ต้านกม.กดหัวสื่อ ภารกิจยังไม่จบ

  • Sunday, May 7, 2017 - 00:00

    ภารกิจยังไม่จบ สื่อต้องสรุปบทเรียน

    ตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน-นักวิชาชีพสื่อต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา จะลงมติด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เห็นชอบด้วยกับรายงานข้อเสนอการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. ...ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การปฏิรูปประเทศด้านปฏิรูปสื่อ ของ สปท. อันเป็นข้อเสนอที่แม้จะมีการปรับแก้เนื้อหาแล้ว แต่องค์กรสื่อก็ยังเห็นว่าเนื้อหาบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญและหลักเสรีภาพในการเสนอข่าวสารและการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ดังนั้นจึงต้องเคลื่อนไหวต่อไป เพราะเห็นสัญญาณว่ามีความเป็นไปได้ที่ รัฐบาล-คสช.อาจนำเรื่องนี้ไปต่อยอดในอนาคตอันใกล้

    จักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เขามีมุมมองถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของคนสื่อ-องค์กรวิชาชีพสื่อหลังจากนี้ว่า การขับเคลื่อนขององค์กรสื่อต่อจากนี้ ในระยะสั้นจะต้องหล่อเลี้ยงกระแสนี้เอาไว้ ให้มีความต่อเนื่อง ช่วงนี้เป็นช่วงงานมวลชน ซึ่งที่ผ่านมาทำไว้ได้ดีมาก แต่ต่อไปต้องเป็นงานด้านวิชาการ ต้องให้งานวิชาการเข้ามามีบทบาทในการนำ เช่น ต้องมีคำตอบให้กับสังคมอย่างชัดเจนว่า สื่อจะดูแลกันเองอย่างไร เช่น เรื่องกฎหมาย ที่ให้มีการบังคับกระบวนการกำกับดูแลกันเองให้มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ไปบังคับคน แล้วต้องไม่ไปก้าวล่วงหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชน

    การเคลื่อนไหวต่อสู้ต่อจากนี้ งานวิชาการจึงต้องเป็นตัวนำ เพื่อให้ความรู้กับสังคม ว่าถ้าเราจะกำกับสื่อให้มีประสิทธิภาพและสังคมไว้เนื้อเชื่อใจ จะมีอะไรบ้าง ต้องบอกมา แล้วพวกสื่อต่างๆ เช่น อย่างหากมีเว็บไซต์ลงภาพไม่เหมาะสม เช่น ภาพอนาจารหรือไปละเมิด แล้วคนมาด่าสื่อ คุณต้องบอกให้สังคมเข้าใจว่าสื่อที่ทำผิดนั้น เขาอยู่ในสื่อประเภทไหน แล้วจะเยียวยากันได้อย่างไร โดยอาจไม่ต้องมาที่สภาวิชาชีพ แต่ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจได้ไหม เรื่องพวกนี้ ในทางวิชาการ ต้องทำให้ชัดทั้งกับสังคม และกลุ่มองค์กรสื่อด้วยกันเองด้วยว่า วันนี้เราอยู่ในจุดไหน เรากำลังต่อสู้ในเรื่องอะไร อาวุธในการต่อสู้คืออะไร เหตุผลในการต่อสู้คืออะไร สิ่งเหล่านี้เป็นภารกิจในช่วงต่อไปอย่างน้อยในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ ระหว่างที่กำลังรอให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ของ สปท.เดินไป

    จักร์กฤษ วิเคราะห์ว่า แม้ กมธ.ปฏิรูปสื่อจะยอมถอยด้วยการแก้ไขยกเลิกหลายประเด็นที่องค์กรสื่อออกมาคัดค้าน เช่น เรื่องการออกใบอนุญาต แต่มองว่าเป็นยุทธวิธีซึ่งทำให้เขาได้ใจจากคนที่มีพื้นฐานไม่ชอบสื่ออยู่แล้ว ที่มองว่า กมธ.ก็ยอมแล้ว ตัดโควตาปลัดกระทรวงจาก 4 คนเหลือ 2 คน เปลี่ยนจากใบอนุญาตมาเป็นใบรับรอง ตัดเรื่องโทษจำคุกออกไป ผมคิดว่าเขาคงประเมินแล้วว่ามันสุดโต่งเกินไป แล้วมันจะไปกระทบกับสังคมโดยรวม

    เหตุผลที่เขาถอย พูดจริงๆ แล้วเขาคงประเมินแล้วว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่การถอยของเขาเป็นการถอยทางยุทธศาสตร์ แต่พวกเรื่องตัวแทนรัฐในกรรมการสภาวิชาชีพยังอยู่ หรือนิยามสื่อมวลชนแบบครอบจักรวาลยังอยู่ แต่ให้ตามดูเถอะ ใบรับรองอาจมีอิทธิฤทธิ์ไม่น้อยกว่าใบอนุญาตก็ได้ โดยผมยังกังวลอยู่ว่า ในเมื่อหลักคิดเขาคือควบคุมสื่อ ตอนแรกเลยใช้ระบบการออกใบอนุญาตเป็นตัวควบคุม การทำงาน การเป็นสื่อ ที่ต้องมีใบอนุญาตก่อน แต่เมื่อถอยมาเป็นใบรับรอง แล้วจะเป็นไปได้หรือที่ใบรับรองจะไม่มีสภาพเหมือนเป็นการบังคับเหมือนใบอนุญาต ตรงนี้ต้องติดตามว่า สถานภาพของใบรับรอง แม้จะให้องค์กรต้นสังกัดเป็นคนออก แต่มันจะไปยึดโยงกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่เป็นสภาใหญ่ตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวหรือไม่ ถ้าหากยังให้ยึดโยงกับสภาใหญ่ ก็แปลว่ายังต้องอยู่ภายใต้การกำกับอย่างเข้มข้นของสภาใหญ่อยู่ดี เพียงแต่ลดโทนจากใบอนุญาตมาเป็นใบรับรอง

    อดีตประธานสภาการ นสพ.ฯ กล่าวต่อไปว่า หลัง สปท.ส่งรายงานและร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไปให้คณะรัฐมนตรี ขั้นตอนต่อไปคณะรัฐมนตรีก็ส่งไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปดูในแง่เทคนิคการเขียนข้อกฎหมายให้มีการตั้งข้อสังเกต แล้วจากนั้นก็ส่งไปให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีนำมาพิจารณาอีกครั้ง หากเห็นชอบก็จะส่งไปให้ สนช. โดยวิป สนช.จะมาดูก่อน แต่หลักปกติหากเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่ส่งมาจากรัฐบาล ส่วนใหญ่จะนำมาพิจารณา

    ..ไทม์ไลน์ต่อจากนี้ไปอีก 6 เดือนเป็นช่วงที่องค์กรวิชาชีพสื่อต้องสรุปบทเรียนให้ได้ว่า การเคลื่อนไหวร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่เราเรียกกันว่าร่างกฎหมายกดหัวสื่อ เราได้บทเรียนอะไรบ้าง เราประสบความสำเร็จไหม สำเร็จมากน้อยแค่ไหน อะไรที่เป็นข้อท้วงติง ข้อสังเกตจากสังคม

    การเคลื่อนไหวที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จในแง่ที่ว่าทำให้เขา (กมธ.สปท.) หยุดฟังได้ระดับหนึ่ง ระดับที่คิดว่าการมีใบอนุญาต จะทำให้เกิดกระแสต่อต้าน รุนแรงและกว้างขวาง และเรื่องบทกำหนดโทษ เนื่องจากการทำผิดของสื่อไม่ใช่อาชญกรรมร้ายแรง ไม่ใช่ฆ่าคนตาย ปล้นฆ่า การไปจำกัดโทษจำคุกแค่ไม่จดทะเบียน หรือแค่องค์กรทำสื่อ รับคนที่ไม่ได้จดทะเบียนไปทำงาน มันถึงขั้นต้องติดคุกเชียวหรือ ทำให้ กมธ.สื่อฯ ถอน จนเปลี่ยนมาเป็นใบรับรองแทน

    ..สิ่งที่ยังค้างคาอยู่และยังต้องต่อสู้กันอีกยาว ก็คือประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง เรื่องแรก คำยืนยันที่ว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามร่างดังกล่าว ต้องมีตัวแทนภาครัฐคือปลัดสำนักนายกฯ และปลัด ก.วัฒนธรรม ที่ร่างของ สปท.ยังให้มี 2 ปลัดนี้อยู่ ซึ่งเราก็รับไม่ได้ แต่ประเด็นที่ผมเห็นว่าจะเป็นปัญหาในอนาคตและจะกระทบกับสังคมในวงกว้างก็คือ นิยาม คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีข้อความทำให้เข้าใจได้ว่า คำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจะเป็นใครก็ได้ ที่ใช้สื่อไปยังมวลชน จะเป็นพวกโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ถูกกวาดต้อนให้เข้ามาอยู่ในนิยามนี้ทั้งสิ้น ดูแล้วอาจมีความโกลาหลมาก หากร่าง พ.ร.บ.แบบนี้มีผลบังคับใช้

    ..เพราะวันดีคืนดี คุณอาจชี้นิ้วได้ว่าคนนี้อยู่ในพวกสื่อมวลชน ต้องถูกบังคับต้องถูกควบคุม อย่างที่มีการอภิปรายกันในที่ประชุม สปท.เมื่อ 1 พ.ค. ที่ยกตัวอย่างเรื่องพระนักเทศน์ว่าจะเข้าข่ายนิยามนี้หรือไม่ เพราะท่านก็เทศนาแล้วส่งไปที่คนจำนวนมาก แบบนี้เป็นต้น

    ผมจึงมองว่าประเด็นที่เป็นเรื่องหนักหนาสาหัส สำหรับองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ ก็คือ เรื่องนิยาม สื่อมวลชน กับเรื่องตัวแทนภาครัฐ เป็น 2 ประเด็นหลัก

    จักร์กฤษ กล่าวอีกว่า หากถามว่าเราจะสรุปบทเรียนการต่อสู้ขององค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ อย่างไร ต้องถือว่าที่เคลื่อนไหวมาตลอดเป็นความสำเร็จระดับหนึ่ง ที่ยังมีประเด็นที่ต้องสู้กันอีก 2-3 เรื่องใหญ่ๆ แต่อีกอย่างที่เราต้องมีความชัดเจนเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ การต่อสู้เพื่อยกเลิกร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และยังคงยืนยันโครงสร้างเดิม หลักการเดิม คือให้สื่อมีการกำกับดูแลกันเอง มันจะยังยอมรับได้หรือไม่ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องคิดใหม่แล้ว มันไม่มีทางหรอกครับ ในบริบทแบบนี้ ในสังคมแบบนี้ ในภูมิทัศน์สื่อแบบนี้ เราไม่มีทางที่จะบอกว่าเราคุมกันเองได้ ไว้วางใจเถอะ วันหนึ่งข้างหน้า สังคมก็จะตื่นตัว ตื่นรู้ว่า เขาจะปฏิเสธสื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ คำถามตรงนี้ก็คือว่า แล้วคนในสังคมเขาคิดแบบเราไหม เขามองแบบเราไหม?

    ...หากคุณไปไล่ดูคอมเมนต์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในโซเชียลมีเดีย ตอนที่ตัวแทนสมาคมนักข่าวฯ องค์กรวิชาชีพสื่อไปยื่นหนังสือถึง อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ก่อนที่ สปท.จะพิจารณารายงานและลงมติเห็นชอบรายงานของ กมธ.ปฏิรูปสื่อของ สปท. เมื่อ 1 พ.ค. คุณจะพบว่าที่ได้มีการ Facebook Live วันนั้น ตั้งแต่คอมเมนต์แรกไปอีกหลายคอมเมนต์พบว่าด่าสื่อหมดเลย แล้วเนื้อหาไปในทางเดียวกันหมดเลยว่า พวกคุณไม่มีความรับผิดชอบ พวกคุณต่อสู้เพื่อปกป้องคุ้มครองอาชีพของคุณ ไม่ได้ปกป้องคุ้มครองประชาชน

    ...ถามว่าที่เราต่อสู้กันตั้งแต่วันแรกจนถึงตอนนี้ เรารู้สึกว่าเรามีความเข้มแข็งมากขึ้นในองค์กรสื่อ มีความร่วมมือกัน สื่อต่างจังหวัดก็เข้ามาเป็นแนวร่วมแข็งขันมาก แต่ยังมีนักวิชาการมาน้อย แล้วภาคประชาสังคม ภาคประชาชนก็แทบไม่มาเลย แล้วตอนที่ สปท.มีการอภิปรายกันเมื่อ 1 พ.ค. ก็มีการอภิปรายกันว่าสื่อละเมิดจริยธรรม อันนั้นผมคิดว่ามันกลับเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดหรืออารมณ์ของสังคมมากกว่า เพราะสังคมก็บอกเออจริงนะ เขาเห็นกันทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วก็ไปมีความเห็นคล้อยตามพวก สปท.ที่อภิปรายถล่มสื่อ แล้วก็ไปสนับสนุนให้มีร่าง พ.ร.บ.นี้เพื่อให้มีการคุมเข้มสื่ออย่างเข้มข้น

    แนะต้องสร้างแนวร่วม-มวลชน

    จักร์กฤษ ย้ำว่า อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นการบ้านสำคัญที่องค์กรสื่อต้องทบทวน และหาวิธีการที่จะทำให้เรื่องเหล่านี้มีความเข้าใจมากขึ้นในกลุ่มประชาชน ไม่เช่นนั้นแล้ว การต่อสู้ก็จะสูญเปล่า เพราะอย่าลืมว่า ถ้าคุณปราศจากมวลชน คุณจะเหนื่อย ยิ่งหากเป็นมวลชนที่เขาเห็น เขารับรู้อยู่ทุกเมื่อว่าสื่อไปละเมิด โดยที่บางทีเขาก็ไม่ได้แยกหรอกว่า เป็นสื่อประเภทไหน แต่บางทีเขาก็ชัดเจนว่าสื่อที่ละเมิด คือสื่อที่เขาพึ่งพาอยู่ เป็นสื่อที่เขาพึ่งพาอยู่ เราก็จะพบว่าแบบนี้มันก็จะตอกย้ำอารมณ์ความรู้สึกของคนมากขึ้นๆ ทุกที เราก็บอกว่าไม่เป็นไร จะตักเตือนกัน แล้วถามว่ากระบวนการกำกับดูแลกันเอง มันล้มเหลวอย่างที่มีการอภิปรายกันในที่ประชุม สปท.หรือไม่ ผมคิดว่ามันไม่ใช่ก็ใกล้เคียง

    เพราะทุกครั้งที่มีการละเมิด ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ถามว่ามีใครไปแก้ไขเยียวยาได้หรือไม่ พอเกิดทุกครั้ง ก็จะบอกว่า จะสรุปบทเรียนครั้งต่อไป แล้วคุณจะสรุปบทเรียนทั้งปีหรือ โดยที่คุณไม่มีคำตอบหรือทางออกให้กับสังคมเลยหรือ

    อันนี้คือสิ่งที่ผมอยากบอกให้รู้ ซึ่งพูดกันภาษาแรงๆ ก็เหมือนกับว่า ในขณะที่คุณไปวิพากษ์วิจารณ์สังคม คุณไปเรียกร้องต่างๆ ไปชี้นิ้วว่าคนอื่น เขาก็อาจจะบอกว่า คุณลืมตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองหรือเปล่า คือเหมือนกับชาวบ้านก็จะบอกว่า แล้วคุณดีไหม คุณรับผิดชอบไหม ไม่ต้องการให้มีกฎหมายแล้วตกลงต้องการอะไร

    ตรงนี้ผมจึงมองว่าระยะเวลา 6 เดือนต่อจากนี้ นอกจากเราต้องหล่อเลี้ยงกระแสการต่อสู้ขององค์กร ที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว สิ่งที่ต้องคิดคือ จะขยายแนวร่วมไปสู่ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ให้เขาตื่นตัว ให้เขาตื่นรู้และตระหนักว่า การที่พวกเราต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพนั้น เป็นเสรีภาพของพวกเขาหรือ เป็นการที่เราต้องการให้สังคมมีธรรมาภิบาล โดยให้สื่อมวลชนยังมีเสรีภาพในการตรวจสอบ เช่น เรื่องทุจริตคอร์รัปชันหรือเป็นเพียงเสรีภาพของพวกสื่อ ที่จะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ ที่จะไปละเมิดใครก็ได้ ตรงนี้ต้องตอบคำถามให้ได้ ต้องดึงมวลชนมาให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเดินไปแบบโดดเดี่ยว แล้วสื่อจะเหนื่อย

    เมื่อถามความเห็นต่อมติ สปท.ที่ลงมติท่วมท้น 141 เสียง เป็นเพราะ สปท.ก็มั่นใจว่าประชาชน สังคมเอาด้วยกับเรื่องนี้ จักร์กฤษ มองว่า ส่วนหนึ่งก็คงใช่ และอีกส่วนหนึ่งเพราะ สปท.ทั้งหมดมาจากการแต่งตั้งของ คสช. มันก็ธรรมดาอยู่เองที่เขาต้องฟัง คสช. หาก คสช.ว่าอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ คสช.อาจไม่ชัดเจนโดยตรง แต่ก็ชัดเจนในระดับนโยบายว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายมากำกับควบคุมสื่อ แต่ผมคิดว่า สปท.ที่ลงมติเห็นชอบให้มีร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เขายกมือมาแต่บ้านแล้ว คือไม่ต้องมานั่งฟังเหตุผลก็ได้ เพราะมันไม่ใช่เหตุผล คือหากพูดกันทุกแง่มุม ก็อาจเพราะเช่น เป็นสภาที่ตั้งโดย คสช. เมื่อรัฐบาลมีนโยบายว่าต้องมีกฎหมายมากำกับดูแลสื่อ ปฏิรูปสื่อ เขาก็ต้องเห็นด้วยอยู่แล้ว อีกทั้งก็มีการพูดกันว่า สปท.ชุดนี้ก็เหลือเวลาในการทำงานอีกไม่นานต่อจากนี้ อาจจะอยู่ถึงประมาณต้นเดือนสิงหาคม คุณยังหลงติดอยู่ในอำนาจไหม จากบทบาทที่ไม่ต้องลงแรงอะไรเยอะ เมื่อหมดจาก สปท.คิวต่อไปคือ ส.ว.จากการแต่งตั้งของ คสช. คุณก็ต้องแสดงบทบาท ให้เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาเป็น ส.ว.ต่อไป

    ผมก็ว่ามันก็มี Agenda อยู่แล้วในตัวมันเอง การอภิปรายของ สปท.ต่อรายงานของ กมธ.ปฏิรูปสื่อฯ มันไม่ได้เป็นการต่อสู้กันด้วยเหตุผล แต่เป็นการอภิปรายต่อสู้กันด้วยเหตุผล อารมณ์ของสังคม กับอารมณ์ของฝ่ายที่อภิปราย ก็เลยได้เห็นการที่พลเอกธวัชชัย สมุทรสาคร ซึ่งเห็นชัดเจนที่สุดว่า พกความขุ่นข้องหมองใจมาอภิปรายด้วย ถึงกับบอกว่า ต้องจับสื่อไปยิงเป้า ความคิดแบบนี้มันสุดโต่งมากในสังคมประชาธิปไตย แต่ด้วยความที่เขาเข้าใจอยู่ว่า กระแสสังคมคิดในทำนองเดียวกับเขา พอถึงเวลาที่เขามีโอกาสแสดงออก เขาก็ถือว่าเป็นตัวแทนความคิดของคนเหล่านั้น ถามว่าสังคมเห็นด้วยไหม สังคมเห็นด้วย บอกว่าโอเค จริง ใช่ เพราะการละเมิดเกิดขึ้นบ่อย ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนที่องค์กรวิชาชีพต้องแก้ให้ตก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันสะสมมานานมากแล้วก็ไม่มีวิธีการแก้ไข นอกจากยืนยันกระต่ายขาเดียว ว่าดูแลกันเองได้ กำกับกันเองได้

    ..เราก็ต้องยอมรับความจริงก่อน อย่าหลับตาข้างหนึ่งแล้วบอกว่า สิ่งที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ สิ่งที่ สปท.อภิปรายกันว่า สื่อไม่รับผิดชอบ ต้องเอาไปยิงเป้า เป็นเรื่องสุดโต่งหรือเกินเลย ผมคิดว่ามันอาจเป็นอารมณ์ความรู้สึกส่วนหนึ่งก็จริงอยู่ แต่มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน เป็นอารมณ์ร่วมกับสังคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คุณไม่มีทางต้านทานแนวคิดที่จะไปคุมสื่อได้หรอก

    ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องชัดเจนในยุทธวิธีการต่อสู้และเป้าหมายที่เราต่อสู้ว่าเราต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อ และเสรีภาพของประชาชน แต่การต่อสู้นั้นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่า เมื่อปฏิเสธกฎหมายแล้วจะมีข้อเสนออะไรที่จะบอกกับสังคมว่าแล้วจะมีหลักประกันอะไรว่า สื่อจะกำกับดูแลกันเองได้ ประชาชนจะได้รับการเยียวยาแก้ไขในภาวะที่เขาถูกสื่อรังแก ถูกละเมิด ประชาชนจะมั่นใจได้มากน้อยขนาดไหน ที่เมื่อเขาเดินมาที่องค์กรวิชาชีพสื่อ แล้วมาบอกว่ามาร้องเรียนเรื่องนี้ ขอให้องค์กรสื่อช่วยตรวจสอบให้ด้วย

    กรรมการควบคุมจริยธรรม สมาคมนักข่าว บอกว่า ทุกวันนี้แทบไม่มีเรื่องร้องเรียนมาเลยหรือมีก็น้อยมาก ซึ่งคำตอบอาจมี 2 อย่าง หากคิดบวก ก็อาจมองว่าเพราะไม่มีเรื่องละเมิด สังคมจึงคิดว่าสื่อมีความรับผิดชอบพอแล้ว แต่หากคิดแง่ลบ ต้องตอบคำถามตัวเองว่า องค์กรวิชาชีพสื่อที่บอกว่าจะกำกับดูแลกันเอง มันเป็นที่หวังที่พึ่งของประชาชนได้ไหม เวลาที่เขาเสียหายจากการถูกละเมิดเขาคิดถึงใครก่อน เขาคิดถึงศาลหรือคิดถึงคุณก่อน?

    แนวคิดผมจึงเห็นว่า ควรต้องมีการเสนอโมเดลใหม่ ที่จะให้สังคมเชื่อมั่นในแนวทางที่ว่า หากคุณยังยืนยันว่ากระบวนการกำกับดูแลกันเองของสื่อยังคงใช้ได้อยู่ สื่อก็ต้องมีข้อเสนอ

    จักร์กฤษ ขยายความประเด็นนี้ไว้ว่า ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ก่อนที่ผมจะลาออกจากอนุกรรมาธิการสื่อของ สปท.ด้วยเหตุผลว่ามีการไปเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในเรื่องการให้มีใบอนุญาตกับเรื่องตัวแทนสื่อ ในสภาวิชาชีพฯ ผมเคยได้ไปช่วยทำร่าง พ.ร.บ.อยู่ฉบับหนึ่ง ซึ่งมีพัฒนาการมาจากยุคประชาธิปัตย์ แล้วมา สปช.-สปท. เรียกว่า พ.ร.บ.คุ้มครองสื่อ โดย สปท.ช่วงต้นผมมีส่วนอยู่เล็กน้อย

    ซึ่งหลักการคือ ออกแบบกฎหมายให้มี การบังคับกระบวนการในการกำกับดูแลกันเอง ไม่ใช่บังคับคน แปลว่า ถ้ากระบวนการที่มีอยู่ในตอนนี้ เช่น รับเรื่องร้องเรียน หรือมีการหยิบยกเรื่องที่สื่อไปละเมิดขึ้นมาพิจารณาเอง แล้วเรื่องไปสู่การพิจารณาของอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ เสร็จแล้วอนุกรรมการมีข้อสรุปส่งมาที่กรรมการชุดใหญ่ ซึ่งหากกรรมการชุดใหญ่มีมติเห็นชอบด้วยกับสิ่งที่อนุกรรมการมีมติส่งมา โดยหากกรรมการชุดใหญ่มีมติว่ากรณีใดผิด กรณีใดไม่ผิด เช่น หากเห็นว่าผิด แล้วมีมติว่าให้ส่งเรื่องไปที่องค์กรต้นสังกัดให้ประกาศชื่อ หรือเสนอให้ลาออก

    แต่หากสมมุติว่ามันไม่จบ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เราปฏิเสธไม่ได้ว่าบางทีมันก็ลูบหน้าปะจมูก เหมือนกับที่เขาว่ากันที่สภาฯ แล้วส่วนหนึ่ง ที่เขาว่ากันแมลงวันไม่ยอมตอมแมลงวัน ก็มีอยู่ ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก ตรงนี้ ถ้ามันไม่จบ มันจะมีกระบวนการที่จะบังคับให้มันจบ โดยที่มีความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย เช่น ผู้ร้องทุกข์ยังไม่พอใจ หรือผู้ถูกร้องทุกข์บอกว่าแรงไป ไม่พอใจ ก็จะมีการบังคับกระบวนการให้ส่งเรื่องไปที่ศาลปกครองให้วินิจฉัยความผิด โดยให้มีโทษปรับ คือเราปฏิเสธกฎหมายไม่ได้ทั้งหมด เราต้องยอมรับกฎหมายที่มีสภาพบังคับ แต่ว่าบังคับเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม อันนี้คือทางออกที่คิดได้ในตอนนี้ ซึ่งแนวคิดนี้ยังอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวของ สปท. ที่พบว่าเขาก็ไม่ได้แก้เยอะ แต่คนไม่ค่อยได้คุยเรื่องนี้มากนัก เพราะไปพูดกันในเรื่องใบอนุญาต เรื่องนิยามสื่อมวลชน

    อดีตประธานสภาการ นสพ.แห่งชาติ เน้นย้ำว่า เรื่องโทษปรับทางปกครองตรงนี้จะสูงหรือต่ำไม่สำคัญหรอก แต่ความสำคัญมันอยู่ตรงที่เมื่อมีการประกาศชื่อ องค์กรสื่อ หรือใคร ว่ามีโทษปรับ เพราะไปลงภาพเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี แบบนี้ Social Sanction ก็จะเริ่มทำงานแล้ว คือระบบโครงสร้างสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติตอนนี้มันดีมาก เพราะไม่ได้มาจากสื่ออย่างเดียว มีทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ ตัวแทนองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค แต่ว่ามันไม่ถูกนำมาใช้ อย่างข้อบังคับ การวินิจฉัยต่างๆ ที่บอกว่าผลการวินิจฉัยของสภาการฯ ออกมาอย่างไร ให้ประกาศให้สาธารณชนรับทราบ ที่คือ Social Sanction ถามว่าระหว่างการกลัวการติดคุก กับการกลัวหรือการละอายที่ถูกประจาน อะไรมันหนักกว่า ก็ต้องถูกประจานหนักกว่า แล้วหากถูกประจานซ้ำๆ จะอยู่ในวิชาชีพนี้ได้หรือไม่ ในที่สุดก็ต้องออกไป

    แนวทางนี้มันจะมีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่สังคมอาจไว้วางใจได้ เพราะไม่จบแค่ที่สภาวิชาชีพ แต่จะเป็นการบีบให้สภาวิชาชีพที่มีคนค่อนแคะนินทา บอกว่าทำงานไม่ได้ผล ล้มเหลว แต่จะเป็นการบีบไปในตัวว่าหากไม่อยากไปอยู่อันเดอร์สภาใหญ่ ไม่อยากไปยุ่งกับศาลปกครอง เขาก็ต้องทำให้โปร่งใส ชัดเจน ไม่ต้องเกรงใจใคร

    อย่างตอนผมเป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ก็เคยบอกไว้ชัดเจนว่า การตรวจสอบต้องเข้มข้น หากมีผลคำวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ต้องประกาศผล ตอนที่ผมอยู่มีกรณีเรื่องบริษัทซีพีเอฟฯ ผมก็ให้มีการตั้งกรรมการอิสระมาตรวจสอบ โดยให้กรรมการตรวจสอบเต็มที่ไม่ต้องเกรงใจใคร ตอนนั้นผมก็บอกชัดเจนว่าหากผลออกมา ผมก็จะบอกไปเลยว่าเป็นคนขององค์กรสื่อสำนักไหน เพื่อทำให้สังคมไว้ใจได้ว่าเราไม่ลูบหน้าปะจมูก โดยไม่ต้องกลัวการถูกฟ้อง เพราะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะที่เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายว่ากรรมการชุดนั้นไม่ได้ทำงานเสร็จในช่วงผมอยู่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ มาเสร็จตอนหลัง ผมก็ผิดหวังอยู่บ้างที่ผลคำวินิจฉัยที่ทำกันเป็นปีไม่ปรากฏต่อสาธารณะ ที่ทำให้คนไว้ใจได้ว่าเมื่อมอบหมายให้สภาวิชาชีพตรวจสอบแล้วมันจะมีคำตอบ แต่มันก็ไม่มีคำตอบ ทั้งที่ตอนที่ผมดูรายงานเท่าที่ผมจะดูได้ส่วนหนึ่ง ผมก็คิดว่ามันมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอยู่เกี่ยวกับการหาโฆษณาให้บริษัทต้นสังกัด ซึ่งหากว่าเป็นผมก็จะประกาศไปว่ามีพฤติกรรมแบบนี้ ใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยหากจะมีการฟ้องผมก็จะสู้เพื่อลบข้อครหาที่ว่าสื่อดูแลกันเองไม่ได้

    อดีตประธานสภาการ นสพ.แห่งชาติ กล่าวว่า เราก็ต้องเห็นใจว่าสภาวิชาชีพตามโครงสร้างปัจจุบัน ซึ่งมีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ เช่น ตัวแทนจากเจ้าของผู้ประกอบการ ผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ถามว่าเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาที่มีการตั้งกันมา มีเจ้าของธุรกิจสื่อเข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพนี้ไหม ก็พบว่าแทบไม่มีเลย ทั้งที่เขาเป็นผู้กุมนโยบายสูงสุดที่จะบอกให้ซ้ายหันขวาหัน ก็เลยทำให้พอสภาการหนังสือพิมพ์ฯ มีผลคำวินิจฉัยอะไรออกมา ก็เลยไม่มีผลบังคับให้องค์กรนั้นๆ เปลี่ยนแปลงเนื้อหาหรือทำให้มันถูกต้อง อีกทั้งคนที่มานั่งเป็นกรรมการในสภาวิชาชีพแบบนี้เขาก็มีสังกัด เขาก็ต้องระวังในแง่ต่างๆ เพราะองค์กรแบบนี้ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล เวลามีการฟ้องกันก็ฟ้องส่วนตัว

    ...ตรงนี้ผมก็มีข้อสังเกตว่า ที่เขาไม่กล้าวินิจฉัยกันอาจเพราะเขามีสังกัดที่เขาต้องระมัดระวัง และอาจเกรงเรื่องการถูกฟ้อง แต่ตัวแนวคิดร่างกฎหมายที่บอกไว้ตอนต้น นอกจากมีกระบวนการบังคับให้เดินไปได้อย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีการป้องกันไม่ให้ตัวประธานหรือกรรมการไปรับผิดชอบเป็นการส่วนตัว เพราะคำวินิจฉัยของสภาวิชาชีพยังไม่ถึงที่สุด ถ้ายังมีข้อโต้แย้งอยู่กฎหมายก็ให้ไปที่ศาลปกครอง ก็จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้คนในสภาวิชาชีพได้มากขึ้นว่า ให้ทำงานไปได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร

    - สมัยเป็นประธานสภาการ นสพ.ฯ ระบบการตรวจสอบกันเองของสื่อมีปัญหาข้อจำกัดอย่างไรบ้าง?

    ตอนช่วงแรกที่มีการตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ความไว้เนื้อเชื่อใจยังมีอยู่ เพราะพวกเราแข็งขันกันมาก แต่ต่อมาเมื่อสื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาท หนังสือพิมพ์ไปทำเว็บไซต์ ไปทำโทรทัศน์ มีสื่อบันเทิง สื่อเฉพาะกิจมากมาย ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนไปมาก จนพวกเราเองยังบอกไม่ได้ว่าทุกวันนี้เราจำแนกสื่อออกมาได้เป็นกี่ประเภทกันแน่

    เมื่อสื่อมีมากมายเต็มไปหมด แล้วเราไม่ได้ปรับตัว ธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ หรือพวกข้อบังคับต่างๆ ไม่ได้ปรับ มันก็ไปไม่ทันกับบริบทของสังคมที่มันเปลี่ยน แต่ตอนนี้ก็พบว่าเริ่มกำลังมีการปรับกันแล้ว ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งก็ตามไม่ทันจนล้าหลังมาก เราเพิ่งมาเร่งเอาตอนที่เห็นว่าสื่อมีเยอะแยะมากมายที่ทำให้เราติดร่างแหไปด้วย สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พอไปถึงจุดหนึ่ง เมื่อเราทำให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้ เมื่อเขาบอกว่าสื่อบันเทิงที่เสนอข่าวใต้เตียงต่างๆ เป็นสื่อที่เราต้องรับผิดชอบด้วย ก็จบแล้ว เพราะพวกนี้มาในยุคหลัง แล้วก็ไม่ได้อยู่ในสื่อที่มีลักษณะการทำงานที่มีข้อบังคับด้านจริยธรรมต่างๆ ที่เราดูแลไม่ได้ แม้ช่วงแรกเราจะบอกว่าเราดูแลกันเองได้ เราไม่ต้องการกฎหมาย จนมีคำถาม คำถามเดียวที่ทำให้เราเดินต่อไม่ได้คือ แล้วที่คุณบอกว่าดูแลกันเองอยู่ตอนนี้ สังคมก็ไม่เชื่อ แล้วจะมีหลักประกันอะไรให้

    แล้วที่บอกว่าในระยะยาวไม่ต้องมีกฎหมายหรอก เพราะทั้งโลกเขาไม่มีกฎหมายมาบังคับ เราคิดว่ากระแสสังคม โซเชียลมีเดียจะช่วยเรา ในการชี้ถูกชี้ผิดสื่อที่ไปละเมิด คนจะไม่อ่าน ไม่ดูไม่ฟังสื่อที่ไปละเมิด แต่ถามว่ามันจริงไหม ตอนนี้เพจที่เสนอเรื่องผู้ชายขึ้นไปผูกคอที่เสาโทรศัพท์ (หน้าวัดพระธรรมกาย) ทำไมยังมีคนดูเป็นแสนเป็นล้าน ไปถึงจุดนั้นมันก็ไปไม่ถูก

    ...เมื่อยังไม่เห็นความหวัง ดังนั้นภายใน 1-2 ปี คุณก็ต้องมีคำตอบสำเร็จรูปแล้ว ต้องมีคำตอบที่จับต้องได้ คือต้องมีกฎหมายที่มีสภาพบังคับ โดยต้องเป็นสภาพบังคับที่จำเป็นและเหมาะสม โดยไม่ก้าวล่วงไปถึงการลิดรอนเสรีภาพในการทำงานของสื่อมวลชน ซึ่งพอไปถึงเรื่องเสรีภาพสื่อมวลชน สื่อก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าคำว่าเสรีภาพสื่อมวลชน มันจะเป็นเสรีภาพของประชาชนด้วยอย่างไร มันจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตหากต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หรือกฎหมายที่มีสภาพบังคับแบบนี้ ที่มันก็เป็นโจทย์ยากสำหรับองค์กรสื่อ

    แต่หากแก้โจทย์นี้ได้คุณจะดึงมวลชนกลับมาหาคุณได้ ทุกครั้งที่คุณชูมือบอกว่า เราต้องมีเสรีภาพ ชาวบ้านเอาด้วย ชาวบ้านบอกว่าเออจริง เราต้องมีเสรีภาพ ถึงตอนนั้นคุณถึงจะมั่นใจได้ว่า คุณต่อสู้ได้ แต่วันนี้มันยังไม่ได้

    อดีตประธานสภาการ นสพ.ฯ กล่าวด้วยว่า ทุกวันนี้ยังแปลกใจเวลาที่จะมีการเผยแพร่ผลการวินิจฉัยในหนังสือประจำปีของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ แม้แต่ชื่อองค์กรสื่อที่ถูกร้องเรียนบางทีเรายังไม่กล้าพิมพ์ชื่อเลย ไปกลัวถึงขนาดว่าจะผิดใจกับพวกกันเอง ซึ่งถ้าแบบนั้นผมว่าไม่ต้องมานั่งทำงานกันที่องค์กรแบบนี้หรอก เสียเวลาเปล่า เพราะฉะนั้นคนที่มาทำงานตรงนี้เขาต้องเสียสละส่วนหนึ่งแล้ว ว่าเป็นตายอย่างไรก็ต้องตรงไปตรงมา ไม่ต้องเกรงใจใคร หากเข้ามาแล้วแบกความเป็นองค์กรตัวเองเข้ามาด้วย ทำอะไรไม่ได้หรอก ยิ่งมาจากองค์กรใหญ่คุณจะยิ่งเกรงใจ จะมีผลกระทบเยอะ ก็จะทำอะไรไม่ได้ ก็จะกลายเป็นเรื่องค่อนขอดที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เวลานี้

    องค์กรสื่อ อย่าทำแค่สรุปบทเรียน

    จักร์กฤษ ยืนกรานว่า หลักการตรวจสอบลงโทษของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เราเชื่อในเรื่องมาตรการ Social Sanction ซึ่งหากทำจริงจังโดยไม่เกรงใจมันก็ได้ผล แต่ที่มันไม่เกิดเพราะเราเกรงใจ เช่นจะถูกองค์กรต้นสังกัดไม่พอใจไหม หรือเกรงใจว่าเพื่อนจะไม่พอใจ หากไปชี้ว่าเพื่อนเราไม่ถูกต้อง มาตรการที่เขาออกแบบไว้ในสภาวิชาชีพมันดีอยู่แล้ว มันทำได้อยู่แล้ว แต่เขาไม่ทำ เพราะอาจเกรงใจ หรือเกรงถูกฟ้อง พอมันเกิดความรู้สึกแบบนี้มันก็เลยไม่มี output ออกไป คนที่อยู่ข้างนอกก็อาจเห็นว่ามันเงียบสนิท แล้วพอเกิดบางกรณีเช่นสื่อบางแห่ง Facebook Live สดคนปีนเสาไฟฟ้าแล้วฆ่าตัวตาย หรือทีวีถ่ายทอดสด อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏยิงตัวตาย ย้อนถามกลับมาว่าทุกครั้งเวลามีเหตุการณ์แบบนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อสามารถสร้างความมั่นใจให้สังคม ให้ประชาชนที่ถูกละเมิดได้มากน้อยแค่ไหน ดีที่สุดก็คือออกแถลงการณ์ตักเตือนผู้ประกอบวิชาชีพว่าต้องระมัดระวัง เพราะไปกระทบสิทธิมนุษยชน หรือไปลดทอนศักดิ์ศรี ทำได้เต็มที่แค่นั้น แต่ถามว่าเขาเชื่อไหม บางครั้งแถลงการณ์เขาไม่อ่านด้วยซ้ำไป

    จักร์กฤษ พูดแบบตรงๆ ว่า ยิ่งองค์กรวิชาชีพสื่อออกแถลงการณ์ถี่เท่าไหร่ แล้วมันไม่ได้รับการปฏิบัติ ไม่ได้รับการตอบสนอง ความศักดิ์สิทธิ์มันมีไหม อย่างปีหนึ่งๆ สมมุติว่ามีแถลงการณ์ออกมาสิบครั้ง แล้วถามว่าแถลงการณ์ออกมาแล้วมันส่งผลอะไรหรือไม่ สังคมเงียบกริบ ไม่มี response อะไรทั้งสิ้น ทีวีที่เคยละเมิด วันหนึ่งก็ทำผิดซ้ำอีก แล้วเราก็บอกว่าการที่ทีวีไปถ่ายทอดสดเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง แล้วคิดว่าต้องเป็นบทเรียนที่เราจะสรุปบทเรียนครั้งต่อไป

    “แล้วคุณก็สรุปบทเรียนกันทั้งปี อันนี้เราต้องยอมรับความจริงว่าเป็นเรื่องที่เกิดกับเรา เป็นเรื่องที่ทำลายน้ำหนักการต่อสู้เราไปเยอะมาก เพราะตราบใดที่เราพูดในสิ่งที่มันไม่เกิดขึ้นจริง ก็เท่ากับไปกัดกร่อนเราไปเรื่อยๆ มันเป็นสนิมที่เกิดจากเนื้อใน คือไปพูดในสิ่งที่ทำไม่ได้ พูดในสิ่งที่ประชาชนไม่เห็น"

    ผมเข้าใจว่าบางเรื่องจำเป็นที่ต้องมีท่าที ต้องมีแถลงการณ์ มีจดหมายเปิดผนึก แต่ไตร่ตรองสักนิดว่า หากเปลี่ยนจากจะออกแถลงการณ์มาเป็นให้โฆษกสมาคมฯ ให้สัมภาษณ์จะได้หรือไม่ เอาแค่นั้นพอไหม ต้องดูว่าจะใช้เครื่องมืออันไหน อย่างเรื่อง พ.ร.บ.ฉบับนี้ของ สปท. คุณไปนับดูว่ามีการออกแถลงการณ์มากี่ฉบับตั้งแต่มีปัญหาเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ถามว่าทุกครั้งที่มีแถลงการณ์มันส่งผลอะไรต่อสังคมบ้าง เขาเชื่อไหม เขาฟังไหม เขาอาจฟัง แต่วันดีคืนดีก็ทำเหมือนเดิม

    อดีตประธานสภาการ นสพ.ฯ ย้ำว่า อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว แม้บางเรื่องที่เราเสนอไป คือเราไม่อยากมีกฎหมาย แต่ถามว่าหากไม่มีการออกกฎหมายแล้วคุมกันเองได้ไหม เพราะแม้มีข้อบังคับ แต่หากมันถูกวางไว้ที่โต๊ะทำงานหรือที่ไหนก็แล้วแต่ แต่ไม่มีใครปฏิบัติ ยึดถือ แล้วจะยังไง

    คิดแล้วมันก็ทางตันจริงๆ หากไม่เปิดช่องให้ตัวเองบ้าง ยอมถอยบ้าง ฟังเสียงที่เขาพูด ยอมรับสภาพความเป็นจริงในสังคม แม้จะไม่พอใจ แม้แต่เสียงที่บอกจะยิงเป้า อย่าไปโกรธเขาเลย แต่ควรเก็บรับสิ่งเหล่านั้นมาแล้วมาทบทวน ยอมรับ ปรับปรุง แก้ไข ผมคิดว่ามันก็สามารถที่จะสร้างแนวร่วม แล้วสิ่งที่ต่อสู้ก็อาจไม่ต้องออกแรงมากขนาดนี้

    เราอาจต้องทบทวนอดีตการต่อสู้ของคนทำสื่อที่ผ่านมา ว่าทำไมในอดีตเขาถึงทำสำเร็จ ก็เพราะเขาทำให้เห็นว่าการสู้ของเขามันจะมีผลต่อสังคมอย่างไร ซึ่งในอดีตอาจเพราะเขาอยู่ในยุคที่เป็นสังคมเผด็จการชัดเจนมาก ก็ทำให้เขามีแนวร่วมที่เป็นประชาชนที่เห็นด้วยกับเขา ก็ทำให้ได้แรงหนุน แต่ถามว่าวันนี้เราอยู่ในยุคเผด็จการไหม คือมันก็มาจากการทำปฏิวัติ คือโดยรูปแบบมันใช่ แต่เนื้อหามันก็ไม่ชัดถึงกับเผด็จการ เพราะหากเขาเผด็จการ คสช.ก็ใช้คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 97 กับ 103 มาฟันแล้ว

    ..ถามว่าสื่อรู้ไหมว่าคำสั่ง คสช.ทั้งสองฉบับมันร้ายแรงยิ่งกว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวของ กมธ.สปท.เสียอีก แต่เขาไม่ได้ใช้ แต่ก็ไม่ได้ยกเลิก แล้วหากสมมุติ คสช.พ้นจากอำนาจไป คำสั่งทั้งสองฉบับก็ยังอยู่เพราะมีสถานะเป็นกฎหมาย หากไม่ยกเลิกก็เหมือน ปร.42 ที่ออกสมัยรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่อยู่เรื่อยมาจนถึงยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ

    ดังนั้นถ้าถามว่าอยู่ในยุคเผด็จการหรือไม่ โดยรูปแบบมันใช่ แต่เนื้อหามันไม่ชัด เมื่อเนื้อหาไม่ชัด อารมณ์ร่วมของคนที่ว่าสื่อไม่รับผิดชอบอะไรต่างๆ อันนี้หมายถึงชาวบ้านทั่วไป ประกอบกับเขารู้สึกว่า การที่มีผู้นำแบบนี้บ้านเมืองก็สงบดี เขาก็มีความพึงพอใจระดับหนึ่ง ทำให้พอสื่อที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล บางทีเขาก็ออกมารับแทนว่าคุณมายุ่งทำไม เขาปกครองบ้านเมืองดีอยู่แล้ว บ้านเมืองสงบ

    สุดท้ายอาจจบที่ศาล รธน.

    จักร์กฤษ สรุปทิศทางภาพรวมทั้งหมดในการเคลื่อนไหวขององค์กรสื่อ-คนทำวิชาชีพสื่อต่อจากนี้ว่า ถ้าเราคลี่ภาพทั้งหมดออกมา อย่าคิดว่าตัวเองเป็นกลุ่มก้อนเดียวที่ต้องมีเสรีภาพ แล้วยอมรับว่าความผิดพลาดเราก็มี แล้วแก้ไขความผิดพลาดนั้นด้วยคำตอบที่ชัดเจน มันก็เดินต่อไปได้

    “แต่หากเป็นแบบนี้ต่อไป ผมพูดเลยนะ ผมมองแนวโน้ม คุณไม่มีทางชนะ”

    เพราะ ครม.เป็นเจ้าของเรื่อง แม้ทางปฏิบัติคนจะบอกว่าเป็นเรื่อง สปท. ไม่เกี่ยวกับ ครม. ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล ถามว่าคุณเชื่อไหม ผมนั่งอยู่ในอนุ กมธ. ผมไม่พูดชื่อแล้วกัน มีผู้หลักผู้ใหญ่ใน กมธ.บอกว่าต้องฟังรัฐบาล ต้องฟังท่านนายกฯ ว่าท่านจะเอาอย่างไรกับการปฏิรูปสื่อ เท่านี้ก็จบแล้ว คุณจะบอกว่าคุณไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร

    ความเชื่อผมก็คือว่าที่ สปท.ลงมติรับรองรายงานของ กมธ.ปฏิรูปสื่อ มันแค่น้ำจิ้ม มันอาจไม่มีความหมายจริง แต่หากไปถึง ครม.จะรอดไหม เพราะเขาคือเจ้าของเรื่องเลย เขาเอาด้วยอยู่แล้ว

    ความหวังการต่อสู้ของเรา ณ ขณะนี้ มันต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ผมมองว่าท้ายที่สุดหากกฎหมายนี้จะออกมา ก็จะไม่แตกต่างจากที่เป็นอยู่ ก็ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยในประเด็นสำคัญ 3 มาตรา คือ มาตรา 34 และ 35 ที่เป็นมาตราที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน รวมถึงมาตรา 77 ที่เป็นเรื่องการรับฟังความเห็นประชาชนก่อนออกกฎหมาย.

  • เปลว สีเงิน

    ก็ดีใจแทนท่าน "นายกฯ ประยุทธ์" นะ! ไม่เสียแรง "ทุบโต๊ะ"........ แก้ปัญหารถไฟฟ้าฟันหลอ ให้สร้างอีกสถานี เชื่อมสถานีเตาปูนของรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วง "เตาปูน-บางใหญ่" กับ "สถานีบางซื่อ" ของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ส่วนแรก) ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง เมื่อ ๑๑ สิงหาที่ผ่านมา
  • บทบรรณาธิการ

    คาดเดากันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสถานการณ์ และ ผลจากการอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในปลายสัปดาห์หน้าว่าผลที่ออกมาเป็นอย่างไร จะส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในทางการเมืองหรือไม่
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ทหารพิจิตรบุกรวบ 2 แก๊งท้วงหนี้เงินกู้นอกระบบในพื้นที่ภาคเหนือ หลังลูกหนี้แห่ร้องศูนย์ดำรงธรรม ถูกข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย จนท.ตั้งข้อหาหนัก-ขยายผลพบนายทุนชาวนครสวรรค์อยู่เบื้องหลัง เตรียมงัดกม.ฟอกเงินยึดทรัพย์
    ตำรวจแถลงจับยาบ้าล็อตใหญ่ 4 ล้านเม็ด และเคตามีนอีก 200 กิโลกรัมหลังรวบ 2 ผู้ต้องหาเครือข่าย "โจ บ้านไร่" ขณะใช้รถกระบะอีซูซุขนยานรกไปจำหน่ายต่อลูกค้า เผยยาเคฯเริ่มทะลักเข้าไทย เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวสถานบันเทิงเสพคู่กับยาเสพติดชนิดอื่น
    ฝนเทถล่มขอนแก่นทั้งคืน ส่งผลให้น้ำท่วมหลายจุดโดยเฉพาะโรงเรียนคนตาบอด เจอสูงกว่า 1 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือลำเลียงรับ-ส่งนักเรียนพิการทางสายตากว่า 60 ชีวิต
  • x-cite inside

    “ทองม้วน ศรีอ่อน” บ้านเดิมอยู่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นชื่อว่าประชาชนมีฐานะ ‘ยากจน’ ที่สุดจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย ครอบครัวของทองม้วนก็ยากจนจริงๆ เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ แต่ไม่มีที่ดินทำกิน ต้องทำงานรับจ้างสารพัด ไม่ว่าในไร่นา ในสวน เพื่อเอาเงินค่าแรงเพียงไม่กี่บาทมาซื้อข้าวกินไปวันๆ
    ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการนำที่ดิน ส.ป.ก.มาจัดสรรให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ แต่มีความแตกต่างไปจากพื้นที่ ส.ป.ก. ต.สิงห์ จ.กาญจนบุรี เพราะที่ดิน ต.ระบำเป็นที่ดินที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เคยเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก.เพื่อปลูกไม้ยูคาลิปตัส เนื้อที่รวม 3,239 ไร่เศษ ไม่ใช่ที่ดินที่ยึดคืนมาจากผู้ที่ครอบครองโดยไม่ถูกกฎหมาย
    ด้วยความต้องการอยากเห็นชุมชนต่างๆ มีการจัดสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กดีขึ้น ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยง พื้นที่เสี่ยง เพิ่มปัจจัยบวก ส่งเสริมพื้นที่สร้างสรรค์มาทดแทน จึงก่อเกิดเป็นโครงการบางกอกนี้...ดีจัง โดยมีเด็กเยาวชน ชุมชน โรงเรียนในพื้นที่ และมูลนิธิเพื่อนเยาวชนเพื่อการพัฒนาเป็นแม่แรงสำคัญ มีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน