ปรับแผนเออีดีพี สร้างสมดุลพลังงาน

  • Monday, April 10, 2017 - 00:00

    หลังเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต้องเลื่อนออกไปและล่าช้ากว่าแผนถึง 2 ปี เพราะต้องดำเนินการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่ และยังส่งผลกระทบไปถึงแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี หรือพีดีพี 2015 ใหม่

    ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ระบุว่าต้องปรับแผนพัฒนากำลังไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี (พีดีพี 2015) ซึ่งเป็นผลมาจากความล่าช้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่ต้องเลื่อนออกไป ทำให้มีแนวโน้มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบล่าช้าออกไป รวมถึงยังได้ให้ปรับเพิ่มพลังงานทดแทนให้มีสัดส่วน 40% ดังนั้น นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. ในฐานะที่รับผิดชอบในด้านพลังงานทดแทน จึงได้เตรียมพร้อมและเดินหน้าปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP ทันที

    0 ความคืบหน้าในการทบทวนแผน AEDP เป็นอย่างไรบ้าง

    โจทย์ที่ได้รับมาคือจะมีการเพิ่มในเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น และถ้าจะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น ก็ต้องดูว่าตัวไหนบ้างที่ควรจะเพิ่มได้ และจะมากน้อยอย่างไร ที่สำคัญต้องดูชนิดของเชื้อเพลิงที่จะเอามาผลิต เพราะแต่ละชนิดจะมีเรื่องต้นทุนราคาที่แตกต่างกัน เช่น โซลาร์เซลล์ จะมีต้นทุนแพง แต่เป็นเทคโนโลยีที่ราคาลงเร็วมากเมื่อเทียบกับตัวอื่น ดังนั้นความเป็นไปได้ในอนาคตที่ราคาจะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 4.12 บาทต่อหน่วย แต่ก็ติดปัญหาว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้วันละ 5 ชั่วโมงเท่านั้น

    ส่วนกลุ่มชีวมวล แม้ว่าจะมีราคาค่าไฟฟ้าต่ำกว่าโซลาร์เซลล์ แต่ต้องยอมรับว่าราคาต้นทุนเครื่องจักรค่อนข้างแพง และไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับลดลง แต่ชีวมวลจะมีความมั่นคง สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้แน่นอนกว่าโซลาร์เซลล์ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ว่ามีไม้ปีก ไม้ยูคา หรือเชื้อเพลิงต่อเนื่องสามารถเดินเครื่องได้ต่อเนื่อง ที่สำคัญควรที่ในกลุ่มชีวมวลนั้นหากมีการส่งเสริมความที่จะเพิ่มเงื่อนไข ต้องส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ เช่นเดียวกับโครงการ กับ SPP ไฮบริด ที่ต้องมีการปลูกพืชที่เป็นเชื้อเพลิงด้วย ส่วนพลังงานลมนั้นมีต้นทุนสูงมาก

    ดังนั้น ต้องเลือกว่าเอาอะไร ซึ่งต้องพิจารณาในเรื่องของรายละเอียดด้านเศรษฐศาสตร์ จะมองที่ต้นทุนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูที่ผลกระทบต่างประกอบด้วย ตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่กำลังจัดทำรายละเอียด

    0 การทบทวนแผน AEDP คาดว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่

    พพ.ได้กำหนดแนวทางปรับปรุงแผนไว้ 2 แนวทาง คือ 1.เพิ่มเป้าหมายพลังงานทดแทนเมื่อสิ้นสุดแผนปี 2579 ที่เดิมกำหนดไว้ 30% ต่อการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย หรือ 2.คงเป้าหมายเดิม แต่อาจปรับลดพลังงานทดแทนในส่วนที่เห็นว่าอาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายแล้วเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟจากพลังงานทดแทนเข้าไป โดยคาดว่า 2-3 เดือน หรือ มิ.ย.จะได้ข้อสรุป

    "เราก็กำลังดูรายละเอียดภาพรวมอยู่ ถือเป็นการปรับเล็ก ซึ่งก็มีทางเลือกคือเพิ่มสัดส่วนจาก 30% ของแผน โดยรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนบวกเข้าไปเลย หรือคงไว้ที่สัดส่วนพลังงานทดแทน 30% แต่ไปลดเป้าหมายพลังงานทดแทนบางชนิด แล้วเพิ่มพลังงานทดแทนผลิตไฟเพิ่ม แต่ก็อยู่ที่ผลศึกษาว่าที่สุดจะออกมาแบบไหน ตอนนี้ยังไม่ได้สรุป" นายประพนธ์กล่าว

    ทั้งนี้ ยอมรับว่าพลังงานบางตัวนั้นกำหนดเป้าหมายไว้ค่อนข้างสูงในอดีต ยกตัวอย่างเช่น ไบโอดีเซลที่ตั้งเป้าหมายปี 2579 จะผลิตได้ 14 ล้านลิตรต่อวัน เนื่องจากอดีตที่กำหนดไว้อยู่บนพื้นฐานที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบไม่ได้แพงเช่นปัจจุบัน เพราะปกติราคาของไทยจะแพงกว่ามาเลเซียเพียง 2 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แต่ปัจจุบันบางช่วงกว่าถึง 9 บาทต่อ กก. ซึ่งถือว่ามากเกินไป ดังนั้นตรงนี้ก็คงจะต้องทบทวนว่าควรจะส่งเสริมให้เหมาะสมหรือไม่

    ส่วนเอทานอลเองก็เช่นเดียวกันที่ต้องพิจารณารายละเอียด เพราะก่อนหน้าที่ดำเนินงานต้นทุนไม่ได้แพงเช่นนี้ หากส่งเสริมแล้วเป็นภารประชาชน ดังนั้นหากราคาเอทานอลแพงแบบไม่สมเหตุสมผล การส่งเสริมให้ใช้มากก็เป็นไปไม่ได้ แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้นก็ต้องหารือภายในว่ามีแนวทางที่จะลดต้นทุนเอทานอลและไบโอดีเซลได้หรือไม่ เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการ

    "ถ้าส่งเสริมฯ ได้นะเวลาเราส่งเสริมจะขยับจาก B7 เป็น B10 แต่ราคาหน้าโรงงานก็จะสูงขึ้น กระทรวงฯ ไม่เดือดร้อนแต่ประชาชนผู้ใช้ก็จะได้รับราคาแพง เชื่อในหลักการว่าของแพงจะทำมากไปไม่ดี ไปบังคับให้ใช้ในราคาแพง ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล เอทานอลก็เช่นกันปีที่แล้วราคาแพงมากไปถ้าเคลียร์ได้ก็โอเค ถ้าทำไปแล้วไม่มีเหตุมีผลเป็นภาระประชาชนกระทรวงพลังงานจะทำก็กระไรอยู่ สิ่งเดียวคือเราก็ต้องลดเขาลงมาเพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชน" นายประพนธ์กล่าว

    นอกจากนี้ พพ.ยังเตรียมทบทวนการกำหนดโซนนิ่งเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนทุกชนิด เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ลม โซลาร์ เป็นต้น ให้ทราบข้อมูลล่าสุดว่าพื้นที่ใดมีเชื้อเพลิงชนิดใดมากหรือน้อยแค่ไหน เหมาะสมกับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนชนิดนั้นๆ หรือไม่ เนื่องจากข้อมูลที่ พพ.มีอยู่นั้นเป็นข้อมูลที่สำรวจไปเมื่อปี 2557 ดังนั้นควรมีการสำรวจใหม่ให้ทันสถานกาณ์ปัจจุบันมากขึ้น ที่สำคัญข้อมูลใหม่นี้จะเริ่มนำไปใช้กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เฟส 2 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เตรียมประกาศรับซื้อในปี 2560 นี้ เป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้สำนักงานใน พพ.ประสานงานกับพลังงานจังหวัด เพื่อจัดทำข้อมูลดังกล่าวแล้ว และจะดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

    0 ความคืบหน้าโครงการส่งเสริมพลังงานน้ำชุมชนขนาดเล็กเป็นอย่างไร

    ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 17 ก.พ.2560 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กของหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 25 แห่ง กำลังผลิตติดตั้งรวม 5 เมกะวัตต์ อัตรารับซื้อไฟฟ้าประมาณ 1.09 บาทต่อหน่วย และจะไม่มีการให้เงินส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบฟีดอินทารีฟ (FIT) เพราะไม่ได้เป็นโครงการที่แสวงกำไร โดยโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 100 กิโลวัตต์

    "โรงไฟฟ้าทั้ง 25 แห่ง แบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ จำนวน 3 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 2 เมกะวัตต์ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดปัญหาใบอนุญาต รง.4 และกฎหมายต่างๆ ของภาครัฐ แต่ขณะนี้ได้ปลดล็อกปัญหาจบแล้ว จึงนำเสนอ กพช.เพื่อขออนุมัติเดินหน้าโครงการได้ในปีนี้" นายประพนธ์กล่าว

    ทั้งนี้ แต่เดิมนั้นทาง พพ.มีแนวคิดว่าหลังจากที่ กพช.อนุมัติแล้ว จะส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ของชุมชนนั้นเป็นผู้ดำเนินโครงการต่อไปเมื่อมีกรณีที่ระบุว่าหน่วย อปท.ไม่ได้มีหน้าที่ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งติด กม.ข้อนี้ ดังนั้นกรมจึงเดินเครื่องเอง แต่เมื่อเดินเครื่องเองต้องมีค่าใช้จ่าย ดังนั้นจึงทำหนังสือถึงสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังเพื่อขอกันงบบ้าง ส่วนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลโรงไฟฟ้าที่มีอยู่

    "การขายซื้อไฟฟ้าในราคาต่ำคือ 1.09 บาทต่อหน่วยนั้น จะช่วยดึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือค่าเอฟทีลง เพราะการคิดค่าไฟฟ้านั้นคิดที่ราคาตามเป็นจริงที่ซื้อมา ถ้าซื้อมาต่ำก็จะเป็นตัวลบ ซึ่งประโยชน์ที่ได้นั้น ไม่ตกที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่ตกกับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวม" นายประพนธ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การที่ พพ.ได้มีโครงการต่างๆ เข้าไปสนับสนุนและส่งเสริมชุมชนทั่วประเทศที่มีศักยภาพของวัตถุดิบ เพื่อนำมาสู่การผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือก ส่งผลให้ปัจจุบันชุมชนต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญ และเกิดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาชุมชนของตนเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยพลังงานทดแทนที่หาได้ในท้องถิ่น สามารถลดการใช้พลังงานหลักในระยะยาวได้ ซึ่งจะส่งผลให้ลดการสูญเสียเงินตรา ทั้งในด้านการจัดซื้อเชื้อเพลิง เครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศ ทำให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงานสืบไป.
    +++++++++++++++

    LEAVE A REPLY

    0 Comments

  • เปลว สีเงิน

    ๒๑ ตุลาคม วนมาอีกรอบ ถึงวันเกิดที ก็มานั่งนับอายุกันที หนังสือพิมพ์ก็เหมือนคน ไทยโพสต์ผ่านมาได้ ๒๑ ปี ขึ้นปีที่ ๒๒ ไม่ช้าไม่นาน ถ้าเป็นคนก็กำลังจะจบมหาวิทยาลัย ใกล้ได้เวลาย่างเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงาน อายุมากขึ้น มาพร้อมกับจำนวนครั้งการเต้นของหัวใจที่ลดลงเรื่อยๆ
  • บทบรรณาธิการ

    เห็นภาพประชาชนคนไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมมือร่วมใจกันทำกิจกรรมเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศแปรปรวนขนาดไหน ตั้งแต่ฝนตก น้ำท่วม แดดร้อน ก็ไม่มีปัญหาการกระทบกระทั่ง สร้างบรรยากาศที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้น
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ร.ต.อ.ศักดิ์ชาย กิตติอุดมพันธ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้รับแจ้งเกิดเหตุฆาตกรรม ที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านโคกยาง ตำบลก้านเหลือง อำเภอนางรอง
    นายอำเภอท่าแซะ ชุมพร สั่งการเร่งจับหมีโดยเร็วหลังชาวบ้านผวาหนัก เจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่าวางกรงเหล็กกับดักขนาดใหญ่พร้อมติดตั้งกล้องวงจรปิด คาดไม่เกิน 5 วันรู้ผล
    ตำรวจเตือนนำภาพพระเมรุมาศมาพิมพ์บนเสื้อจำ หน่ายเป็นการมิบังควร ผิดกาลเทศะ วอนประชาชนไม่ซื้อมาสวมใส่ประดับร่างกาย
  • x-cite inside

    บรรยากาศแห่งความทรงจำ ความรู้สึก และหัวใจที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของเหล่าพสกนิกรไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ก่อให้เกิดการหลอมรวมใจของคนไทยในการ “ทำดีตามรอยพ่อ” เพื่อแปรเปลี่ยนความโศกเศร้า ความอาลัยรัก ให้เป็นพลังในการสานต่อพระราชปณิธานในพระองค์ท่าน
    นางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ทำบัตรเชิญสำหรับผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ โดยจัดพิมพ์จำนวน 5,000 ใบ
    เวียนมาบรรจบครบวาระ 1 ปี ในวันที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต แต่พระองค์ยังทรงสถิตอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวไทยทุกดวง