผู้นำเหล่าทัพมาร่วมรับรู้ยุทธศาสตร์ การทำงานต่างๆ จะได้ป้องกันปัญหาต่างๆ ในอนาคตได้ เรื่องนี้ วิรัตน์ เห็นแย้งว่าผู้นำเหล่าทัพก็เป็น ส.ว.โดยตำแหน่งอยู่แล้ว เป็นผู้จรรโลงรัฐบาลอยู่แล้ว แต่จะดีกว่าหากจะได้คนที่มีความรู้ตรงเฉพาะด้านมานั่งเป็นกรรมการยุทธศาสตร์มาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ยังไงก็เชื่อว่าดีกว่า

    ถามถึงว่าเมื่อแกนนำ คสช.ส่งสัญญาณชัดว่าให้ผู้นำเหล่าทัพต้องเป็น กก.ยุทธศาสตร์ แบบนี้ สนช.ที่ตั้งโดย คสช.ก็คงไม่แก้ไขประเด็นนี้ในชั้น กมธ.และ สนช. หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าอยู่ที่ สนช.และผู้มีอำนาจจะพิจารณา แต่เป็นการติติงด้วยความหวังดี ด้วยหวังว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศจะสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยไม่มีอุปสรรค แล้วหากบังเอิญอุปสรรคเกิดขึ้น เพราะกรรมการยุทธศาสตร์ชุดนี้จะยิ่งน่าเสียดาย เพราะร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แก้ยาก อีกทั้งมีบทกำหนดโทษเรื่องการไม่ทำตามยุทธศาสตร์

    วิรัตน์ ชี้ประเด็นเรื่องในร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติฯ ที่เขียนเปิดช่องไว้ว่า แม้ยุทธศาสตร์ชาติจะมีเวลา 20 ปี แต่ในร่างก็ให้มีการทบทวนได้ทุก 5 ปีหรือเมื่อสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้ก็ต้องให้ชัดว่าที่บอกว่าทบทวนยุทธศาสตร์ได้ทุก 5 ปี การทบทวนนั้นทำได้แค่ไหน ทบทวนได้แค่รายละเอียดปลีกย่อยหรือทบทวนหลักการได้ ตรงนี้ต้องให้ชัดเพราะต่อไปพอออกมาเป็นกฎหมายแล้วมาบอกว่าตอนร่างไม่เห็นมีการค้าน ตรงนี้มันเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

    “ยุทธศาสตร์ชาติจุดแข็งคือ ทำให้เรารู้ว่าทิศทางของประเทศไปทางนี้แน่ แต่ก็มีจุดอ่อน หากว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปมาก แล้วกรรมการยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงไม่ทัน เห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ชาติไปแล้ว แต่มองปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปไม่ออก นี่คือจุดอ่อนของยุทธศาสตร์”

    สำหรับข้อเสนอการยกร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในชั้น สนช. อยากเสนอว่าควรเขียนกรอบหลักของยุทธศาสตร์ไว้ว่าอะไรทำได้ อะไรห้าม ควรเขียนเป็นกรอบกว้างๆ ไว้ หากทำแบบนี้การขับเคลื่อนหรือการแก้ปัญหาด้านต่างๆ ก็ทำได้อยู่แล้ว เช่นห้ามทำประชานิยม หากเขียนกรอบยุทธศาสตร์ชาติให้ชัดแบบนี้ กำหนดทิศทางแบบนี้ ก็โอเค เช่นยุทธศาสตร์ที่ว่าประเทศไทยจะต้องพัฒนาระบบรางให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในกี่ปี หรือประเทศไทยต้องมีพลังงานทดแทน โดยเป็นพลังงานแบบไหน เช่น พลังงานลม ในสัดส่วนเท่าใด หรือเรื่องระบบสาธารณสุขจะเป็นอย่างไร จะทำให้ประชาชนเข้าถึงการเข้ารับบริการสาธารณสุขอย่างไร ภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างไร มีค่าใช้จ่ายต่อหัวเท่าใด แบบนี้หากเขียนชัดมันก็ขับเคลื่อนไปได้ โดยทุกอย่างต้องไม่เขียนแบบลอยๆ แต่ต้องเขียนให้ชัดในยุทธศาสตร์

    ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อไปว่า อีกทั้งการเขียนร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯ มีการทำหลังมีการประกาศใช้ รธน.ฉบับปัจจุบัน กระบวนการร่างก็ควรที่จะต้องฟังความเห็นของประชาชน (มาตรา 77 ใน รธน.) ก่อนที่ สนช.จะดำเนินการตามแนวของร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐบาลส่งมาให้ สนช. ก็ควรที่สนช.ต้องฟังประชาชนให้ครอบคลุมทุกอาชีพ ทุกภาคส่วน เพื่อที่ประชาชนจะได้เสนอต่อ สนช.ได้ว่าการเขียนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อทำให้ขั้นต่อไปมีการมาร่างยุทธศาสตร์ชาติ ทิศทางประเทศในอีก 20 ปี ข้างหน้าตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติควรไปแนวทางใด

    จริงๆ แล้วทุกรัฐบาลมียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนของตัวเอง โดยดูได้จากตอนรัฐบาลแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา อันเป็นนโยบายตอนที่พรรคการเมืองนำไปหาเสียงกับประชาชน ทุกรัฐบาลจึงมียุทธศาสตร์มาตลอด แต่การที่รัฐบาล คสช.ต้องการให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตรงนี้ถ้ากำหนดไว้กว้างๆ เช่น รัฐบาลห้ามเสนอนโยบายประชานิยม หรือเสนอนโยบายที่อาจจะมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ หรือห้ามรัฐบาลเสนอนโยบายที่สุ่มเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของสถาบันหลัก คือเขียนในเชิงภาพรวมเขียนได้ และเขียนให้ชัดว่ารัฐบาลต้องเสนอยุทธศาสตร์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ เช่นการเมือง ต้องมียุทธศาสตร์ให้เกิดการปรองดอง ทำให้คนเห็นต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ หรือให้ทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงโดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เช่นเรื่องร้านสะดวกซื้อ ที่ตอนนี้คนยากคนจนตายหมด แต่ถ้าให้เขาอยู่ได้ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าให้ประชาชนถือหุ้นในร้านสะดวกซื้อครึ่งหนึ่ง หรือร้านสะดวกซื้อเมื่อเปิดมาแล้วกี่ปี ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม 40-50 เปอร์เซ็นต์ คือเขียนให้เป็นแนวทาง

    วิรัตน์ มองอีกประเด็นที่เห็นว่า กมธ.ของ สนช.อาจต้องพิจารณาแก้ไขจากร่างที่รัฐบาลส่งมา ก็คือประเด็นที่ในตัวร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติให้อำนาจคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้ไต่สวนเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้คุมนโยบาย หากพบว่าไม่ได้ดำเนินการบริหารงานในความรับผิดชอบให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเขียนไว้ว่าหาก ป.ป.ช.มีมติชี้มูลต้องมีการพักราชการ, ให้ออกจากราชการ หรือให้พ้นจากตำแหน่งทันทีไว้ก่อน ประเด็นนี้ วิรัตน์ ยอมรับว่ามันแปร่งๆ อยู่ เพราะอำนาจของ ป.ป.ช.น่าจะเป็นการไต่สวน กรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือจงใจทุจริต ดังนั้นหากจะมีการใช้มาตรการกับกรณีดังกล่าว ควรใช้ช่องทางอื่นที่น่าจะดีกว่าการให้ส่งเรื่องไปยังกรรมการ ป.ป.ช. เพราะหากเป็นกรณีนี้เป็นเรื่องของลักษณะการละเลย การไม่ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ มองว่าหากจะมีการดำเนินการลักษณะนี้ ก็ควรให้เป็นเรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาดำเนินการจะดีกว่า ที่จะไปให้ ป.ป.ช.ดำเนินการ

    ส่วนท่าทีของพรรค ปชป.ต่อร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ หัวหน้าทีมกฎหมายประชาธิปัตย์ เผยว่า เราเห็นด้วยในแนวทางหลัก แต่ถามว่าเรากังวลหรือไม่ ต้องตอบว่าเรากังวล เช่นเรื่องการแก้ไขยุทธศาสตร์ชาติที่ประกาศใช้ ซึ่งค่อนข้างจะแก้ไขได้ยาก หรือการปรับยุทธศาสตร์ให้มันเหมาะสมกับยุคสมัย การปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและยุคสมัย เพราะบางทีมันอาจจะไม่ทัน

    “เรื่องยุทธศาสตร์เห็นด้วยว่าต้องมี เพียงแต่ต้องเขียนให้ชัดว่าอะไรต้องทำ แต่อย่าไปลงรายละเอียดจนดิ้นไม่ได้ แล้วรัฐบาลหน้าเข้ามาเดินต่อไปไม่ได้ มันจะง่อย หากรัฐบาลมีปัญหา ประเทศจะเดินไม่ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าในวันข้างหน้ารัฐบาลหน้าไม่มีมาตรา 44 พอไม่มีมาตรา 44 การขับเคลื่อนมันไม่ง่าย”.

  • เปลว สีเงิน

    การเข้าถวายบังคมพระบรมศพ......... "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร" ในพระบรมมหาราชวัง ยังมีเวลาอีก ๓ วัน ๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ เป็นวันสุดท้าย! จากนั้น กทม.จะเคลียร์พื้นที่ ปรับภูมิทัศน์ท้องสนามหลวงและบริเวณโดยรอบให้แล้วเสร็จในสัปดาห์แรกของเดือนตุลา ขอบอกว่า............
  • บทบรรณาธิการ

    มีข้อน่าห่วงใยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งภัยร้ายทางตรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ที่ปะทุขึ้น และภัยแทรกซ้อนที่กำลังส่อเค้าแววความรุนแรงในอนาคต ของเหตุความขัดแย้งที่ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้คัดค้านโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่จะนำมาสู่ปัญหาซ้อนทับที่เพิ่มอันตรายมากยิ่งขึ้น และเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ กับกระบวนการสันติภาพในพื้นที่
  • เอ็กซ์-ไซท์

    DSIช่วยเหยื่อพบพยานหลักฐานมีพิรุธศาลยกฟ้องพ่อค้าไก่ทอดถูกตำรวจตั้งข้อหาวิ่งราวเพชร15.8 ล้านบาท ระบุพยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทำผิดจริง
    ศาลทหารพิพากษาจำคุก 5 ปี พ.อ.ขับรถชนหมอทหารเหตุจากจอดรถขวางทาง ปรานีลดเหลือ 3 ปี 9 เดือน
    หนุ่มบุรีรัมย์ตกสวรรค์ ถูกรางวัลที่ 1 ฟัน 12 ล้าน แต่สลากโดนขโมย เข้าแจ้งตำรวจตามจับวัยรุ่นต้องสงสัย กว่าเดือนคดีไม่คืบ เข้าร้องผู้ใหญ่ ด้าน ผกก.ยันคดีคืบหน้า รู้แล้วใครไปขึ้นเงิน รอเรียกตัวมาสอบ ขอเวลาภายในอาทิตย์ได้ข้อยุติ
  • x-cite inside

    สร้างกระแสให้ชวนคิดสำหรับภาพของแม่โพสต์รูปกระเป๋านักเรียนหนัก 6 กิโลกรัมบนเครื่องชั่งของลูกสาวเรียน ป.1 พร้อมตั้งคำถามกับตัวเองในทำนองว่า ..เด็กเล็กขนาดนี้จำเป็นต้องสะพายกระเป๋านักเรียนจนหลังแอ่นหรือเปล่า??? หรือเป็นเพราะระบบการศึกษาที่ต้องการให้เด็กเล็กๆ มีความรู้มากขึ้นตั้งแต่อายุน้อยกันแน่!!!
    เป็นเรื่องเป็นราวกัน ให้ได้ยิน ให้ได้เห็นกัน จนต้องตั้งคำถามว่าสังคมไทยมาไกลกันขนาดนี้ได้อย่างไร?? เพราะแม้กระทั่งเด็กตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่พ้นชะตากรรมถูกละเมิดคุกคามทางเพศ หรือแม้แต่อยู่ในที่ทำงาน สถานที่ราชการแท้ๆ ก็ยังถูกเจ้านายหยอกล้อเอาเปรียบ ล่าสุดอยู่ในคอนโดมิเนียมก็เกือบถูกคนใจโฉดบุกรุกเข้าไปข่มขืน
    เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กำลังสร้างปัญหาให้คนในหลายประเทศเกือบทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่นับวันจะเพิ่มจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยปัจจัยทางสังคมเอื้ออำนวย และแผนการตลาดจากเครื่องดื่มน้ำเมาในรูปแบบต่างๆ