จ่อฟันสรรพากร ยุติเก็บภาษีแม้ว

  • Friday, May 19, 2017 - 00:00


    เตรียมสรุปรายชื่อ “เกลือเป็นหนอน” คดีช่วย “น.ช.ทักษิณ” ไม่เสียภาษีขายหุ้นชินฯ แล้ว คาดส่งถึงมือปลัดคลังไม่เกิน 15 มิ.ย. เผยข้อมูลชี้ชัดผู้อำนวยการส่งตรงอธิบดีสั่งยุติเรื่อง ตั้งแต่ 2550-ปัจจุบันมีอธิบดีสรรพากร 5 ราย “สนช.” ผุดไอเดียเพิ่มแวต 1% ชงเก็บไนต์ไลฟ์ แต่ทิ้งท้ายไม่ควรทำช่วงนี้ เพราะถูกด่าแน่!

    เมื่อวันพฤหัสบดี แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า นายยุทธนา หยิมการุณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานสอบข้อเท็จจริงผู้บริหารกรมสรรพากรไม่ดำเนินการเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (พีทีอี) จำกัด จำนวน 1,487,740,000 หุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 73,271,200,910 บาท ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2549 จะส่งผลสอบให้นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังภายในสิ้นเดือนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกิน 15 มิ.ย.

    แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการฯ ได้เรียกผู้บริหารของกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการสอบสวน พบว่าน่าจะมีมูลความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง แต่ขณะนี้รอให้อดีตอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เข้ามาให้ปากคำ ซึ่งยังไม่ได้รับการตอบรับว่าจะมาให้ปากคำหรือไม่ ทำให้การสรุปอาจล่าช้าไปถึงกลางเดือน มิ.ย. จากเดิมที่จะสรุปให้ได้ภายในเดือนนี้ โดยหากอดีตอธิบดีกรมสรรพากรไม่ยอมมาให้ปากคำ ก็จะเรียกข้าราชการที่เคยทำงานให้อดีตอธิบดีกรมสรรพากรมาสอบแทน เพราะตอนนี้มีข้อมูลเพียงพอแล้ว แต่ต้องให้ความเป็นธรรมให้ผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเท่านั้น

    "ตอนนี้พบประเด็นน่าสงสัยว่าทำไมอดีตอธิบดีกรมสรรพากรจึงสั่งดำเนินการเอง โดยให้ยุติการเก็บภาษีจากการซื้อขายหุ้นของนายทักษิณ โดยเสนอตรงมาจากผู้อำนวยการสำนักที่ดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งผิดปกติของการปฏิบัติงานราชการที่เรื่องจากผู้อำนวยการสำนักก็ต้องเสนอไปให้รองอธิบดีหรือที่ปรึกษากรมฯ ก่อนเสนอไปที่อธิบดี ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ การดำเนินการของอดีตอธิบดีและผู้อำนวยการสำนักที่ชงเรื่องขึ้นมาน่าจะมีความผิด" แหล่งข่าวกล่าว และว่า เมื่อมีการสรุปผลสอบให้ปลัดกระทรวงการคลังแล้ว คาดว่าต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงต่อไป เพื่อให้รับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา

    ทั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันนั้น มีด้วยกันทั้งสิ้น 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายศานิต ร่างน้อย ที่ปฏิบัติงานตั้งแต่ ม.ค.2550-ต.ค.2551 2.นายวินัย วิทวัสการเวช ต.ค.2551-ก.ย.2553 3.นายสาธิต รังคสิริ ต.ค.2553-ก.ย.2556 4.นายสุทธิชัย สังมณี ต.ค.2556-มิ.ย.2557 และนายประสงค์ พูนธเนศ มิ.ย.2557-ปัจจุบัน

    สำหรับการเก็บภาษีหุ้นจากนายทักษิณนั้น กรมสรรพากรได้ประเมินภาษีรวมทั้งค่าปรับและเงินเพิ่มเป็นจำนวนทั้งสิ้น 17,629,585,191.00 บาท โดยเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่เขตบางพลัดพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจร้อยเวร สน.บางพลัด ได้นำหนังสือประเมินภาษีไปติดไว้หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้าเมื่อวันที่ 28 มี.ค. และเมื่อปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา นายทักษิณได้ส่งตัวแทนยื่นเรื่องอุทธรณ์การเก็บภาษีดังกล่าวกับกรมสรรพากรเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการอุทธรณ์จะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 2 ปี หากผลออกมาไม่พอใจ ก็ยังสามารถฟ้องศาลภาษีให้ตัดสินเป็นที่สิ้นสุดต่อไปได้

    วันเดียวกัน มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครั้งที่ 30/2560 โดยมีวาระที่น่าสนใจคือรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีและระบบบริหารจัดเก็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ของคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง ที่มี พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร เป็นประธาน กมธ. โดยได้เสนอให้มีการปรับปรุงทั้งสิ้น 5 เรื่อง ประกอบด้วย 1.ภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเฉพาะนิติบุคคลที่มีสาขาต่างๆ โดยเสนอให้ทำการแยกบัญชีรายได้และรายจ่ายของสาขาแต่ละแห่งแยกออกจากกัน ไม่ให้รวมบัญชีเพื่อเสียภาษีอีกต่อไป 2.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) โดยเสนอให้จัดเก็บในรูปแบบหลายอัตราในแต่ละประเภทสินค้า และปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีแวตจากเดิมอีก 1%

    3.ภาษีลาภลอย โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีจากกรณีได้รับอานิสงส์จากรัฐบาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง 4.อากรศุลกากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้เข้มงวดการตรวจสอบสินค้าที่ยกเว้นภาษีศุลกากร และ 5.การคืนอากรปกป้องสินค้านำเข้า การคืนอากรตอบโต้การทุ่มตลาดและข้อตกลงการค้าโลก (WTO) นอกจากนั้นยังมีการเสนอให้มีการปรับปรุงภาษีสรรพสามิต โดยเฉพาะภาษีไนต์ไลฟ์ หรือภาษีที่เก็บจากธุรกิจกลางคืนต่างๆ ด้วย

    ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช.เห็นชอบกับรายงานดังกล่าว โดยไม่มีการลงมติ จากนั้นส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

    สำหรับเอกสารของ กมธ.เศรษฐกิจฯ มีเนื้อหาน่าสนใจ ตอนหนึ่งระบุว่า เวลานี้รัฐบาลมีภาระรายจ่ายเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผลจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และที่ผ่านมาไทยไม่ได้ปฏิรูประบบภาษีอากรมาตั้งแต่ปี 2535 ที่ใช้ระบบแวต ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจสังคมเปลี่ยนแปลงไป ซึ่ง กมธ.ได้เชิญตัวแทนจากหลายหน่วยงานมาให้ความคิดเห็น เช่น กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร โดยมีการประชุมพิจารณาเรื่องนี้ 20 ครั้ง ตั้งแต่ พ.ค.2559 ถึง ก.พ.2560

    รายงานดังกล่าวระบุว่า นโยบายรัฐบาลเรื่องการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการออกพระราชบัญญัติภาษีมรดก และที่กำลังจะออกมาคือ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การจัดเก็บภาษีของแต่ละประเทศหลังมีความตกลงภายใต้กรอบ WTO และเขตการค้าเสรี ทำให้ทุกประเทศต้องลดอัตราภาษีศุลกากรลง หลายประเทศจึงได้ปรับขึ้นแวตหรือรูปแบบภาษีอื่น เพื่อมีเงินรายได้มาทดแทน เช่น หลายประเทศในยุโรปภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่อยู่ที่ 20% ขึ้นไป

    รายงานยังเสนอต่อว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นหากดูบางประเทศเช่นจีน จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแบบหลายอัตราเช่น หากเป็นอาหารจัดเก็บที่ 13% และที่ไม่ใช่อาหารเก็บ 17% ส่วนไทยมีการจัดเก็บภาษีแวตอัตราเดียว ไม่ส่งเสริมการค้าการลงทุนของผู้ประกอบการในประเทศให้แข่งขันได้ กมธ.จึงเห็นว่าควรจัดเก็บในรูปแบบหลายอัตราตามประเภทสินค้า โดยพิจารณาจากการนำเข้า ส่งออก และการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญ

    “ควรปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิมอีก 1% โดยให้นำรายได้จากการเก็บภาษีดังกล่าวไปใช้เฉพาะด้านการศึกษาและสาธารณสุขเท่านั้น ซึ่งในปีงบประมาณรายจ่ายปี 2559 มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ 715,834,083 ล้านบาท หากปรับเพิ่มแวตอีก 1% แล้ว คาดว่าจะทำให้จัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น จำนวน 60,000-70,000 ล้านบาท และเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ควรเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง” รายงานดังกล่าวระบุ

    ทั้งนี้ ในตอนท้ายรายงานดังกล่าว มีการระบุไว้ว่าจากการศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลต่างๆ กมธ.ได้ทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นว่า หากมีการปฏิรูปปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มในสถานการณ์สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน อาจทำให้ประชาชนเกิดความไม่พึงพอใจขึ้นมาได้ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีนิติบุคคลที่มีสาขานั้น อาจทำได้ยาก เพราะต้องมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรและต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย.

  • เปลว สีเงิน

    เศรษฐกิจมันเป็นเรื่องใกล้ตัว หลอกกันไม่ได้ ล้วงกระเป๋าไปแล้วไม่เจอเงิน มันก็คือไม่เจอ เวลานี้ใครมาบอกว่าเศรษฐกิจดี คนจนจะหมดไปแล้ว สำหรับประชาชนระดับรากหญ้า เชื่อก็บ้า! ไม่มีปัญญาไปชิมไข่เจียวร้าน เจ๊ไฝ หรอกครับ เศรษฐกิจ ปากท้อง ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกด้วย และเมื่อสองอย่างนี้มาผสมกัน มันก็เหมือนระเบิด
  • บทบรรณาธิการ

    ปรากฏการณ์พบอาวุธสงครามล็อตใหญ่ ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา นำไปสู่การเดินเข้ามามอบตัวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของนายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยนายวัฒนาถูกควบคุมตัวตาม มาตรา 44 เนื่องจากต้องสงสัยมีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง โดยเชื่อมโยงกับซีรีส์นัมเบอร์ของอาวุธล็อตใหญ่นี้มีความเชื่อมโยงกับอาวุธสงครามที่ตรวจจับได้เมื่อปี 2557
  • เอ็กซ์-ไซท์

    กรมการขนส่งทาง บกดีเดย์ต้นปี 61 ยกมาตรฐานสอบใบขับ ขี่ทุกด้าน เตรียมออก กฎกระทรวงห้าม 5 โรคสำคัญ อายุ 70 ปีขึ้นไปจับตรวจสาย ตา-สุขภาพทุก 3 ปี
    ว.วชิรเมธีชื่นชมก้าวคนละก้าวทำเพื่อสังคม ประชาชนยังคงร่วมบริจาคสมทบโครงการก้าวคนละก้าวจนยอดผ่าน 723 ล้านบาทแล้วแม้ตูนจะหยุดพักเพราะป่วย ก่อนออกมาวิ่งต่อวันอังคารมุ่งหน้าสู่นครสวรรค์ ว.วชิรเมธีแสดงความชื่นชมนักร้องหนุ่มสั่นสะเทือนโครงสร้างพื้นฐานในจิตใจคนไทยทั้งประเทศ
    ไฟไหม้ตึกแถวเก่าแก่ย่านแพร่งนราซึ่งก่อสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เสียหาย 13 คูหา ยังไม่ รู้สาเหตุ รอสำนักงานทรัพย์สินฯ ประเมินความสูญเสีย
  • x-cite inside

    ในจำนวนร่าง พ.ร.บ.ที่ภาคประชาชนมีส่วนในการร่างและผลักดัน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้มีอยู่ไม่กี่ฉบับ และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551’ ที่ส่งผลให้เกิดการจัดตั้ง ‘สภาองค์กรชุมชนตำบล’ ขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ตำบลทั่วประเทศ
    ปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่สาธารณะป่าห้วยเม็กของชาวบ้านตำบลบ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ เมื่อชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ สามารถต่อสู้เพื่อทวงคืนผืนป่าจากบริษัทเครื่องดื่มผสมเคเฟอีนที่มีอำนาจเงินตราและมีทุนมหาศาล เหมือนดังไม้ซีกที่งัดไม้ซุงได้สำเร็จ...
    นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงภาพยนต์เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดาภิเษก โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง กว่า 100 คน จัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ผ่านการชมภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญ” ผลงานการสร้างสรรค์ของ 4 ผู้กำกับแถวหน้า "ปรัชญา ปิ่นแก้ว, นนทรีย์ นิมิบุตร, ก้องเกียรติ โขมศิริ, ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล"