ยุติอะนาล็อกทีวี คุณภาพดิจิตอลดีแล้วหรือ

  • Monday, May 15, 2017 - 00:00


    เมื่อไม่นานมานี้ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ได้ส่งหนังสือแจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุว่าจะขอดำเนินการยุติระบบการแพร่ภาพของสถานีในระบบอะนาล็อกก่อนอายุสัญญาเดิมที่ระบุไว้ในปี 2566 เปลี่ยนเป็นยุติภายในปี 2563 ให้เสร็จสิ้น ซึ่งจะทยอยยุติในแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ 15 มิ.ย.2560 นี้

    ทั้งนี้ ในส่วนของช่องทีวีอื่นๆ นั้น มีกำหนดการยุติระบบอะนาล็อก ดังนี้ ช่อง 11 ยุติภายใน 31 ธ.ค.2560, ททบ.5 และช่องไทยพีบีเอส ยุติในวันที่ 16 มิ.ย.2561 และช่อง 9 ยุติ 16 ก.ค.2561 ส่วนช่อง 3 นั้นมีอายุสัญญายุติภายในปี มี.ค.2563 ซึ่ง กสท.ได้หารือกับทางช่อง 3 มาโดยตลอดว่าสามารถยุติก่อนกำหนดได้หรือไม่ ซึ่งช่อง 7 เองก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ขอยุติก่อนกำหนด

    เมื่อกระแสการยุติอะนาล็อกออกมาว่าช่องส่วนใหญ่จะสิ้นสุดในช่วงปีหน้า คือ 2561 และมีเพียงช่องเดียวที่ยังต่อลมหายใจไปได้อีก 2 ปี คือช่อง 3 ทำให้หลายครัวเรือนที่อยู่ในจุดอับสัญญาณต้องตื่นตัวและเร่งหาวิธีดูทีวีผ่านช่องทางอื่น

    แม้ กสทช.จะบอกว่าได้ขยายโครงข่ายสัญญาณดิจิตอลภาคพื้นดินครอบคลุมพื้นที่ได้เกือบทั้งหมดแล้วทั่วประเทศ แต่ผลที่ประชาชนบางพื้นที่ได้รับกลับตรงกันข้าม

    โดยบางพื้นที่อยู่ในตัวเมืองด้วยซ้ำ แต่คุณภาพของสัญญาณกลับไม่เป็นอย่างที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้ แม้จะมีอุปกรณ์ครบครันก็ตาม ทั้งทีวีที่รับสัญญาณได้โดยตรง และมีเสาสัญญาณที่ได้มาตรฐาน การรับชมก็ยังคงเป็นแบบดูได้ไม่ทุกช่องที่มีการประมูลเข้ามา แล้วเช่นนี้ กสทช.ทำอะไรอยู่

    ย้อนดูแรงหนุนดิจิตอลทีวีจาก กสทช.

    ผ่านมาร่วม 4 ปีแล้วสำหรับระบบทีวีดิจิตอลในไทย ซึ่งผ่านความยากลำบากไม่น้อย ตั้งแต่วันแรกที่มีการประมูล ผู้ประกอบการเบี้ยวจ่ายค่าใบอนุญาต จนถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ คือ คุณภาพสัญญาณภาคพื้นดินที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

    โดยที่ผ่านมา กสทช.ได้สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงการดูทีวีดิจิตอลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มจากโครงการแรก "คูปองดิจิตอล" ที่แจกกันมาอย่างต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา จนปีนี้ 2560 ก็ยังมีการแจกคูปองอยู่ โดยล่าสุดเมื่อช่วงต้นปีก็เพิ่งอนุมัติแจกคูปองสำหรับกลุ่มที่ยังไม่ได้รับจำนวน 4 ล้านฉบับ

    เยียวยามัสต์แครีหวังดาวเทียมเป็นทางออก

    เรื่องสัญญาณที่ทำให้การรับชมไม่ทั่วถึง โดยที่ประชุม กสทช.เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2560 ได้เห็นชอบในมาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามคำสั่งมาตรา 44 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องให้สำนักงาน กสทช.สนับสนุนเงินเป็นค่าเช่าใช้โครงข่ายสัญญาณดาวเทียม

    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 26 ช่อง จะต้องนำช่องรายการออกอากาศบนโครงข่ายดังกล่าวตามประกาศมัสต์แครี ของ กสทช. โดยจะให้เงินสนับสนุนในระยะเวลา 3 ปี รวมมูลค่า 2,300 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.2559-19 ธ.ค.2562

    สำหรับกรอบวงเงินดังกล่าวนั้นยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้จำนวนวงเงินเท่าไร ล่าสุดวันที่ 3 มี.ค.2570 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้เสนอว่า การสนับสนุนทั้ง 26 ช่องรายการในเวลา 3 ปี ควรให้กรอบวงเงินที่ 469.64 ล้านบาทต่อปี

    อย่างไรก็ดี ขณะนี้กรรมการ กสทช.ยังไม่ลงมติเห็นชอบตามกรอบวงเงินดังกล่าว เนื่องจากคำสั่งคณะรักษาความแห่งชาติ (คสช.) ให้สนับสนุนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นช่องเอสดีหรือเอชดี จึงต้องส่งรายละเอียดให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตรวจสอบและตีความว่าสามารถทำได้หรือไม่ หรือขัดต่อคำสั่ง คสช.หรือไม่ แล้วจึงนำเข้าที่ประชุม กสทช.พิจารณาอีกครั้ง

    อย่างไรก็ตาม ความนิยมของทีวีดิจิตอลที่เกิดขึ้นในช่วง 14 ต.ค.-12 พ.ย.2559 ที่ผ่านมา พบว่าช่อง 7 ยังคงครองอันดับ 1 ความนิยม ตามมาด้วยอันดับ 2 ช่อง 3, อันดับ 3 ช่องเวิร์คพ้อยท์, อันดับ 4 ช่องโมโน อันดับ 5 ช่องวัน

    กระตุ้นการลงทุนคิดค่าธรรมเนียมรายปีใหม่

    นอกจากนี้ ยังมีการคิดค่าธรรมเนียมรายปีของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลตามสัดส่วนรายได้ไม่เกิน 2% โดยแบ่งการคิดออกเป็นผู้ประกอบการที่มีรายได้ 5 ล้านบาท ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในอัตรา 0.5% ของรายได้ ส่วนถ้ามีรายได้เกิน 5 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 0.75% ของรายได้

    ส่วนผู้ประกอบการที่มีรายได้ 50 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 500 ล้านบาท จ่ายค่าธรรมเนียม 1% ส่วนมีรายได้ 500 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท คิดค่าธรรมเนียม 1.75% และหากมีรายได้ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 2% ของรายได้บริษัท

    โดยจากเดิมนั้นผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีอยู่ที่ 2% การคำนวณแบบคิดตามสัดส่วนรายได้จึงถือว่าเป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายเล็ก ซึ่ง กสทช.มองว่าการคิดในอัตรานี้จะส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดภาระที่ต้องจ่ายเงินได้ถึง 50% เนื่องจาก 80% ของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่มีรายได้ต่อปีอยู่ที่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ดังนั้น ถือว่าผู้ประกอบการเหล่านั้นจ่ายเงินค่าธรรมเนียมรายปีเพียง 1% ซึ่งลดลงจากเดิมได้เท่าตัว

    มัวเร่งแก้โอทีที

    นอกจากนี้ ปัญหาเดิมยังสางไม่ได้ ก็เข้าไปแตะปัญหาใหม่ โอเวอร์ เดอะ ท็อป หรือ โอทีที ซึ่งเป็นการเสนอเนื้อหาของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์บนแพลตฟอร์มอื่น อาทิ บนออนไลน์ แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องโอทีทีก็คืออีกปัญหาใหญ่ที่ต่อไปในอนาคตจะกำกับดูแลยาก แต่ควรมอง ณ ปัจจุบันควบคู่ไปด้วยว่า คนส่วนใหญ่ยังคงดูฟรีทีวีบนจอโทรทัศน์เป็นหลัก ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นแพลตฟอร์มเก่า

    โดยล่าสุด พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้เรียกผู้ประกอบการทีวี นักวิชาการ และผู้ประกอบการโอทีทีของไทย ร่วมหารือในแนวทางการกำกับดูแล ซึ่งผลสรุปนั้น ด้านนักวิชาการมองว่า กสทช.ควรเร่งกำกับดูแลโดยเสนอแนะว่าควรมีการกำกับทั้งเจ้าของแพลตฟอร์มที่นำมาเผยแพร่ และในส่วนผู้ประกอบการที่ผลิตคอนเทนต์ด้วย ซึ่งเจ้าของแพลตฟอร์มมีหน้าที่เบื้องต้นในการกลั่นกรองบริการให้เหมาะสมก่อนที่จะมีการเผยแพร่ไปยังผู้รับชม

    อีกทั้งควรมีการกำหนดตัวชี้วัดและหลักเกณฑ์ว่า บริการโอทีทีใดที่มีอิทธิพลต่อสาธารณะในวงกว้าง แบ่งแยกชัดเจนในความเป็นส่วนบุคคลและเผยแพร่ต่อสาธารณะ

    ส่วนผู้ประกอบการต้องการให้เนื้อหาที่มีการนำมาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือโอทีที ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ และการกำกับดูแลในส่วนโอทีทีต่างประเทศจะต้องมีวิธีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนของการจัดผังรายการก็เช่นกันจะต้องมีความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ประกอบการรายเดิมและผู้ให้บริการโอทีที รวมถึงจะต้องมีมาตรฐานส่งเสริมผู้ประกอบการรายเดิมให้สามารถแข่งขันได้ในอุตสาหกรรมนี้

    อย่างไรก็ตาม ควรยึดความเดือดร้อนของผู้ชมเป็นสำคัญ เพราะเรื่องโอทีทีนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบดูจะเป็นผู้ประกอบการเสียมากกว่า.

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    การไปไหน-มาไหน ที่เรียก "พักผ่อนยาวๆ" นึกว่าจะดี เอาเข้าจริง....... มันไม่ดีเลย เพราะทำให้ "สันหลังยาว" ซึ่งเหตุมันเกิดขึ้นแล้วกับตัวผม
  • บทบรรณาธิการ

    ในที่สุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของนักเตรียมทหารภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ที่มีพลอากาศเอกชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นประธาน ก็ได้สรุปผลการสอบสวน จากการให้ข้อมูลของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ ก่อนหน้าที่นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ให้กับสาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว โดยเป็นไปตามขั้นตอนการสรุปข้อมูลของส่วนราชการ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาทางทหารที่รับผิดชอบดูแลนักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิต
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผ่านมาค่อนทาง เหลืออีก 4 จังหวัดตูนจะวิ่งครบ 2,191 กม.พิชิตเป้าหมายที่แม่สาย หลายฝ่ายลุ้นยอดบริจาคอาจถึงพันล้าน ขณะที่วันพฤหัสฯ นักร้องหัวใจแกร่งยังย่ำไม่หยุด โดยมีนักกีฬาพาราลิมปิกเข้าร่วมท่ามกลางประชาชนออกมาให้กำลังใจแน่นเหมือนเคย ลำปางทำกระทงธนบัตร ส่วนขอนแก่นระดมกว่า 3 หมื่นวิ่ง-เดินหาทุนสมทบ
    นครบาลโชว์ผลงานจับ 2 คนร้ายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ พร้อมยาบ้า 5.3 ล้านเม็ด ไอซ์ 120 กก. รับมาจากกลุ่มว้าแดงจำหน่ายใน กทม.และปริมณฑล ผบ.ตร.เผยในช่วง 3 อาทิตย์ที่ผ่านมายึดยาบ้าได้ถึง 26 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 4 พันล้าน อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานจับกุมตัวการใหญ่
    ‘ฐิติราช’ สั่งกองปราบฯ-ปอท.เล่นงานพระตุ๊ดเณรแต๋ว ดวดเหล้าบ่อนเบียนศาสนา
  • x-cite inside

    ทั้งแปลกและน่ารักจนไม่อยากกิน กระทั่งเอื้อมมือไปแตะเพราะกลัวพัง สำหรับ “บ้านขนมปังขิง” รับเทศกาลคริสต์มาส ที่ตกแต่งด้วยแอคเซสเซอรี่ทานได้ อาทิ ซานตาคลอส ต้นคริสต์มาส ทำด้วยไข่ขาวและน้ำตาลไอซิ่ง
    แม้รัฐบาลจะออกประกาศคุมเข้มร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย เพื่อลดปัญหาการมอมเมาเยาวชนและอาชญากรรมต่างๆ เพื่อหวังให้นักศึกษาได้ใช้เวลาเรียนและทำกิจกรรมสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ และที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการบางส่วนยังเปิดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่โซนนิงอย่างไม่เกรงกลัวใคร
    ปัญหาสำคัญประการหนึ่งสำหรับผู้เรียน นั่นคือ ครอบครัวมีรายได้น้อย ค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอในการซื้ออุปกรณ์ประกอบการเรียน ทำให้เป็นอุปสรรคที่ทำให้เยาวชนผู้มีใจรักศิลปะหลายคนไม่สามารถแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างเต็มที่ และบางคนหมดโอกาสที่จะสำเร็จการศึกษา เพราะครอบครัวแบกรับภาระไม่ไหว