ผ่ายาแรง-กฎเหล็ก ร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง

  • Saturday, April 22, 2017 - 00:00


    ผ่ายาแรง ร่างพรบ.พรรคการเมือง
    .........................

    ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 21 เม.ย. ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับแรก ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งไปให้ สนช. คือร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน.ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบ รธน.ว่าด้วยพรรคการเมือง หลังจากนี้ก็ต้องติดตามกันว่า กมธ.วิสามัญฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับของ สนช.จะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับจากที่ กรธ.ยกร่างฯ ส่งไปกันอย่างไรหรือไม่

    ธนาวัฒน์ สังข์ทอง-กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ส่งไปให้ สนช.พิจารณา โดยย้ำว่าหลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะทำให้พรรคการเมืองมีความเป็นสถาบันการเมืองมากขึ้น และจะช่วยแก้ปัญหาในอดีตของพรรคการเมืองไทย เช่น การที่พรรคปล่อยให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคเข้ามาแทรกแซงการดำเนินกิจการของพรรค จนเกิดลักษณะชี้นำ ครอบงำพรรคการเมืองได้ อีกทั้งทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับพรรคการเมืองมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

    ธนาวัฒน์-กรธ. ย้ำว่า กรธ.ไม่ได้เขียนร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองด้วยการมองพรรคการเมืองในเชิงลบ เพราะถ้ามองพรรคการเมืองเชิงลบมันต้องเขียนมาตรการควบคุมมากกว่านี้ แต่ กรธ.เขียนให้ผ่อนปรนมากกว่าเดิม โดยประเด็นที่ต่างไปจากอดีต ก็เช่น การจัดตั้งพรรค การใช้จ่ายเงินของพรรค เช่น พรรคได้เงินมาจากไหน ได้มาอย่างไร พรรคก็ต้องรายงานตามความเป็นจริง รวมถึงเขียนออกมาเพื่อให้พรรคการเมืองมีอิสระในการไปบริหารจัดการตัวเอง ตรงไหนหยุมหยิมก็ตัดออก อะไรที่เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ให้พรรคการเมืองตัดสินใจเองได้โดยผ่านข้อบังคับพรรค

    ส่วนที่มีพรรคการเมืองขนาดเล็ก มองว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำให้พรรคขนาดเล็กเสียเปรียบพรรคขนาดใหญ่ ธนาวัฒน์ ถามกลับว่า พรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก เอาตรงไหนวัด พรรคการเมืองก็คือพรรคการเมือง เพียงแต่พรรคไหนมีความพร้อมก็ดำเนินการได้คล่องตัวมากกว่า แต่พรรคไหนยังไม่พร้อม ไม่ว่าจะเป็นร่างฉบับนี้หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ออกมาตาม รธน.ปี 2540 กับ 2550 ก็แบบเดียวกัน ก็ต้องถามว่าพรรคเขาไม่พร้อมหรือเปล่า เช่น ยังไม่สามารถรวมคนจัดตั้งพรรคได้ 500 คน หรือเมื่อมีการจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองได้แล้ว ให้หาสมาชิกปีแรกให้ได้ 5 พันคน ในกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิมก็ 5 พันคนเหมือนกัน ถ้าจดทะเบียนตั้งพรรคแล้วหาคนมา 5 พันคนไม่ได้ แล้วจะเป็นพรรคการเมือง จะไปดำเนินกิจกรรมได้อย่างไร หรือเรื่องทุนประเดิมพรรค พรรคเล็กจะมีปัญหาไหม ตรงนี้ก็เป็นหลักปกติ เพราะพรรคการเมืองก็ต้องมีค่าใช้จ่าย จากของเดิมกำหนดไว้ 5 แสนบาท ก็ให้เหลือ 3 แสน ก็ไปเฉลี่ยกันในกลุ่มคนที่จัดตั้งพรรค พรรคเล็ก-พรรคใหญ่ไม่มีหรอก มีแต่พรรคที่ตั้งขึ้นแล้วมีความพร้อมแค่ไหนในการดำเนินการ

    หลังมีการเปิดเผยเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ก็มีเสียงสะท้อนตามมาทันทีจากหลายพรรคการเมืองว่ามี ยาแรง-กฎเหล็ก มากมายที่อาจทำให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมการเมืองได้ยากลำบาก อาจถูกยื่นเรื่องเอาผิดได้

    เราเลยไล่ถามเรียงรายประเด็น ไล่จากมาตรา 28 ที่เขียนว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกของพรรคขาดความอิสระไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมถึงมาตรา 29 ที่เขียนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคการเมืองกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกของพรรคการเมืองขาดความอิสระ”

    จาก 2 มาตราดังกล่าวในร่างดังกล่าว เมื่อถามว่าในความเป็นจริงจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามีการกระทำแบบนี้เกิดขึ้นในพรรคการเมือง ธนาวัฒน์-มือยกร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองของ กรธ. ตอบว่า ที่ กรธ.เขียนแบบนี้ต้องบอกก่อนว่า การพิสูจน์ต้องพิสูจน์ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถามว่ายากหรือไม่ ก็ระดับหนึ่ง ทาง กกต.ก็ต้องไปดูว่าจะพิสูจน์เรื่องนี้อย่างไร แต่ที่ กรธ.เขียนไว้ก็เพื่อเป็นการปรามว่า เมื่อมีการจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองแล้ว ความรับผิดชอบก็อยู่ที่ตัวสมาชิก เจ้าหน้าที่

    "การที่อยู่ๆ คุณตั้งพรรคการเมืองแล้วให้บุคคลภายนอกมาสั่งการได้ มาชี้นำได้ มาบอกให้คุณต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วแบบนี้จะตั้งพรรคการเมืองทำไม”

    แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น เรื่องความรับผิดชอบ เมื่อเขาสั่งคุณ แต่คุณต้องเป็นคนรับผิดชอบ ต้องถูกยุบ ถูกลงโทษ มันก็เป็นเรื่องการปราม โดยก็ต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นว่าการสั่งนั้น บุคคลภายนอกที่เขาแสดง ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาต้องการให้พรรคทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วพรรคการเมืองก็ไปทำตามที่เขาสั่ง โดยเฉพาะทำในสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือข้อบังคับพรรค ทางพรรคก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก หากพิสูจน์ไม่ได้ก็แสดงว่ามีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวพัน เขาก็อาจถูกลงโทษในลักษณะนั้นได้

    - อย่างหากมีข่าวว่ามีบุคคลภายนอกเป็นคนทำโผผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรค เป็นคนทำนโยบายของพรรค ถ้าพิสูจน์ได้ก็เข้าข่ายความผิดตามมาตรานี้?

    คือหากพรรคทำตามแล้วผลออกมาเหมือนกับที่บุคคลภายนอกเสนอมา มันก็ใช่ว่าเขาต้องรับผิด เพราะหากเขาแสดงได้ว่าเขาจะทำกระทำแบบนั้นอยู่แล้ว ที่ทำมาก็พูดไป ถ้าเขาพิสูจน์ได้ก็ไม่ใช่ลักษณะการครอบงำ แต่หากว่าเป็นเรื่องที่เขาจะทำอย่างหนึ่งแล้วมีการสั่งมา แล้วมีการเปลี่ยน มีการประชุมเปลี่ยน หรือเปลี่ยนกันเองโดยที่ประชุมพรรคไม่รู้เรื่อง อย่างนี้ก็ถือว่าเข้ามาก้าวก่าย มันก็มีข้อเท็จจริงหลายเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันว่าข้อเท็จจริงเป็นแบบไหน

    หลักการที่เขียนเรื่องนี้ก็คือเพื่อปราม เชิงป้องกันไม่ให้พรรคไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลใด โดยบุคคลที่จะเข้ามาก็จะถูกลงโทษด้วย และหากจะมีการลงโทษจริงๆ ก็ต้องไปดูข้อเท็จจริงด้วย ไม่ใช่ว่าพอคนหนึ่งพูดแบบนั้น แล้วพรรคก็ทำแบบนั้นออกมา กลายเป็นว่าต้องรับผิดทันที มันไม่ได้ ต้องพิสูจน์ให้เห็น ยกตัวอย่างเช่น ผมจะไปซื้อของสิ่งนี้ แล้วมีคนไปพูดว่าเขาได้บอกให้ผมไปซื้อสิ่งนั้น แต่จริงๆ แล้ว ผมก็จะซื้อของอันนั้นอยู่แล้ว กลายเป็นว่าคนนั้นพูดแล้วผมต้องถูกลงโทษเหรอ มันไม่ใช่

    ตั้งคำถามว่าเรื่องนี้ในทางปฏิบัติ พอกฎหมายบังคับใช้จะเกิดเหตุยื่นเรื่องให้ตรวจสอบเกิดขึ้นกันไปมามากมายหรือไม่ ธนาวัฒน์ มองว่าที่ผ่านมาก็เคยมีอยู่ โดยบอกว่ามีคนนอกพรรคไปสั่งให้ทำแบบนี้ แล้วพรรคก็ไปทำแบบนั้นจนมีการฟ้องร้องกัน มีการร้องเรียนว่าพรรคนั้นเป็นพรรคนอมินี เมื่อมีการกล่าวหากัน ก็มีการโต้แย้งกันไปว่าพรรคผมไม่ใช่พรรคนอมินี นโยบายที่บอกเป็นนโยบายของพรรคอยู่แล้ว คนที่มาพูดเป็นการกลั่นแกล้งกัน มากล่าวว่าเป็นพรรคนอมินีเพื่อทำให้พรรคถูกลงโทษ ก็มีการฟ้องกลับว่าถูกกลั่นแกล้ง

    ..ถึงบอกว่าการลงโทษมันต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์กัน แต่หากพบว่าไปทำแบบนั้นจริง โทษมันหนัก ต้องมีคนรับผิดชอบ โทษลักษณะนี้คือการเพิกถอนสิทธิ์รับสมัครเลือกตั้งไปเลย จะมายุ่งอีกไม่ได้ แล้วโทษจำคุก โทษปรับก็ค่อนข้างสูง เป็นการปราม โดยสิ่งที่จะต้องรับผิดชอบค่อนข้างจะสาหัส

    ธนาวัฒน์-กรธ. บอกว่า ประเด็นนี้เป็นการเขียนขึ้นใหม่ ไม่เคยมีอยู่ใน พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2550 เพราะใน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเขียนแต่เพียงว่าไม่รับเงินจากภายนอก แต่ของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับนี้เขียนขึ้นมาลักษณะว่า หากเข้ามาครอบงำ ก้าวก่าย ชี้นำ ที่ก็คือการเข้าไปแทรกแซง หากเข้าไปแทรกแซงโดยที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของพรรค แบบนี้เขาก็ต้องรับผิดชอบ

    ..ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ กกต.ส่งมาให้ กรธ.ร่างนั้นก็ไม่มีเรื่องนี้ ที่ กรธ.เขียนแบบนี้เพราะเราคุยกันว่า เราต้องการให้พรรคการเมือง ที่เมื่อมีการจัดตั้งพรรค มีวัตถุประสงค์การตั้งพรรค มีข้อบังคับพรรค เขาก็ต้องมีอิสระในการดำเนินการตามที่เขาต้องการ ตามนโยบาย ข้อบังคับ วัตถุประสงค์ อุดมการณ์ของพรรค

    “ดังนั้นการที่บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาครอบงำ มาชี้นำให้เดินไปทางโน้นทางนี้ ให้ทำแบบนั้นแบบนี้ ก็แสดงว่าไม่พร้อมที่จะเป็นพรรคการเมืองแล้ว คุณตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อจะเป็นเครื่องมือของบุคคลอื่น แล้วแบบนี้จะเป็นพรรคการเมืองที่จะเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญของประเทศต่อไปได้อย่างไร

    ดังนั้นคุณก็ต้องถูกลงโทษ พรรคก็ต้องถูกยุบ กรรมการบริหารพรรคที่มีส่วนรู้เห็นก็ต้องรับผิดชอบ ถูกลงโทษ บุคคลภายนอกที่เข้ามาก้าวก่ายก็ต้องถูกลงโทษ เพราะเท่ากับคุณต้องการเข้าไปแทรกแซง ใช้พรรคการเมืองที่เป็นสถาบันที่สำคัญของประเทศ ทำให้มันผิดวัตถุประสงค์ และทำให้ระบบการเมือง ระบบการปกครองของประเทศเสียหายเกิดขึ้นได้”

    เราถามว่า ในทางปฏิบัติ แม้กฎหมายจะเขียนออกมาแบบนี้ แต่ก็อาจมีการหลีกเลี่ยงได้ ธนาวัฒน์-ที่ปัจจุบันเป็นกรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า เรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย คนที่พยายามจะหลีกหนีกฎหมายมันก็อาจไม่มีทางไล่กันทัน แต่อย่างน้อยก็เป็นการปรามเพื่อบอกว่า โดยปกติแล้วไม่ควรจะทำ แต่หากจะทำ ทาง กกต.-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีมาตรการที่จะสอดส่องดูแลไม่ให้เกิดลักษณะแบบนั้นเกิดขึ้น ถามว่าเขียนกำหนดไว้แบบนี้แล้วจะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ มันก็เป็นไปไม่ได้ กฎหมายทุกประเทศมันไม่สามารถบังคับได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่จะทำได้คือมันจะทำให้สิ่งที่จะเกิดขึ้นมันลดน้อยลง ที่ กรธ.เขียนไว้จึงเป็นมาตรการและเพื่อเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ที่หากเกิดปัญหาจะได้เข้าไปจัดการได้

    เราก็เห็นหลายครั้งที่ผ่านมา ที่มีบุคคลภายนอกที่พยายามจะชี้นำให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือพรรคการเมืองกับพรรคการเมืองกันเอง เพื่อทำให้การเลือกตั้งฝ่ายตัวเองได้ประโยชน์ หรือทำให้พรรคการเมืองอื่นได้รับความเสียหาย เราจึงต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันสำคัญ และการแข่งขันทางการเมืองต้องเป็นธรรม

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มาตรา 45 ที่เขียนว่า “ห้ามมิให้พรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการหรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนฯ”

    ถามเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า มาตราดังกล่าวเท่ากับว่า ต่อไปหากมีสมาชิกพรรคหรือ ส.ส.ของพรรคไปทำในลักษณะให้มีการรวมกลุ่ม เช่น เกิดมีม็อบ หรือคนของพรรคการเมืองไปยุ่งกับม็อบ จัดตั้งม็อบ ก็จะมีความผิด ประเด็นนี้ ธนาวัฒน์-กรธ. อธิบายว่า เมื่อพรรคการเมืองเป็นสถาบันการเมืองพื้นฐาน เขาก็มีวิถีทางในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย เช่น ในรัฐสภา หรือการจัดสัมมนา การชี้แจงกับประชาชนได้อยู่แล้ว แต่หากไปใช้ช่องทางอื่นที่ไม่ใช่วิถีทางปกติ เช่น ไปก่อม็อบหรือไปสร้างความวุ่นวาย หรือไปสนับสนุนเพื่อให้เกิดความถูกต้องไม่เกิดขึ้น แบบนี้แสดงว่าทำในวิถีทางการเมืองที่พรรคการเมืองควรต้องทำ

    ...เช่น เมื่อพรรคมี ส.ส.ในสภาฯ ก็ให้ ส.ส.ไปตั้งกระทู้ถาม ไปชี้แจงในสภาฯ ได้ หรือมีสมาชิกในพื้นที่ก็ไปทำความเข้าใจในพื้นที่ได้ แต่หากไม่ทำแบบนี้แล้วไปทำนอกระบบ ไปก่อกวน หรือไปคุกคามความสงบ ซึ่งปกติ ใครก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว ต่อให้ไม่เป็นพรรคการเมือง เพราะถือเป็นเรื่องส่วนรวม พื้นฐานของความมั่นคงของประเทศ ถ้าพรรคการเมืองไปทำ ยิ่งมีสถานะสำคัญของประเทศ ก็ต้องยิ่งถูกลงโทษ

    ..ไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นว่า ไปตั้งพรรคการเมืองมาแล้วไปใช้วิถีทางอื่น ซึ่งไม่ใชวิถีการเมืองปกติ อย่างนี้ก็ไม่ต้องตั้งพรรคการเมืองแล้ว ก็ไปก่อม็อบกัน แล้วไปรับผิดชอบตรงนั้น เพราะอย่างก็มี พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะฯ หากจะทำก็ต้องไปใช้ช่องทางนั้น แต่หากไปก่อกวนไปทำอะไร มันไม่ใช่วิถีทางที่พรรคการเมืองจะทำ คือต่อให้เขาเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การจะไปชุมนุม มันทำได้อยู่แล้วตาม พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ แต่หากเป็นตามร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือเป็นการไปก่อกวน คุกคาม ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ แบบนี้ใครก็ทำไม่ได้ ยิ่งหากเป็นสถาบันสำคัญพื้นฐาน ประชาชน สมาชิก ไว้ใจเลือกเข้ามา ให้เป็นตัวแทนระหว่างเขากับหน่วยงานรัฐ แล้วแบบนี้สมควรจะทำหรือไม่

    สำหรับมาตรา 51 ที่เขียนว่า “การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาที่ต้องใช้จ่ายเงิน จะต้องมีรายการ ดังนี้ (1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ (2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย”

    ถามถึงว่าถ้าบางพรรคชูนโยบายช่วงหาเสียง เช่น พรรคจะเข้าไปแก้ รธน. หรือแก้กฎหมายบางฉบับ เช่น กฎหมายเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าเป็นลักษณะนี้ พรรคการเมืองต้องส่งเรื่องไปให้ กกต.พิจารณาก่อนหรือไม่ ธนาวัฒน์-กรธ. ให้คำตอบว่า พรรคการเมืองก็ต้องแสดงให้เห็นว่า ที่บอกว่าจะเข้าไปทำเรื่องแก้ รธน.หรือแก้กฎหมายต่างๆ เขาก็ต้องชี้แจงเช่นจะแก้ รธน.จะแก้ในส่วนไหน แก้เพราะอะไร รธน.ส่วนไหนไม่ดี ส่วนไหนมีปัญหา หากจะแก้ไข แล้วจะทำให้มันดีขึ้นอย่างไร อย่างน้อยก็ต้องมีรายการพวกนี้ หากไม่เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เขาก็ต้องแสดงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แต่หากเป็นเรื่องนโยบายที่ต้องมีเรื่องเงิน ก็ต้องบอกถึงเรื่องเงินงบประมาณที่จะใช้

    ..เช่น หากพรรคการเมืองบอกว่าจะเข้าไปแก้ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เอายุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องบอกให้ได้ว่าแล้วเป้าหมายของประเทศด้านต่างๆ ที่จะทำ จะทำอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร ระยะเวลา วิธีการทำ เมื่อบอกจะยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ก็ต้องบอกให้ได้ว่าแล้วประเทศจะเดินไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายอย่างไร พรรคการเมืองก็ต้องแสดงให้เห็นแล้วส่งให้ กกต.ดู เช่น บางเรื่อง หากดูแล้วเป็นเรื่องของเชิงการสัญญาว่าจะให้ ก็อาจจะไปเพิกถอน หรือไม่ให้ใช้ เพราะถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว หากทำแล้วมีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง ก็ต้องไปดูตัวกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.อีกที จากนั้นพอพิจารณาเสร็จ กกต.ก็จะประกาศให้สาธารณะทราบว่าสิ่งนี้คือนโยบายของพรรค

    ส่วนที่มีเสียงสะท้อนจากบางพรรคการเมืองว่า แบบนี้เท่ากับไปให้อำนาจกับ กกต.ให้เป็นผู้เห็นชอบ นโยบายพรรคการเมือง ธนาวัฒน์ ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้เป็นผู้เห็นชอบ เพราะที่เขียนไว้ กกต.จะไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ให้พรรคการเมืองส่งให้ กกต.รับทราบ แล้ว กกต.ก็จะนำไปประกาศเท่านั้น กกต.จะไม่มาบอกว่าได้-ดี-ถูก ไม่ใช่ มันอยู่ที่พรรคการเมืองต้องแสดงมาให้เห็น ถ้ามันไม่มีเหตุผล ประชาชนที่จะไปเลือกตั้ง เขามาอ่าน แล้วเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง เขาก็เสียคะแนนไป

    ..รธน.ฉบับปัจจุบันต้องการให้การหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ เที่ยงธรรม นโยบายที่หาเสียงสามารถนำไปปฏิบัติได้ ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองก็มีการเขียนไว้ว่า พรรคต้องแสดงให้เห็นว่านโยบายที่จะโฆษณาหาเสียง หากเป็นกรณีที่จะต้องมีการใช้เงิน งบประมาณรายจ่ายของประเทศเพื่อดำเนินการตามนโยบาย งบประมาณที่จะนำมาใช้ จะนำมาจากไหน ใช้วงเงินเท่าใด

    ยกตัวอย่างเช่น จะหาเสียงว่าจะขึ้นเงินเดือนให้กับข้าราชการ พรรคการเมืองก็ต้องบอกว่า งบประมาณที่จะนำไปขึ้นเงินเดือนดังกล่าวจะนำมาจากไหน จะต้องใช้งบเท่าใด ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จากเดิมเงินเดือนขั้นต่ำข้าราชการ 15,000 บาท แล้วมีการหาเสียงว่าพรรคจะให้เงินเดือนขั้นต่ำ 30,000 บาทต่อเดือน แต่จะใช้เงินจากไหนก็ไม่บอกกัน แล้วพอเลือกตั้งเสร็จก็บอกว่าทำไม่ได้ ก็เป็นการให้ความหวัง หลอกลวงกันไป แบบนั้นก็จะไม่ให้ปล่อยออกไป

    นอกจากนี้ พรรคต้องอธิบายบอกถึงความคุ้มค่า ประโยชน์ที่จะได้จากนโยบายด้วย เช่น หากหาเสียงว่าขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ก็ต้องบอกด้วยว่าหากขึ้นให้แล้วจะเกิดประโยชน์อะไร ข้าราชการจะทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเพิ่มไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร ของแพงขึ้น เพราะเงินขึ้น แบบนี้พรรคก็ต้องวิเคราะห์มาให้เห็น รวมถึงต้องอธิบายผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย เช่น หากขึ้นเงินเดือนให้แล้วเงินคงคลังประเทศจะเป็นอย่างไร จะมีความเสี่ยงหรือไม่ จะมีผลกระทบต่างๆ อย่างไร

    สิ่งเหล่านี้พรรคการเมืองต้องแสดงให้เห็นเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่า หากเขาจะเลือกพรรคนี้ ผู้สมัครจากพรรคการเมืองนี้ที่มีนโยบายต่างๆ แบบนี้ แล้วผลกระทบที่จะตามมา ประชาชนยอมรับได้หรือไม่ ก็ทำให้การเลือกตั้ง ประชาชนตรวจสอบได้ตั้งแต่ชั้นนโยบาย

    ธนาวัฒน์-ประธานคณะอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองของ กรธ.” อธิบายรายละเอียดเรื่องการเขียนบทกำหนดโทษเรื่องการ ยุบพรรคการเมือง-ตัดสิทธิ์การเมือง ตามร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองว่า การยุบพรรคการเมือง จากเดิมที่มีความคาบเกี่ยวกันระหว่างความรับผิดชอบของตัวพรรคการเมือง กับความรับผิดชอบส่วนบุคคลของตัวกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค ของเดิมจะใช้ลักษณะนำมารวมกัน จนแยกไม่ออกว่าใครกระทำผิด คนกระทำผิด พรรคก็ถูกยุบด้วย หรือพรรคกระทำผิด คนที่ไม่เกี่ยวข้องก็ต้องเกี่ยวพันด้วย เช่น กรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้ไปประชุมอะไรด้วย

    ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็เขียนไว้ว่า การยุบพรรคการเมืองจะต้องมีเหตุ เช่น กระทำการล้มล้างหรืออาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือไปดำเนินการอะไรที่ไม่เป็นไปตาม รธน.ไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือการให้คนอื่นมาก้าวก่ายพรรค มีการไปซื้อเสียง ซื้อตำแหน่ง

    “ความผิดเหล่านี้ไม่ควรให้พรรคการเมืองเหล่านั้นอยู่ เพราะแสดงว่าพรรคการเมืองตั้งขึ้นมาไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมการเมือง ให้เป็นสถาบันการเมือง แต่เป็นเรื่องของการมาหากำไร หาผลประโยชน์กันโดยแท้ แบบนี้ก็ไม่ควรให้เขาอยู่ ก็ให้ยุบพรรคไปเสีย”

    โดยการจะยุบพรรค กกต.ก็ต้องนำเสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าเหตุแบบนี้ ข้อเท็จจริงแบบนี้ สมควรจะเป็นเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญควรจะยุบพรรคหรือไม่

    ส่วนกรรมการบริหารพรรค หากเขามีส่วนในการกระทำความผิด ก็จะต้องรับโทษ เพื่อนำเขาออกไปจากสังคม ทั้งเรื่องทางอาญา หากเป็นการกระทำความผิด เช่น ไปทุจริต หรือการไปฝ่าฝืนอะไรที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเป็นพรรคการเมือง หรือทำให้ระบบการเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมืองเสียหาย ก็จะมีทั้งโทษ เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ ทั้งลงสมัครรับเลือกตั้ง การไปลงคะแนนเสียง ที่ก็จะมีการกำหนดช่วงเวลาเอาไว้แล้วแต่ลักษณะความผิด

    ธนาวัฒน์ ให้รายละเอียดไว้ว่า โทษอีกเรื่องที่เพิ่มขึ้นใหม่คือ เรื่องการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกไม่ได้แล้วตลอดชีวิต ซึ่งโทษนี้จะไม่กำหนดช่วงเวลาเอาไว้ แต่ยังมีสิทธิทางการเมืองอื่นๆ เช่น สิทธิที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ สิทธิที่จะไปทำกิจกรรมการเมืองอื่นๆ ได้ ไปออกเสียงประชามติได้ แต่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งอีกไม่ได้แล้ว เพราะถือว่าเป็นบุคคลซึ่งไม่สมควรเข้ามาในระบบอีกแล้ว โดยเรื่องรายละเอียดการลงโทษ ก็จะต้องไปดูรายละเอียดว่าใครเป็นคนกระทำความผิด เช่น กรรมการบริหารพรรค เจ้าหน้าที่พรรค หรือสมาชิกพรรคบางคนที่ไปกระทำ เช่น มีส่วนเข้าไปก้าวก่ายหรือไปซื้อเสียง หรือไปหาประโยชน์ในลักษณะที่ไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเป็นพรรคการเมือง โดยระดับโทษแต่ละการกระทำความผิดจะแตกต่างกันไป ที่มีคนบอกว่า มีการเขียนบทลงโทษรุนแรงเกินไป มันไม่ใช่โทษรุนแรงเลย มันคือโทษปกติที่เป็นไปตามระดับที่มันควรจะเป็น

    ถามถึงว่า มีเสียงแย้งเรื่องการยุบพรรคการเมืองมาตลอดว่า พรรคการเมืองที่เป็นนิติบุคคล เป็นพรรคของประชาชน หากพบการกระทำความผิด ก็ลงโทษคนทำผิด กรรมการบริหารพรรค ทำไมต้องยุบพรรคการเมือง ธนาวัฒน์ มีความเห็นเรื่องนี้ว่า สมมุติว่าพรรคการเมืองนั้นไปกระทำการในลักษณะที่จะล้มล้างการปกครอง แบบนี้ลงโทษแค่ผู้บริหารพรรคได้หรือไม่ หากลงโทษไป ผู้บริหารพรรคคนใหม่มา แต่ก็ยังทำตามวัตถุประสงค์เดิม แต่หากยุบพรรคไป พรรคนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตัวกรรมการบริหารพรรค ตัวเจ้าหน้าที่พรรค ก็ต้องหายไป หากจะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ทาง กกต.เขาก็ต้องตรวจสอบว่า พวกที่เคยมีชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรคพวกนั้นไหม เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมาก่อนหรือไม่ เคยถูกลงโทษทางอาญาหรือไม่ หากพบว่ามีการกระทำแบบนั้น กกต.ก็ไม่ให้มาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่

    การยุบพรรคการเมือง ก็ทำให้พรรคนั้นหายไป ตัวบุคคล เจ้าหน้าที่พรรค กรรมการบริหารพรรค ก็ยังมีโทษอื่น เช่น โทษทางอาญา การเพิกถอนสิทธิ แต่ถ้าคนไหนไม่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ต้องรับโทษ ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับที่ส่งไป จะไม่เหมือนของเดิม เพราะของเดิม หากมีการยุบพรรค จะต้องเพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคทุกคน ซึ่งมีคนโต้แย้งว่า มันไม่แฟร์ กรธ.ก็แก้ไขให้ โดยคนที่กระทำความผิดจริงๆ จะต้องถูกลงโทษ

    วรพล กิตติรัตวรางกูร

    ..........................................................................

    สกัดตั้งพรรคการเมือง แค่หวังเงินกองทุนฯ

    “ธนาวัฒน์-ประธานคณะอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ของ กรธ.-กรรมการร่างกฎหมาย ประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” ซึ่งมีประสบการณ์ยกร่างกฎหมายมา 20 กว่าปี ผ่านการร่างกฎหมายมาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน อธิบายสรุปหัวใจสำคัญของร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ส่งไปให้ สนช.พิจารณาในประเด็นที่เป็นเรื่องใหม่และแตกต่างจาก พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่เคยใช้กันมาในอดีตว่า เนื่องจาก รธน.ฉบับปัจจุบันในมาตรา 45 บอกว่าประชาชนมีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมืองที่มีความเห็นแนวทางอุดมการณ์เดียวกัน มารวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองที่จัดตั้งต้องเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพรรคการเมือง และการดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง

    ...สิ่งสำคัญต้องทำให้การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องมาจากบุคคลที่มีความเห็นแนวเดียวกัน โดยกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งที่เห็นว่าจะสามารถทำให้มีพรรคการเมืองที่ดำเนินไปตามแนวคิดของตัวเองได้ ของเดิม ผู้ริเริ่มหรือผู้ก่อตั้ง จะมีแค่ไม่น้อยกว่า 15 คน แล้วไปยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ซึ่งของเดิมยังมองไม่เห็นการรวมกลุ่มของคนที่มีแนวความคิดเห็นทางการเมืองแนวเดียวกันชัดเจน อีกทั้งของเดิมมันง่ายเกินในการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่จะส่งผลให้เวลาไปบริหารจัดการเพื่อทำพรรคการเมืองแท้ๆ มันก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย วัตถุประสงค์ตาม รธน.

    ดังนั้นร่างที่ส่งไปให้ สนช.จึงเขียนกำหนดไว้ว่าจะต้องมีคนที่มีแนวความคิดเห็นแนวเดียวกัน และต้องมีคุณสมบัติ เงื่อนไขต่างๆ ตามที่ รธน.กำหนด จำนวน 500 คน เพื่อจะรวมตัวกัน และก็มายื่นขอจดทะเบียนตั้งพรรคการเมือง ที่จะแสดงให้เห็นว่าเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้ที่มารวมตัวกัน จัดตั้งพรรคการเมือง แล้วไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามที่ กกต.กำหนด เช่น การตั้งสาขาพรรคการเมือง

    อย่างไรก็ตาม การเขียนไว้ดังกล่าว สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการตั้งพรรคการเมือง และกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่พร้อม ในร่างก็เปิดโอกาสให้ โดยมีข้อยกเว้นไว้ว่า หากรวมตัวกันได้ 15 คน ก็ให้มายื่นจดแจ้งจะขอตั้งพรรคการเมืองไว้ก่อน แล้วมีการออกใบรับแจ้งให้ จากนั้นกลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งพรรค 15 คน ก็ต้องไปดำเนินการต่างๆ ให้ครบกระบวนการตั้งพรรคการเมือง เช่น การไปหาคนมาให้ได้ 500 คน การไปหาชื่อพรรค เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็มายื่นเรื่องต่อนายทะเบียนพรรค หากทุกอย่างเสร็จนายทะเบียนก็จดทะเบียนให้ แต่หากยังไม่พร้อมก็มายื่นขอจดแจ้งก่อน แล้วก็ไปดำเนินการให้ได้ภายใน 180 วัน นับแต่วันยื่นขอแจ้งเพื่อจดทะเบียน ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้อีกช่องทางหนึ่ง แต่หากทำไม่ทัน ทำไม่เสร็จภายในเวลา ก็สิ้นผลไปตามใบจดแจ้งนั้น แต่ก็ไม่ได้ตัดสิทธิที่จะกลับมายื่นจดแจ้งในโอกาสต่อไป หากต่อไปพร้อม ก็มายื่นดำเนินการได้ต่อ แต่ก็ต้องเริ่มใหม่

    สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นใหม่ เพื่อให้ตรงตามเจตนารมณ์ของ รธน.ที่ต้องการให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้น โดยมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพในการดำเนินกิจกรรมพรรคการเมือง

    ธนาวัฒน์ ย้ำว่า หลักการข้างต้นเป็นการเขียนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาจากเดิมที่ให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองง่ายเกินไป แล้วเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จน กกต.ต้องไปตามยุบ เพราะกลายเป็นว่าพรรคที่ขอตั้งขึ้น พอตั้งแล้วทำไม่ได้ เกิดเป็นพรรคเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา กลายเป็นว่ามีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อหวังจะเอาเงินสนับสนุนจากทางรัฐ แต่ในร่างก็ไม่ได้เขียนถึง ทำให้การตั้งพรรคยากเกินไป เพราะการกำหนดให้มีสมาชิกพรรค 500 คน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้

    อีกเรื่องที่เพิ่มขึ้นมาในเรื่องการตั้งพรรคการเมืองก็คือ การเขียนให้ต้องมีทุนประเดิม ที่จะเก็บจากผู้ก่อตั้ง อย่างน้อยก็ 500 คนที่มา หรืออาจจะเก็บมากกว่านั้นก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรคไป ที่ กรธ.เขียนให้มีทุนประเดิมจัดตั้งพรรค จากเดิมที่ไม่มี ก็เพราะมองว่า พรรคการเมืองก็เหมือนกับการจัดตั้งบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน เมื่อมีเป้าหมาย มีภารกิจที่ต้องดำเนินการ สิ่งหนึ่งที่ต้องพร้อมก็คือ ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพรรค เช่น ค่าสถานที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญ ทุนประเดิม ก็จะทำให้เห็นว่าพรรคการเมืองมีความพร้อมในการดำเนินกิจกรรมการเมือง การบริหารจัดการพรรค และพร้อมในเรื่องการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เป็นเรื่องปกติ เพราะทุกองค์กรที่เป็นนิติบุคคล ต้องมีเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว โดยเมื่อมีการออกทุนอะไรต่างๆ ความรู้สึกในการเป็นเจ้าของพรรค การมีส่วนร่วมในพรรค มันก็เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค

    กับประเด็นที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ทักท้วงกันมากมายเรื่องการให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายเงิน ค่าบำรุงพรรค ที่ต้องเก็บขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 100 บาทต่อปีนั้น ธนาวัฒน์-กรธ. บอกว่า หลักการเรื่องนี้ก็คือการสร้างการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของพรรค ทำให้กระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง ถามว่าเรื่องนี้จะเป็นภาระกับคนที่เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ คือจากเดิมที่ไม่เคยมีการเสียเงิน ก็ทำให้มีการเข้ามาสมัคร แล้วทำบ้าง หรือไม่สนใจบ้าง มีคนเข้ามาขอชื่อ ก็ไปเป็นให้บ้าง แต่ตรงนี้ก็จะทำให้เกิดความรับผิดที่จะต้องตัดสินใจ เพราะตัวเองก็ต้องมีส่วนที่จะแชร์ในเรื่องของเงินทุนทรัพย์สินที่ลงไปในการจะเป็นสมาชิกพรรค

