ตำรวจขานรับปฏิรูป ลั่นพร้อมย้ายซบยธ./สปท.ชงยุบ‘กต.ตร.’ทั้งปท.

  • Saturday, May 20, 2017 - 00:07

    "สตช." ขานรับโอนสังกัดกระทรวงยุติธรรม "รองโฆษกฯ" ระบุตำรวจไร้ปัญหา ยึดทำงานให้ ปชช.เป็นหลัก ชี้ปรับเงินเดือนขึ้นเกือบ 2 เท่าเหมาะสม อ้างทำงานเสี่ยงกว่า ขรก.อื่น 20 เท่า เชื่ออยู่ดีกินดีมีศักดิ์ศรีไม่นอกลู่นอกทาง "ปชป." เตือน "บิ๊กตู่" ปฏิรูป ตร.ไม่ตรงจุด หวั่นกลับไปอยู่ใต้อิทธิพลการเมือง "สปท." นัด 22 พ.ค. ถกยุบ "กต.ตร.โรงพัก" 1,458 แห่งทั่วประเทศ

    ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 19 พ.ค. พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษก สตช.) กล่าวถึงแผนการปฏิรูปตำรวจของคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนการปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงต่อกระทรวงยุติธรรม กำหนดสเปกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต้องผ่านงานสอบสวน 2 ปี ร่วมรับผิดชอบงานสอบสวนมาไม่น้อยกว่า 70 คดี และขึ้นเงินเดือนตำรวจ 1.28-1.74 เท่า รวมทั้งเพิ่มเงินประจำตำแหน่งต่างๆ ว่า เราในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ พร้อมเสมอเมื่อคณะรัฐบาลมีความเห็นให้เราปฏิบัติในหน้าที่แบบใด อย่างไรก็ยังเป็นผู้รักษากฎหมายเช่นเดิม

    พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า เท่าที่ทราบทาง สปท.ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องปฏิรูปตำรวจ ว่าตำรวจในปัจจุบันและตำรวจในอนาคตสมควรจะเป็นตำรวจในลักษณะแบบใด มีโครงสร้างแบบไหน ซึ่งเรายินดีน้อมรับ ไม่มีปัญหา รูปแบบเนื้องานของเราก็ยังเป็นไปตามปกติ เพียงแค่เปลี่ยนว่าจะไปขึ้นกับหน่วยงานไหนแค่นั้นเอง

    "อาจจะมีการปรับอะไรเล็กน้อย ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร อยู่ที่ไหนก็ยังเป็นตำรวจ ยึดหลักกฎหมายเหมือนเดิม ไม่ได้กังวลใจ อำนาจหน้าที่ก็ยังมีเช่นเดิมตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ไม่มีปัญหาอะไร คดีที่อยู่ในอำนาจความรับผิดชอบของใครก็ดำเนินการไป คดีไหนเป็นอำนาจตำรวจ ตำรวจก็ดำเนินการ ส่วนคดีไหนเป็นคดีพิเศษที่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอก็เป็นหน้าที่ดีเอสไอ" พล.ต.ต.ทรงพลกล่าว

    รองโฆษก สตช.กล่าวว่า การไปขึ้นอยู่กับหน่วยงานไหนไม่สำคัญ ขอเอาประชาชนเป็นที่ตั้งดีกว่า ถ้าผลประโยชน์ตกไปอยู่ที่ประชาชน ถูกต้องเลย ซึ่งแนวคิดไปอยู่กระทรวงยุติธรรมจะดีหรือไม่ก็แล้วแต่ผู้บังคับบัญชา ตำรวจ เราเองอยู่จุดนี้ก็ถือว่าดี ในเมื่อผู้บังคับบัญชาบอกควรปรับไปอยู่กระทรวงยุติธรรม เรารับได้หมด

    ถามว่า การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ มีการหารือกับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.หรือยัง พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า ยัง แต่เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลก็ดำเนินการไป รูปแบบจะออกมาแบบไหนไม่ต้องกังวล รับได้หมด ไม่มีแรงต้านแต่อย่างใด ที่ตนพูดในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาพูด เมื่อนโยบายของผู้บริหารเป็นอย่างไร เราก็ต้องทำตาม ในเมื่อเขาพิจารณาแล้วว่า ณ เวลานี้ตำรวจควรจะอยู่ที่ใด เป็นเรื่องของนโยบาย จะอยู่ตรงไหนประชาชนก็ได้ประโยชน์จากตำรวจ

    ซักว่าก่อนหน้านี้มีการเสนอแยกพนักงานสอบสวนไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม เหตุใดถึงมีแรงต้าน รองโฆษก สตช.กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ ขอย้ำอีกทีอยู่ตรงไหนเราก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ส่วนแนวคิดแยกพนักงานสอบสวนไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อย และแนวคิดที่กล่าวมานี้ ก็เป็นแนวคิดของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจร่วมอยู่ในคณะเสนอไปด้วย แต่จะบอกว่า สตช.อยากไปอยู่กระทรวงยุติธรรมนั้น ตนไม่ทราบ ตำรวจไทยอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้

    ตร.ชี้ขึ้นเงินเดือนเหมาะ

    "เรามีหน้าที่รักษากฎหมาย ใครมาเป็นผู้บังคับบัญชาเราน้อมรับหมด ตำรวจเป็นเสาหลัก ต้นธารกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่กำหนดสเปกตัว ผบ.ตร. ต้องผ่านงานสอบสวนมาอย่างน้อย 2 ปีนั้น ถ้ามีประสบการณ์รอบรู้นั้นก็เป็นเรื่องดีแน่นอน" รองโฆษกสตช.กล่าว

    พล.ต.ต.ทรงพลกล่าวว่า ในส่วนการเพิ่มเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถือว่าเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่สมควรได้รับ เพราะการทำงานของตำรวจใกล้ชิดกับประชาชน ประชาชนคาดหวังตำรวจสูงในกระบวนการยุติธรรม จึงควรได้รับการดูแลเอาใจใส่เหมือนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางยุโรป เครื่องมือเครื่องไม้ในการทำงานพร้อม ไม่ต้องมาซื้อปืนเอง ซื้อโน้ตบุ๊กเอง เราทำงานให้หลวง หลวงก็สมควรให้เครื่องไม้เครื่องมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจครบทุกอย่าง

    "การเพิ่มเงินเดือนให้กับตำรวจต้องดีแน่นอน ตำรวจอยู่ได้ด้วยศักดิ์ศรี อยู่อย่างไม่ลำบาก เพราะค่าครองชีพทุกวันนี้สูงมาก เมื่อมีเงินเพิ่มขึ้นก็ไม่มีสิ่งไหนที่จะไปเย้ายวนให้เขานอกลู่นอกทาง เมื่อเปรียบเทียบกับตำรวจชั้นประทวนในละแวกเอเชียบ้านเรา ประเทศมาเลเซียเงินเดือนสูงกว่าตำรวจบ้านเราเยอะ เขาทำงานในอาชีพด้วยความภาคภูมิใจ อยู่ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี แต่บ้านเราจบมายังต้องซื้อปืน ซื้อคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการจัดสรรงบประมาณตรงนี้มาให้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ" พล.ต.ต.ทรงพลกล่าว

    รองโฆษก สตช.กล่าวว่า การเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการให้ตำรวจ เชื่อว่าคณะปฏิรูปมองรอบด้าน มองเห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือเต็มที่ เพราะตำรวจมีความเสี่ยงสูงกว่าอาชีพข้าราชการกรมอื่นด้วยกันถึง 20 เท่า

    ด้านนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ว่า การมีแนวคิดจะปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ดี ต้องเคารพแนวคิดของ สปท.และ สนช.ในการที่จะให้ตำรวจไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม หรือการเพิ่มค่าตอบแทนให้กับตำรวจ แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์กรตำรวจ คือการจัดการกับวัฒนธรรมองค์กรตำรวจ ซึ่งสามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายและใช้เวลา เพียงแต่ว่าจะต้องมีการปฏิบัติผ่านแนวทางการแต่งตั้งโยกย้าย

    "ควรจะมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน เช่น การแต่งตั้งผู้กำกับหรือผู้การตำรวจ ผู้นั้นจะต้องมีผลงานในแง่ของการทำงานในด้านงานบริหารงานบุคคล ผ่านงานสอบสวนมาไม่น้อยกว่ากี่ครั้ง และมีตัวชี้วัดในด้านการทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการกำหนดเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็เจอปัญหาว่าผู้บังคับบัญชามักจะแต่งตั้งคนที่ดูแลตัวเองเป็นหลัก" รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว

    ส่วนนายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การย้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปอยู่ภายใต้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตัวรัฐมนตรี ในอนาคตเป็นใครยังไม่ทราบ ก็จะเป็นการนำองค์กรตำรวจ ซึ่งเป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมไปอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองอยู่ดี ถามว่าจะเป็นการปฏิรูปจริงหรือไม่ ที่สำคัญตัวประธานอนุฯ พล.ต.ท.บุญเรือง สังคมรู้ว่ามีความสนิทสนมกับใครบางคนในผู้มีอำนาจ

    เตือนปฏิรูปไม่ตรงใจ ปชช.

    "การปฏิรูปตำรวจของ สนช.และ สปท.ในครั้งนี้ ขอให้สังคมจับตาดูว่า สนช.และ สปท.มาจากไหน ทำงานให้ใคร เพราะแผนปฏิรูปตำรวจตามที่ปรากฏเป็นข่าว ไม่มีการระบุถึงการกระจายอำนาจให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในพื้นที่ รวมถึงไม่มีการกล่าวถึงการคืนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่นให้ตรงกับภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ ที่ซ้ำซ้อน" นายถาวรกล่าว

    อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า อยากเตือนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พึงระวังในข้อเสนอที่ระบุเป็นการปฏิรูปตำรวจในครั้งนี้ เพราะไม่ใช่แนวทางที่แท้จริงของการปฏิรูปตำรวจที่ประชาชนและสังคมต้องการ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนแปลงบางอย่างโดยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ตำรวจชั้นผู้น้อย แล้วมากล่าวอ้างว่าเป็นการปฏิรูปตำรวจ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมจับตามอง จึงขอให้นายกฯ พิจารณาให้รอบคอบถี่ถ้วน

    วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แจ้งว่า ในการประชุม สปท.ครั้งที่ 16/2560 วันจันทร์ที่ 22 พ.ค.นี้ จะมีวาระการประชุมพิจารณาเรื่องที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเรื่องที่น่าสนใจคือรายงานของคณะ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เรื่อง การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ ที่มีนายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นประธาน กมธ.

    เนื้อหาที่น่าสนใจของรายงานดังกล่าวคือ การตรวจสอบการติดตามการบริหารงานตำรวจ ซึ่ง กมธ.ได้เสนอให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากนี้ โดยเสนอให้คงคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ (กต.ตร.) ไว้ แต่ปรับแก้อำนาจหน้าที่ โครงสร้าง องค์ประกอบ วิธีการสรรหาและระบบงานใหม่ ซึ่งอำนาจหน้าที่ กต.ตร.ใหม่นั้น กมธ.ได้เสนอให้ตัดอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติงานออก โดยให้เหลือเพียงอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 เท่านั้น

    "โครงสร้าง กต.ตร.นั้น กมธ.ได้เสนอให้ยุบ กต.ตร.สถานีตำรวจภูธรและนครบาลที่มีทั้งสิ้น 1,458 สถานีทั้งหมด และให้ กต.ตร.จังหวัดทำหน้าที่แทน รวมทั้งให้มีการจัดตั้ง กต.ตร.กองบังคับการตำรวจนครบาล กต.ตร.ภูธรภาค และ กต.ตร.ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมความใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 18 (6)" เนื้อหาระบุ

    นอกจากนี้ กมธ.ยังเสนอให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบ กต.ตร.ในทุกภาคส่วน โดยตัดข้าราชการตำรวจซึ่งจะต้องเป็นผู้ถูกตรวจสอบ ติดตามประเมินผลออกจากคณะกรรมการทั้งหมด และแต่งตั้งให้อดีตข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน กต.ตร.ในระดับต่างๆ และมีข้าราชการอื่นที่มีลักษณะงานเกี่ยวข้อง อาทิ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาชน และประชาชนผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นกรรมการ

    “กต.ตร.กองบัญชาการตำรวจนครบาล มีอดีตข้าราชการตำรวจตั้งแต่ พล.ต.ท.ขึ้นไปอายุ 65-70 ปี เป็นประธาน มีปลัด กทม. ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสภาทนายความที่มีอายุงานไม่น้อยกว่า 20 ปี ผู้แทนองค์กรภาคเอกชนไม่เกิน 5 คน และอื่นๆ เป็นต้น”เนื้อหารายงานระบุ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ.ยังเสนอให้ประธาน กต.ตร.ทุกระดับรายงานผลการติดตามและผลการดำเนินงานไปยัง ก.ต.ช. และหน่วยงานบังคับบัญชาทุกระดับภายใน 15 วัน หลังมีการประชุมหรือตรวจสอบ ติดตาม หรือกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน นอกจากนี้ยังควรจัดให้มีการประเมินและรายงานผลการปฏิบัติงานของตำรวจปีงบประมาณละ 2 รอบ คือ รอบที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.-31 มี.ค. และรอบที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ถึงวันที่ 30 ก.ย. รวมทั้งเสนอให้ปรับระบบการรับคำร้องเรียนและข้อเสนอแนะของประชาชน โดยจัดให้มีคณะอนุกรรมการ ก.ต.ช.ขึ้นมาทำหน้าที่ ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้การทำงานของตำรวจและท้องถิ่นมีความสอดคล้องต้องตรงกันในแต่ละพื้นที่ และทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของตำรวจอย่างแท้จริง.

  • เปลว สีเงิน

    ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณพิชัย รัตตกุล กินยาลืมเขย่าขวด! เล่นบทคนแก่ขี้บ่น สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์มาหลายรอบ ล่าสุดกะสร้างความปรองดอง รวบหัวรวบหางให้พรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมภารกิจกับพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา จับมือในนาม ๔ พรรคใหญ่ สู้กับพรรคทหาร
  • บทบรรณาธิการ

    เหตุการณ์สะเทือนขวัญในห้วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่บริเวณห้องโถงของการแสดงดนตรีแมนเชตเตอร์ เมื่อคืนวันจันทร์ ที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดตำรวจอังกฤษ ได้เผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด ความเคลื่อนไหวของซัลมาน อาเบดี มือระเบิดพลีชีพในคืนก่อนก่อเหตุระเบิดสังหารหมู่หลังงานคอนเสิร์ตนักร้องอเมริกันขวัญใจวัยรุ่น
  • เอ็กซ์-ไซท์

    ศาลชี้พฤติการณ์ภัยร้ายแรง‘แพท’อุ้มลูกชะเง้อน้ำตาคลอศาลสอบคำให้การเบนซ์ เรซซิ่ง กับพวกคดีฟอกเงิน ช่วยเหลือผู้กระทำผิด ปฏิเสธ-ขอสู้คดี ทนายยื่น 3.5 ล้านขอประกันแต่ไม่ได้รับอนุมัติ ระบุข้อหาร้ายแรงอัตราโทษสูง ทั้งเป็นการกระทำที่กระทบต่อประเทศ
    ศาลอนุมัติหมายจับ 3 สาวกับ 1 ชายร่วมกันฆ่าหั่นศพน้องแอ๋มหมกป่า ล่าสุดพบ2 ผู้ต้องหาหลบเข้าเมียนมาซ่อนตัวในร้านคาราโอเกะ ประสานขอส่งตัวกลับ
    ดีเอสไอเผยผลตรวจสอบลัมโบร์กินีที่อายัดจากโชว์รูม คนละคันกับที่โดมซื้อเจ้าตัวนัดเคลียร์วันอังคารยืนยันทำงานสุจริตมา 30ปีกว่าจะมีเงินพอซื้อของรัก
  • x-cite inside

    องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำแนะนำว่า เด็กและเยาวชน อายุตั้งแต่ 5-17 ปี เป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องมีเวลาสำหรับการมีกิจกรรมทางกายมากที่สุดหากเทียบกับช่วงวัยอื่นๆ โดยมีเกณฑ์กำหนดว่าควรเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางถึงระดับหนักอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน
    กลายเป็นประเด็น "ฮอต" ที่โลกโซเชียลกระแทก แดกดัน วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน เมื่อเจ้าเก่า "แหม่มโพธิ์ดำ" ออกมาแฉ "อาจารย์" โรงเรียนดังแห่งหนึ่งในโคราช ว่า คิดและทำกับนักเรียนเพศที่สามแบบคนหลังเขา มนุษย์หินยังต้องเรียกว่า "พี่" ด้วยการสั่งให้ครูเช็กรายชื่อนักเรียนที่มีพฤติกรรมแปลกแยกทางเพศ
    ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง การเตรียมความพร้อมรับมือในด้านต่างๆ ทุกมิติจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ความรู้ ความเข้าใจ และปรับทัศนคติที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อวางรากฐานให้พวกเขารับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเข้ามา