    “เงินจำนวน 100 บาท ไม่น่าจะมากเกินไป แต่จะเป็นจำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่พรรค ซึ่งในชีวิตประจำวัน ค่าใช้จ่าย 100 บาท ก็น่าจะเป็นไปได้ อย่างบุหรี่ซองหนึ่งก็เกือบร้อยแล้ว ก็แค่ค่าบุหรี่ซองหนึ่งต่อเดือนเท่านั้นเอง แล้วบอกว่าพวกชาวนา อะไรต่างๆ พวกนี้ถ้าเขามีความสนใจ เงินจำนวนนี้ก็คงไม่ทำให้มีปัญหา”

    ...แล้วการกำหนดไว้ ตรงนี้ก็มีบอกไว้ว่าหากเก็บไปสักระยะเวลาหนึ่ง ถ้าพรรคพร้อมก็อาจหยุดเก็บ เช่น ส่งไปแล้วในระยะเท่านี้ ก็อาจหยุดเก็บไปสักช่วงหนึ่งก็ได้ ซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหา

    พวกนี้คือส่วนสำคัญของเรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง ที่เมื่อจัดตั้งแล้วก็จะเป็นนิติบุคคลที่จะไปดำเนินกิจกรรมพรรคการเมืองต่อไปในอนาคต มีทุน มีวัตถุประสงค์ ที่จะสร้างให้พรรคการเมืองเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญ และสร้างการมีส่วนร่วมของสมาชิก ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ที่ใครจะมาครอบงำหรือชี้นำ ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของตัวเองให้มากขึ้น

    อีกส่วนที่สำคัญคือ เรื่องการดำเนินกิจกรรมพรรคการเมือง โดยตัวกฎหมายฉบับเดิม ไม่ได้เขียนส่วนนี้มาก ไม่ได้มีการเขียนว่า กิจกรรมพรรคการเมืองที่พรรคควรต้องทำควรมีอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะไปคิด เช่น จัดประชุมใหญ่พรรค จัดประชุมสัมมนา แต่ในร่างดังกล่าวมีการเขียนส่วนนี้ไว้ว่า พรรคการเมืองต้องทำกิจกรรมที่สำคัญในการเป็นพรรคการเมือง อย่างน้อย 4 ประการสำคัญๆ เช่น การเสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หรือการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ อันนี้คือส่วนที่เพิ่มมา เพื่อกำหนดเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองไปทำกิจกรรม โดยก็จะให้รัฐต้องไปสนับสนุนเงินหรือทรัพย์สินเพื่อให้พรรคการเมืองนำไปพัฒนาหรือทำกิจกรรมการเมือง โดยผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งหากพรรคการเมืองได้รับเงินไปแล้ว แต่กลับไม่ทำ ในปีต่อไป ก็จะลดทอนลงไป ไม่มีการจ่ายให้ ไม่เช่นนั้น หากทำแค่กำหนดหัวข้อมา แล้วก็ให้เงินจากกองทุนไป แต่กลับไม่ไปทำจริง ก็เป็นการสูญเปล่า รัฐก็ต้องมารับภาระ

    ธนาวัฒน์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่สำคัญคือ การดำเนินกิจกรรมพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องมีสาขาพรรค โดย กรธ.ยังยึดตามกฎหมายเดิม คือพรรคการเมืองต้องมีสาขาพรรคตามจำนวนภาคที่ กกต.กำหนด ซึ่ง กกต.กำหนดไว้ว่ามี 4 ภาค ดังนั้นอย่างน้อยก็ต้องมี 4 สาขาพรรค และมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คน โดยในร่างเขียนไว้ว่า เมื่อมีการตั้งพรรคการเมืองแล้ว ใน 1 ปีก็ต้องมีการตั้งสาขาพรรคให้ได้ มีการรวบรวมสมาชิกพรรคให้ได้อย่างน้อย 5,000 คนภายใน 1 ปี และภายใน 4 ปี ต้องรวบรวมให้ได้อย่างน้อย 10,000 คน

    ...เราต้องการสร้างให้พรรคการเมืองเป็นตัวแทนที่จะมีการรวบรวมการมีส่วนร่วมจากทุกคนในพื้นที่ ให้เป็นพรรคที่มีความสำคัญระดับประเทศ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่มีความสำคัญแค่ในบางพื้นที่ บางจุดที่จะไปรวมตัวกันเพื่อสร้างเป็นกลุ่ม แบบนั้นมันไม่ใช่พรรคการเมือง เพราะพรรคการเมืองต้องดูแลคนทุกพื้นที่ได้ อันนี้คือการต้องการสร้างให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง เป็นสถาบันการเมืองระดับชาติ

    ธนาวัฒน์-กรธ. กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่เพิ่มเข้ามาคือ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้น พรรคการเมืองจะต้องฟังความคิดเห็นจากสาขาพรรค ผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดด้วย และให้มี คณะกรรมการสรรหา ขึ้นมาเพื่อคอยคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยกรรมการประกอบด้วย กรรมการบริหารพรรค ตัวแทนสาขาพรรค ผู้แทนพรรคประจำจังหวัด ถือเป็นการสร้างการมีส่วมร่วมในพรรคการเมือง ไม่ใช่ทุกอย่างไปขึ้นกับกรรมการบริหารพรรคเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ ธนาวัฒน์ ยังเห็นด้วย หลังเราถามว่าหากหลักการตามร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ร่างมายังคงอยู่และประกาศใช้น่าจะทำให้คนที่คิดจะตั้งพรรคแบบเฉพาะกิจ หรือตั้งขึ้นเพื่อไปขอรับเงินสนับสนุนจาก กกต.น่าจะหายไปได้บ้าง โดยบอกว่า น่าจะลดลงไป เพราะถ้าไม่พร้อมตั้งแต่ต้น ไม่มีจำนวนคนตามที่กำหนด ไม่มีทุนประเดิม ก็คงไปไม่ได้ ก็จะได้ไม่เกิดภาระที่จะต้องมานั่งไล่ยุบพรรคกันทีละพรรค เหมือนคดีที่ค้างกันอยู่ 70-80คดีกันเวลานี้ในชั้น กกต.

    เมื่อถามมุมมองว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ พรรคการเมืองไทยที่คนมองกันว่าเป็นพรรคของนายทุน มีความเป็นธนกิจการเมือง สิ่งเหล่านี้จะลดหายไปหรือไม่ ธนาวัฒน์-กรธ. ตอบว่า กฎหมายพรรคการเมืองที่เคยใช้อยู่ก็พยายามจะไม่ให้พรรคการเมืองเป็นธนกิจการเมือง คือพยายามจะให้พรรคการเมืองมีเงินทุนใช้จ่ายในการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาคือ มันก็มีช่องทางในทางการเมืองที่จะมาสร้างฐานอำนาจเพื่อผลประโยชน์ด้านอื่น ซึ่งทำให้พรรคการเมืองถูกทำให้ผิดวัตถุประสงค์ไป

    ตัวร่างฉบับนี้ก็พยายามจะเขียน โดยเฉพาะไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาก้าวก่าย เข้ามาชี้นำ การไปรับเงินรับทองก็มีมาตรการปรามให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วในอดีต เกิดขึ้นซ้ำซ้อนอีก ก็พยายามจะลดมันลง ถามว่ามันจะหายไปเลยหรือไม่ ก็คงพูดเต็มปากไม่ได้ แต่ถามว่ามันน่าจะลดลงหรือไม่ มันก็น่าจะลดลงได้

    - หาก สนช.ถ้าจะมีการตัดบางเรื่องออก เช่น อาจตัดเรื่องให้สมาชิกพรรคต้องจ่ายเงินบำรุงพรรคปีละ 100 บาทออก กรธ.จะว่าอย่างไร?

    ก็ต้องคุยกัน เมื่อร่างเข้าไปที่ สนช.แล้ว กรธ.ก็ต้องยืนยัน ว่าหลักการที่ร่างมาเป็นหลักการที่เหมาะสมแล้วกับการดำเนินการของพรรคการเมือง ถ้าจะมีการตัดอะไรกัน ก็ต้องคุยกันด้วยเหตุผล เพราะการจะไปห้าม สนช.ตัดอะไรก็คงห้ามไม่ได้ แต่หากว่าตกลงกันแล้ว ถ้ามันทำให้เกิดการบังคับใช้ไม่ได้ ก็ต้องตั้งกรรมการร่วมกัน ก็เป็นเรื่องปกติในการออกกฎหมาย ที่ต้องดีเบตกันด้วยเหตุผล
    ...............................

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    เศรษฐกิจมันเป็นเรื่องใกล้ตัว หลอกกันไม่ได้ ล้วงกระเป๋าไปแล้วไม่เจอเงิน มันก็คือไม่เจอ เวลานี้ใครมาบอกว่าเศรษฐกิจดี คนจนจะหมดไปแล้ว สำหรับประชาชนระดับรากหญ้า เชื่อก็บ้า! ไม่มีปัญญาไปชิมไข่เจียวร้าน เจ๊ไฝ หรอกครับ เศรษฐกิจ ปากท้อง ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกด้วย และเมื่อสองอย่างนี้มาผสมกัน มันก็เหมือนระเบิด
  • บทบรรณาธิการ

    ปรากฏการณ์พบอาวุธสงครามล็อตใหญ่ ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา นำไปสู่การเดินเข้ามามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของนายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยนายวัฒนาถูกควบคุมตัวตาม มาตรา 44 เนื่องจากต้องสงสัยมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง โดยเชื่อมโยงกับซีรีส์นัมเบอร์ของอาวุธล็อตใหญ่นี้มีความเชื่อมโยงกับอาวุธสงครามที่ตรวจจับได้เมื่อปี 2557
  • เอ็กซ์-ไซท์

    กรมการขนส่งทาง บกดีเดย์ต้นปี 61 ยกมาตรฐานสอบใบขับ ขี่ทุกด้าน เตรียมออก กฎกระทรวงห้าม 5 โรคสำคัญ อายุ 70 ปีขึ้นไปจับตรวจสาย ตา-สุขภาพทุก 3 ปี
    ว.วชิรเมธีชื่นชมก้าวคนละก้าวทำเพื่อสังคม ประชาชนยังคงร่วมบริจาคสมทบโครงการก้าวคนละก้าวจนยอดผ่าน 723 ล้านบาทแล้วแม้ตูนจะหยุดพักเพราะป่วย ก่อนออกมาวิ่งต่อวันอังคารมุ่งหน้าสู่นครสวรรค์ ว.วชิรเมธีแสดงความชื่นชมนักร้องหนุ่มสั่นสะเทือนโครงสร้างพื้นฐานในจิตใจคนไทยทั้งประเทศ
    ไฟไหม้ตึกแถวเก่าแก่ย่านแพร่งนราซึ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เสียหาย 13 คูหา ยังไม่ รู้สาเหตุ รอสำนักงานทรัพย์สินฯ ประเมินความสูญเสีย
  • x-cite inside

    ในจำนวนร่าง พ.ร.บ.ที่ภาคประชาชนมีส่วนในการร่างและผลักดัน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้มีอยู่ไม่กี่ฉบับ และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’ ที่ส่งผลให้เกิดการจัดตั้ง ‘สภาองค์กรชุมชนตำบล’ ขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ตำบลทั่วประเทศ
    ปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่สาธารณะป่าห้วยเม็กของชาวบ้านตำบลบ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ เมื่อชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ สามารถต่อสู้เพื่อทวงคืนผืนป่าจากบริษัทเครื่องดื่มผสมเคเฟอีนที่มีอำนาจเงินตราและมีทุนมหาศาล เหมือนดังไม้ซีกที่งัดไม้ซุงได้สำเร็จ...
    นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนต์เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง กว่า 100 คน จัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ผ่านการชมภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญ” ผลงานการสร้างสรรค์ของ 4 ผู้กำกับแถวหน้า "ปรัชญา ปิ่นแก้ว, นนทรีย์ นิมิบุตร, ก้องเกียรติ โขมศิริ, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล"